ศิษย์ผู้ช่วยมองม้วนรายชื่อในมือ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วประกาศต่อด้วยน้ำเสียงกังวานว่า "อันดับที่ห้า... อันดับที่สี่..." ทั่วทั้งลานเงียบลงเรื่อย ๆ รายชื่อผู้ผ่านเหลือน้อยลงทุกขณะ แต่กลับยังคงไม่มีชื่อของเหวินซานปรากฏออกมา
อาเหมียวที่นั่งอยู่คนละมุมของลานเริ่มกำหมัดแน่นด้วยความลุ้นระทึก 'หรือจะสอบตกจริง ๆ'
เหวินซานเองก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจ เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำได้ไม่เลว แต่เมื่อรายชื่อประกาศมาถึงลำดับนี้แล้วกลับยังไม่มีชื่อของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าตนอาจจะพลาดในด่านใดด่านหนึ่งไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่
ขณะนั้นเอง ศิษย์ผู้ช่วยก็ประกาศต่อเสียงดังว่า "อันดับที่สาม เหวินซาน" ทันทีที่ชื่อนั้นดังขึ้นทั่วทั้งลานพลันเกิดเสียงฮือฮาดังระงม
"เหวินซาน... ผู้ใดกัน?"
"คือศิษย์รับใช้ที่เพิ่งเข้าสำนักเมื่อไม่กี่เดือนก่อน"
"เขาเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่กี่เดือน ติดสามอันดับแรกเลยหรือ!"
อาเหมียวถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนแล้วะโโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "น้องเหวิน! ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องทำได้!"
เสียงะโของอาเหมียวดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ แม้ระยะห่างจะไกลพอสมควร แต่เหวินซานก็รับรู้ได้ถึงน้ำเสียงนั้น เขาหันไปตามทิศทางของเสียง เห็นอาเหมียวกำลังชูมือโบกไม้โบกมือให้เขาอย่างสุดแรง
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเหวินซาน ในสายตาของศิษย์รับใช้คนอื่น ๆ ที่กำลังดูเหตุการณ์ การที่อาเหมียวแสดงออกเช่นนี้กลับยิ่งทำให้พวกเขามองเหวินซานด้วยความฉงนมากขึ้น บางคนขมวดคิ้ว บางคนกระซิบกระซาบกันด้วยความไม่พอใจที่เห็นศิษย์ไร้ชื่อได้รับความสนใจ
ศิษย์ผู้ช่วยประกาศต่อว่า "อันดับที่สอง... หลินเจียอวี่" ชายหนุ่มในชุดศิษย์รับใช้ก้าวออกมาคำนับอย่างสงบนิ่ง
ก่อนที่ศิษย์ผู้ช่วยจะประกาศชื่อสุดท้าย ผู้าุโหวงก็ลุกขึ้นกล่าวด้วยตนเองว่า "อันดับหนึ่ง เซียวอวิ๋น" เซียวอวิ๋นเพียงประสานมือรับคำประกาศ สีหน้าไม่ได้ยินดียินร้าย ราวกับผลลัพธ์นี้เป็เื่ธรรมดา เขาเป็ศิษย์รับใช้ที่อยู่ในสำนักมาห้าปีและได้รับการชี้แนะจากผู้าุโหลายท่านมาโดยตลอด
ผู้าุโหวงมองผู้เข้าสอบทั้งสามคนก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "การสอบครั้งนี้ทั้งสามคนมีคะแนนสูสีกันมาก แต่เซียวอวิ๋นและหลินเจียอวี่มีพื้นฐานมั่นคงกว่า "
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงที่เหวินซาน "ส่วนเหวินซาน เพิ่งเข้าสำนักได้เพียงไม่กี่เดือน แต่กลับสามารถก้าวขึ้นมาติดสามอันดับแรกได้ นับว่าเป็ผู้มีพร์และความเพียรที่หาได้ยากยิ่ง"
ผู้าุโหวงยกมือขึ้นครั้งเดียว เสียงทั้งหมดก็พลันเงียบลงทันที "ผู้สอบผ่านทั้งยี่สิบสามคน ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จะได้รับการเลื่อนฐานะเป็ศิษย์สายนอกของสำนักโอสถจันทราอย่างเป็ทางการ"
หลังสิ้นเสียงประกาศของผู้าุโหวง ศิษย์รับใช้ทั้งยี่สิบสามคนที่สอบผ่านต่างก้าวออกมายืนด้านหน้า บางคนยังคงนิ่งอึ้ง หลายคนก้มหน้าซ่อนน้ำตาราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็แค่ความฝัน
ผู้าุโฝ่ายกิจการโบกมือเบา ๆ ศิษย์สายนอกหลายคนจึงนำป้ายหยกสีเขียวอ่อนออกมาแจกให้ทีละคน "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเ้าคือศิษย์สายนอกของสำนักโอสถจันทรา ที่พัก อาภรณ์ และเบี้ยเลี้ยงประจำเดือน จะถูกจัดเตรียมไว้ทั้งหมด จงจำไว้ การได้เป็ศิษย์สายนอกไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็จุดเริ่มต้นของการหลอมโอสถ"
เหวินซานรับป้ายหยกมาอย่างระมัดระวัง บนป้ายสลักชื่อของเขาไว้ชัดเจน "เหวินซาน" ตัวอักษรสีเขียวอ่อนเปล่งแสงจาง ๆ เขาก้มมองอยู่นาน ในใจพลันรู้สึกเหมือนก้อนหินหนักอึ้งถูกยกออกไปส่วนหนึ่ง
อาเหมียวรีบวิ่งเข้ามาหาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง "น้องเหวิน! พวกเราทำได้แล้ว!"
เหวินซานยิ้มบาง ๆ "ใช่ พวกเราทำได้แล้ว"
ไม่นานนักศิษย์ผู้ช่วยก็พาผู้สอบผ่านทั้งหมดเดินขึ้นเขาด้านใน เส้นทางจากเขตศิษย์รับใช้ไปยังเขตศิษย์สายนอกต่างกันราวฟ้ากับดิน ถนนหินเรียบสะอาดทอดยาวผ่านป่าสนและสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ สองข้างทางมีลำธารใสไหลผ่าน
อาเหมียวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเบิกตากว้าง "พลังิญญาเข้มข้นกว่าด้านล่างจริง ๆ หากฝึกที่นี่ทุกวัน คงก้าวหน้าเร็วกว่าก่อนมาก" เหวินซานเองก็ััได้เช่นกัน พลังิญญารอบกายไหลเวียนอย่างนุ่มนวล แม้ยังไม่ต้องโคจรวิชา ร่างกายก็รู้สึกเบาสบายกว่าปกติ
หลังเดินขึ้นเขาได้ครู่ใหญ่ ศิษย์ผู้ช่วยจึงหยุดอยู่หน้าผาหินด้านหนึ่ง บนหน้าผามีถ้ำหลายสิบแห่งเรียงรายกันเป็ชั้น ๆ แต่ละถ้ำมีป้ายหินสลักหมายเลขไว้ และมีค่ายกลเล็ก ๆ ปกคลุมอยู่ด้านหน้า
"นี่คือเขตถ้ำของศิษย์สายนอก" ศิษย์ผู้ช่วยกล่าว "ถ้ำแต่ละแห่งมีค่ายกลรวบรวมพลังิญญาขั้นพื้นฐาน มีบ่อน้ำพุิญญาขนาดเล็ก และห้องหลอมโอสถส่วนตัว พวกเ้าสามารถใช้ป้ายหยกเปิดเข้าออกได้"
เมื่อได้ยินคำว่า ห้องหลอมโอสถส่วนตัว ศิษย์ใหม่หลายคนถึงกับสูดลมหายใจด้วยความตื่นเต้น
ไม่นานเหวินซานก็ได้รับถ้ำหมายเลขห้าร้อยเจ็ดสิบ ส่วนอาเหมียวได้ถ้ำหมายเลขห้าร้อยเก้าสิบแปด แม้ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว แต่ยังอยู่ไม่ไกลกันนัก อาเหมียวโบกป้ายหยกในมือ "น้องเหวิน! ไว้ข้าจะไปเยี่ยมหาเ้าบ่อย ๆ"
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ "อย่ามาเพื่อขโมยโอสถก็พอ" อาเหมียวทำหน้าเ็ปทันที "ข้าเป็คนเช่นนั้นหรือ" ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เหวินซานเดินมาหยุดอยู่หน้าถ้ำหมายเลขห้าร้อยเจ็ดสิบ ป้ายหินด้านหน้าสลักคำว่า "ถ้ำเมฆาเย็น" ตัวอักษรแม้เรียบง่ายแต่แฝงกลิ่นอายสงบเย็น เขายกป้ายหยกขึ้นแตะที่ค่ายกลเบื้องหน้า แสงสีเขียวอ่อนสว่างขึ้น ม่านพลังโปร่งใสแยกออกเผยให้เห็นทางเดินเข้าสู่ภายในถ้ำ
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นหอมเย็นของหินูเาและพลังิญญาก็ลอยเข้าจมูก ภายในถ้ำกว้างกว่าห้องพักศิษย์รับใช้เดิมหลายเท่า พื้นถ้ำถูกขัดเรียบจนสะท้อนแสงอ่อน ๆ ผนังทั้งสองด้านฝังผลึกเรืองแสงขนาดเล็ก ทำให้ภายในสว่างนุ่มนวล
ห้องแรกเป็โถงกลาง ตรงกลางมีโต๊ะหินกลมหนึ่งตัวและเก้าอี้หินสองตัว ด้านข้างมีชั้นวางของสามชั้นเหมาะสำหรับวางตำรา สมุนไพร หรือขวดโอสถ มุมหนึ่งมีเตียงหินสีขาวนวลปูด้วยฟูกบาง ๆ แม้เรียบง่ายแต่สะอาดและเงียบสงบกว่าห้องพักเดิมอย่างเทียบไม่ได้
ถัดจากโถงกลางมีห้องเล็กอีกสามห้อง ห้องแรกคือห้องฝึกตน พื้นห้องสลักลายค่ายกลรวบรวมพลังิญญาเป็วงกลม ตรงกลางมีเบาะนั่งสมาธิสีเทาเข้มวางอยู่
เมื่อเหวินซานก้าวเข้าไปเขาััได้ทันทีว่าพลังิญญาภายในห้องนี้หนาแน่นกว่าด้านนอก หากฝึกตนที่นี่ ย่อมได้ผลดีกว่าห้องศิษย์รับใช้หลายเท่า
ห้องที่สองคือห้องหลอมโอสถ เมื่อเปิดประตูเข้าไปสายตาของเหวินซานพลันหยุดนิ่ง กลางห้องมีเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ตั้งอยู่บนฐานหิน แม้ไม่ใช่เตาระดับสูงแต่ลวดลายบนผิวเตายังสมบูรณ์ ช่องรับไฟและทางระบายควันถูกจัดไว้อย่างดี
ด้านหลังยังมีชั้นวางสมุนไพร ถาดแยกตัวยา โถน้ำสะอาด และหินจุดเพลิงพื้นฐานเตรียมไว้ครบถ้วน เหนือเตาหลอมมีช่องระบายควันเชื่อมออกสู่ภายนอก ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าห้องจะเต็มไปด้วยควันเหมือนเมื่อก่อน
เหวินซานอดนึกถึงห้องพักเก่าไม่ได้ คืนแล้วคืนเล่าที่เขาหลอมโอสถจนควันดำเต็มห้อง อาเหมียวไอจนตื่น เตาหลอมเก่าร้อนจนพื้นไม้แทบไหม้ เมื่อเทียบกับที่นี่ ราวกับต่างกันคนละโลก
เด็กหนุ่มเดินเข้าไปแตะเตาหลอมเบา ๆ ผิวทองสัมฤทธิ์เย็นเรียบใต้ฝ่ามือ ดวงตาของเด็กหนุ่มค่อย ๆ เปล่งประกาย
ห้องสุดท้ายอยู่ด้านหลังสุดของถ้ำ เป็บ่อน้ำพุิญญาขนาดเล็ก น้ำใสไหลผุดขึ้นจากรอยแยกของหินเกิดเป็บ่อกลมกว้างประมาณสองจั้ง ไอน้ำบางเบาลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ กลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ ทำให้จิตใจสงบอย่างประหลาด
บนผนังมีร่องน้ำเล็ก ๆ ให้น้ำส่วนเกินไหลออกไปด้านนอก
เหวินซานย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะผิวน้ำ พลังเย็นนุ่มนวลไหลเข้าสู่ปลายนิ้วทันที ไม่รุนแรงนัก น้ำพุนี้คงไม่ใช่ของล้ำค่าแต่สำหรับศิษย์สายนอกใหม่อย่างเขา นับว่าเพียงพออย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มนั่งเงียบอยู่ริมบ่อน้ำพุครู่หนึ่ง ภาพของหมู่บ้านที่ถูกเผา ภาพจางิจางลี่ ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในใจ จากเด็กหนุ่มไร้บ้านสู่ศิษย์รับใช้ จากศิษย์รับใช้สู่ศิษย์สายนอก
เหวินซานกำป้ายหยกในมือแน่นก่อนเงยหน้ามองแสงผลึกบนเพดานถ้ำ ท่านพ่อ... ลี่เอ๋อร์... ข้ายังมีชีวิตอยู่ แต่ชีวิตนี้ข้าจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องทุกคนที่ข้ารัก" เสียงของเขาดังก้องในถ้ำอันเงียบสงบ
หลังจากศิษย์ใหม่ทุกคนแยกย้ายเข้าสู่ที่พักของตนได้ไม่กี่วัน ชีวิตในฐานะศิษย์สายนอกก็เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง เหวินซานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาตำราโอสถ ฝึกหลอมยา และดูแลสวนสมุนไพรขนาดเล็กที่อยู่หน้าถ้ำพักของตน เช้าวันหนึ่งขณะที่เขากำลังใช้เสียมเล็กพรวนดินรอบต้นสมุนไพร เสียงศิษย์สายนอกผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าถ้ำ
"ศิษย์น้องเหวิน" เหวินซานเงยหน้าขึ้นก่อนจะรีบประสานมือคารวะ "ศิษย์พี่" อีกฝ่ายยื่นแผ่นหยกคำสั่งมาให้ "ผู้าุโกู้เรียกพบ"
เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย ั้แ่เข้าสำนักมาผู้าุโกู้คือผู้ช่วยชีวิตเขาและเป็ผู้รับเขาเข้าสำนัก แต่หลังจากนั้นทั้งสองแทบไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย
"ขอบคุณศิษย์พี่" เหวินซานรีบเดินตามคำสั่งไปยังยอดเขาเมฆาโอสถ ตำหนักของผู้าุโกู้ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตศิษย์สายในที่เงียบสงบ รอบด้านเต็มไปด้วยสวนสมุนไพรนานาชนิด
เมื่อเดินมาถึงหน้าศาลาไม้ เหวินซานประสานมือคารวะ "ศิษย์สายนอกเหวินซาน ขอคารวะผู้าุโกู้" ชายชราที่กำลังรดน้ำสมุนไพรค่อย ๆ วางบัวรดน้ำลง ก่อนหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน "ไม่ต้องมากพิธี ดูเหมือนเ้าจะโตขึ้นไม่น้อย"
เหวินซานยิ้มบาง "ทั้งหมดเป็เพราะผู้าุโช่วยชีวิตศิษย์ไว้ในวันนั้น"
กู้หยวนชิงหัวเราะเบา ๆ "เ้ามายืนอยู่ตรงนี้ได้ เป็เพราะความพยายามของเ้า" เขามองเหวินซานอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ "ข้าได้ยินจากผู้าุโหวงว่าเ้ามีพื้นฐานด้านสมุนไพรค่อนข้างดี อีกทั้งยังขยันและละเอียดกว่าศิษย์ทั่วไป ่นี้สวนสมุนไพรของศิษย์สายในกำลังขาดคนดูแล เ้าสนใจมาช่วยงานข้าหรือไม่"
“ศิษย์ยินดีขอรับ”
กู้หยวนชิงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหยิบถุงผ้าใบเล็กส่งให้เหวินซาน "ไม่ต้องรีบร้อน งานของเ้ามีแค่ดูแลสมุนไพร บันทึกการเจริญเติบโต และช่วยคัดแยกตัวยา หากมีข้อสงสัยก็ถามข้าได้ ถือเสียว่าเป็โอกาสเรียนรู้"
เหวินซานรับถุงผ้ามาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เมื่อเปิดออกดูเขาก็ต้องชะงักไปอีกครั้ง ภายในนั้นคือหินิญญาระดับต่ำสามสิบก้อน สำหรับศิษย์รับใช้อย่างเขาโดยปกติแล้วจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งก้อนเท่านั้น แม้แต่ศิษย์สายนอกก็ยังได้รับเพียงสิบก้อนต่อเดือน แต่นี่คือจำนวนที่สูงถึงสามสิบก้อน ซึ่งเป็มาตรฐานค่าตอบแทนของศิษย์สายในโดยตรง
เหวินซานประสานมือคำนับผู้าุโกู้หยวนชิงอีกครั้ง "ศิษย์จะไม่ทำให้ผู้าุโผิดหวังขอรับ!"
กู้หยวนชิงลูบเครายาวของตนเบา ๆ ด้วยความพอใจ
หลังจากได้เป็ศิษย์สายนอก เหวินซานได้รับมอบหมายจากผู้าุโกู้หยวนชิงให้ช่วยดูแลสวนสมุนไพรสายในส่วนหนึ่ง งานนี้ไม่ได้โดดเด่น และไม่ใช่งานที่ศิษย์สายในส่วนใหญ่สนใจ
แต่สำหรับเหวินซานแล้วมันคือโอกาสล้ำค่า ทุกเช้าเขาจะมาถึงสวนก่อนศิษย์คนอื่นเสมอ เริ่มจากตรวจดิน โดยการแตะปลายนิ้วลงบนผิวดินเบา ๆ เพื่อดูความชื้น จากนั้นจึงตรวจใบ ตรวจลำต้น ตรวจรากที่โผล่เหนือพื้น แม้แต่รอยกัดเล็ก ๆ ของแมลง เขาก็ไม่ปล่อยผ่าน ในสมุดบันทึกของเขาค่อย ๆ มีข้อความเพิ่มขึ้นทุกวัน
ศิษย์หลายคนรีบทำงานให้เสร็จแล้วจากไป แต่เหวินซานยังคงนั่งยอง ๆ อยู่หน้าสมุนไพรต้นเดิมนานเกือบครึ่งชั่วยาม เพียงเพื่อสังเกตว่าหลังถูกแสงแดด ใบของมันจะหุบลงหรือกางออก
ในตอนเย็นเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เขาจึงรวบรวมตัวอย่างใบ ดิน และรากเล็ก ๆ ใส่ถุงผ้า ก่อนนำรายงานไปส่งยังหอสมุนไพร
ผู้าุโกู้เปิดอ่านรายงานของเขาอย่างเงียบ ๆ ตอนแรกสีหน้ายังเรียบเฉย แต่เมื่ออ่านผ่านไปหลายหน้า แววตาของชายชราก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
"เ้าบันทึกแม้แต่ทิศทางลม?" กู้หยวนชิงถาม
เหวินซานประสานมือ "ขอรับ ข้าพบว่าสมุนไพรบางชนิดใบแห้งเร็วกว่าเมื่ออยู่ด้านรับลม"
กู้หยวนชิงพลิกอ่านต่อ "อุณหภูมิดิน จำนวนแมลง ่เวลาที่กลิ่นสมุนไพรแรงที่สุด" เขาเงยหน้าขึ้นมองเหวินซานก่อนหัวเราะเบา ๆ
"คนอื่นมาเพื่อทำงานให้เสร็จ" เหวินซานก้มศีรษะลง
"ศิษย์จดสิ่งที่เห็นเท่านั้น"
กู้หยวนชิงส่ายหน้า "ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นแล้วจะเข้าใจว่าควรจดสิ่งใด" เขาปิดสมุดลงอย่างทะนุถนอม "ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้ารับผิดชอบแปลงสมุนไพรเขตตะวันออก หากพบสิ่งใดผิดปกติ ให้บันทึกแล้วมารายงานข้าโดยตรง"
เหวินซานประสานมือคำนับ "ศิษย์จะตั้งใจดูแลสวนให้ดีที่สุด" กู้หยวนชิงพยักหน้า "ดี จำไว้ สมุนไพรไม่ใช่เพียงวัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถ มันมีชีวิต และมีสิ่งที่มัน้า ผู้ที่เข้าใจสมุนไพร จึงจะเข้าใจโอสถอย่างแท้จริง"
"ศิษย์จะจดจำไว้ขอรับ"
จากวันนั้นเป็ต้นมา สวนสมุนไพรจึงกลายเป็อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของเขา ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็ห้องเรียนกว้างใหญ่
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดผ่านยอดไม้ลงมายังสวนสมุนไพรชั้นใน กลิ่นหอมของสมุนไพรนานาชนิดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ เหวินซานสะพายตะกร้าหวายและสมุดบันทึก เดินตรวจแปลงสมุนไพรตามที่ผู้าุโกู้หยวนชิงมอบหมาย เขาจดบันทึกความชื้นของดิน ตรวจดูใบที่เริ่มเหลือง และเก็บใบแห้งออกจากโคนต้นอย่างระมัดระวัง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบ...
จนกระทั่งเสียงหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง "หยุด!"
เหวินซานหันกลับไปทันที หญิงสาวอายุราวสิบเจ็ดปีผู้หนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้สูง นางสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนของศิษย์สายใน ผมยาวมัดรวบด้วยแพรสีขาว ใบหน้างดงามหมดจด ในมือของนางถือกระบี่ไม้ไผ่สีเขียวเล่มหนึ่ง สายตาจับจ้องมาที่เหวินซานไม่กะพริบ
"เ้ามาทำอะไรในสวนของศิษย์สายใน"
"ศิษย์ได้รับมอบหมายจากผู้าุโกู้ให้มาดูแลสวนสมุนไพรขอรับ"
หญิงสาวขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย "แล้วป้ายหยกแสดงตัวของเ้าล่ะ"
เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าป้ายหยกถูกเก็บไว้ในถุงผ้าที่ผู้าุโกู้มอบให้ เขาจึงค่อย ๆ เอื้อมมือไปยังเอวเพื่อหยิบมันออกมา
ในสายตาของหญิงสาว การเคลื่อนไหวนั้นกลับดูราวกับกำลังจะหยิบอาวุธ "ยังคิดขัดขืนอีกหรือ!" เมื่อพูดจบนางไม่รีรอถีบปลายเท้าพุ่งลงมาจากกิ่งไม้ราวกับนกนางแอ่น กระบี่ไม้ในมือแทงตรงมายังหัวไหล่ของเหวินซานด้วยความรวดเร็ว
ฟิ้ว!
เหวินซานใ รีบชักมือกลับพร้อมถอยหลังหนึ่งก้าว ปลายกระบี่ปักลงบนพื้นตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่
"เดี๋ยวก่อน! เ้าเข้าใจผิดแล้ว!"
แต่หญิงสาวกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบาย นางสะบัดข้อมือทันที เถาวัลย์สีเขียวหลายเส้นพุ่งทะลุพื้นดินเข้าพันข้อเท้าของเขา
"ฟังข้าก่อน!" เหวินซานร้องบอก แต่หญิงสาวที่อยู่ในระดับพลังที่เหนือกว่าเขาราวฟ้ากับเหว นางพุ่งร่างเข้ามาในพริบตา ความเร็วระดับขั้นหกกดดันจนเหวินซานแทบหายใจไม่ออก
"ขโมยสมุนไพรแล้วยังคิดหาข้อแก้ตัวอีกหรือ!"
วูบ!
กระบี่ไม้ในมือนางฟันลงจากเบื้องบนอย่างรวดเร็ว เหวินซานกัดฟันยกตะกร้าหวายขึ้นรับ
ปึก!
ตะกร้าถูกฟันจนแตกกระจาย สมุดบันทึกและสมุนไพรที่เก็บมาทั้งเช้ากระเด็นเต็มพื้น
แรงปะทะมหาศาลทำให้กระดูกแขนของเหวินซานร้าวระบม ร่างของเขาถูกแรงกดดันจากกระบี่ไม้กระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว หญิงสาวไม่ได้หยุดแค่นั้น นางพลิกตัวกลางอากาศแล้วใช้ด้ามกระบี่กระแทกเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างแรง
อั่ก!
เหวินซานทรุดฮวบลงกับพื้น ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับเส้นชีพจรจะแตกสลาย หญิงสาวชะงักไปเสี้ยวอึดใจเมื่อเห็นสมุดที่เต็มไปด้วยลายเส้นบันทึกสมุนไพรละเอียดลออตกอยู่ใกล้ตัวเขา "เตรียมตัวมาดีเสียด้วย"
เหวินซานพยายามยันกายขึ้น ความต่างของระดับพลังทำให้เขาไม่อาจโต้ตอบได้เลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจ 'เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่ฟังกันเลย' เขาได้แต่หลบอย่างทุลักทุเล แต่ละกระบวนท่าที่นางจู่โจมล้วนเต็มไปด้วยพลังที่เขาไม่อาจต้านทาน
เถาวัลย์เส้นใหม่พุ่งขึ้นจากพื้นดั่งงูพิษ ปิดทางหนีของเหวินซานจนมิดชิด ความกดดันจากพลังขั้นที่หกทำให้เหวินซานรู้สึกราวกับร่างกายถูกตรึงไว้กับที่ กระบี่ไม้ในมือนางง้างขึ้นเตรียมฟาดลงมา
ทันใดนั้นเอง เสียงตวาดของชายชราผู้หนึ่งดังสะท้อนไปทั่วสวนสมุนไพร