ขับรถมาเพียงไปถึงสิบนาทีก็ถึงโรงเรียนที่ตอนนี้เริ่มเต็มด้วยนักเรียนที่กำลังทยอยเดินเข้าโรงเรียนและถ้าสังเกตดีๆ สายตาหลาย ๆ คู่นั้นกำลังมองมายังมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่กำลังจอดลงที่ลานจอดรถด้านข้างโรงเรียน
“ถึงแล้ว”
“รู้แล้วผมจำโรงเรียนตัวเองได้”
“เลิกทำหน้าบูดได้แล้ว”มาร์คว่าเมื่อเห็นหน้าใต้หมวกกันน็อคที่บูดสนิท
“ไม่ต้องมาพูดเลย”ผมหันหน้าหนีคนที่ถอดหมวกกันน็อคตัวเองออกแล้วยืนยิ้มอยู่ข้างรถ
“เลิกงอนได้แล้วดูสิคนมองกันหมดแล้วเนี้ย”ใช่ตอนนี้เราสองคนกำลังตกเป็เป้าสายตาของนักเรียนหลาย ๆ คนก็ดูพี่มาร์คสิไหนจะรถไหนจะคนเด่นน้อยเสียที่ไหน
“เขาไม่ได้มองผมเขามองพี่ต่างหาก”
“มองพวกเราแหละยัง ยัง จะไม่ลงมาอีกจะนั่งอยู่แบบนี้ใช่ไหม งั้นฉันไปแล้วนะ”
“เฮ้ยรอด้วย โอ๊ยแล้วไอ้หมวกนี้มันยังไง เนี้ย ทำไมถอดยากถอนเย็นแบบนี้”ผมร้องท้วงทันทีที่เห็นพี่มาร์คจะเดินไปแบบไม่รอกันสักนิดแถมไอ้หมวกบ้านี่ก็ดันมาถอดไม่ออกอีกชีวิตไอ้แบมมันจะทุลักทุเลเกินไปแล้วอยากจะบ้าตาย
“หึหึ ทำบ้าอะไรของนายน่ะ” ท่าทางผมคนดูอเนจอนาถมากสินะไอ้พี่มาร์คมันถึงยืนขำผมแบบนี้
“หยุดหัวเราะแล้วมาช่วยกันหน่อยได้ไหมมันถอดไม่ออกจริง ๆ นะเว้ย” ผมร้องโวยวายใส่พยายามดึงหมวดบ้านี่ให้หลุดออกจากหัวตัวเองเหมือนไอ้หมวกใบนี้มันจะเล็กเกินไปสำหรับผมแล้ว
“โอเคๆ ไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ อยู่นิ่ง ๆ ก่อน” พี่มาร์คเดินเข้ามาประชิดตัวคนตัวสูงกว่าจับหมวกขยับหมุนไปมาสักพักก็หลุดออกมา
“แฮกๆ ไอ้หมวกบ้าผมยุ่งหมดแล้วเนี่ย”ผมบ่นอุบอิบมองหน้าคนที่เข้ามาช่วยตาเขียวมือก็พยายามเซ็ตผมที่ยุ่งเหยิงไปด้วย
“มองหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“เพราะพี่เลยบังคับให้ผมใส่ไอ้หมวกนี่เนี่ยอายเขาชะมัด”
“เอ้ากลายเป็ความผิดฉันซะงั้นได้ไงเนี้ย”มาร์คยกมือเกาหัวแกรก ๆ
“ไม่รู้ล่ะพี่เป็คนบังคับผมใส่”
“ที่ให้ใส่ก็ไม่ใช่เพราะฉันเป็ห่วงหรือไง”
“ก็ก็ไม่รู้ล่ะ ผมจะไม่ใส่แล้วนะถ้ามันติดแล้วเอาไม่ออกอีกจะทำยังไง”แล้วกับอีแค่พี่มาร์คพูดว่าเป็ห่วงทำไมผมต้องลมหายใจสะดุดด้วยล่ะเนี่ย
“โอเคๆ งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะพาไปซื้อใบใหม่พอใจยัง” พี่มาร์คมองมาด้วยหน้าปลง ๆ
“ผมไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอกนะ”ผมกอดอกเชิดหน้าใส่ ไม่รู้ทำไมอยู่ดี ๆ ก็ไม่กล้ามองงหน้าพี่มันตรง ๆ ซะงั้น
ปุ
มาร์คเดินเข้ามาใกล้วางมือใหญ่ลงบนหัวเด็กเ้าปัญหาก้มหน้าลงมาเล็กน้อยให้สายตาคมประสานกันกับเด็กดื้อที่ทำท่าจะสะบัดตัวหนีก็หยุดชะงักลงตาใสที่มักจะดื้อดึงอยู่เสมออ่อนแสงลงนิดเหมือนราวกับกำลังตั้งใจฟังว่าเขาจะพูดอะไร
“ทำเหมือนฉันเคยให้นายซื้อเองงั้นแหละใบนั่นฉันก็เป็คนซื้อไม่ใช่หรือไง”เออจริงด้วยในนั้นพี่มันก็ซื้อให้นี่หว่า
“ก็...มัน”ผมนึกคำจะเถียงกลับไม่ออก แล้วไอ้สายตาที่พี่มันมองมาแบบนี้อีกมันทำให้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก
“เลิกดื้อเลิกเถียงแล้วเข้าเรียนได้แล้ว”เสียงทุ้ม ๆ ที่ค่อย ๆพูดออกมาไม่ได้ออกคำสั่งอย่างที่คิดทำเอาคนฟังอย่างผมนึกอยากจะทำตามคำพูดนั้นอย่างง่ายดาย
“ก็ได้”พอผมยอมพี่มาร์คก็ยิ้มกว้างออกมามือที่วางอยู่บนหัวก็ลูบเบา ๆอย่างกับผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กทั้งที่เราอายุต่างกับแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นและนี่ก็เป็อีกครั้งที่ผมแพ้พี่มาร์คอีกแล้ว แต่ถ้าแพ้แล้วได้เห็นรอยยิ้มจริง ๆของพี่มันแบบนี้ก็คุ้มล่ะนะ
“มองอะไรขนาดนั้น”คนที่โดนผมจ้องอยู่ก็เหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว มือที่ลูบหัวอยู่ก็ยกออกไปเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ
“ก็พี่ยิ้ม”
“แปลกตรงไหนฉันก็ยิ้มเป็ปกติอยู่แล้ว”
“ปกติตาพี่ไม่ยิ้มไปด้วยเหมือนเมื่อกี้”มาร์คถึงชะงักไปนิด แอบแปลกใจไม่น้อยที่มีคนสังเกตเห็นแบบนี้ใช่ภายนอกมาร์คเป็คนยิ้มง่ายก็จริงแต่มันก็แค่รอยยิ้มที่เขาจงใจยิ้มหรือเรียกง่ายๆ ก็ยิ้มการค้านั่นแหละ
“แล้วมันดีไหม”มาร์คแกล้งถาม
“ดีกว่ารอยยิ้มจอมปลอบนั่นเยอะเลย”แบมแบมก็ตอบออกมาง่าย ๆ แบบไม่ได้คิดอะไรสักนิด
โป้ก
“โอ๊ยดีดอีกแล้วมันเจ็บน่ะพี่” มาร์คดีดหน้าผากเพราะนึกหมั่นไส้ จะมีสักกี่คนที่กล้ามาพูดแบบนี้ต่อหน้าเขาแล้วไม่โดนตอกหน้ากลับไปมันจะรู้ไหมว่าเขาก็ยอมมันอยู่แค่คนเดียวเนี่ย
“สมน้ำหน้า”
“ไม่คุยด้วยแล้วคนนิสัยไม่ดี” ผมมองหน้าพี่มาร์คค้อน ๆ แล้วเดินหนีออกมาคุยกันดี ๆ ไม่เคยเกิน 5นาทีจริง ๆ
ว่าจบผมก็เดินขึ้นตึกเรียนไปไม่ได้สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ลอบมองมาอยู่แม้แต่นิด
การเปิดเทอมวันแรกก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่นักจะมีก็แค่เพื่อนใหม่ไม่กี่คนที่พึ่งย้ายห้องเข้ามาเพราะส่วนมากเพื่อนในห้องก็จะเป็พวกหน้าเดิม ๆ ทั้งนั้นนอกจากพวกที่ย้ายสายการเรียนก็จะต้องย้ายห้องไปผมกับยูคยอมก็ยังคงนั่งข้างกันอีกตามเคย ต้องขอบคุณมันแหละที่เมื่อเช้ารีบมาจองที่นั่งประจำให้เพราะถ้าให้ผมไปนั่งเรียนด้านหน้าละก็เหอะ ๆ นรกชัด ๆ
“เลิกเรียนไปไหนไหมมึง”ยูคยอมถามขึ้นหลังจากเราเรียนคาบสุดท้ายจบ
“ฉันว่าจะลงไปที่ชมรมเห็นพี่จินยองว่าพวกที่พึ่งขึ้นมอปลายต้องไปกรอกเอกสารใหม่อีกรอบล่ะ” ผมว่าอย่างเซ็งๆ
“งั้นเหรอวะว่าจะชวนไปเล่นเกมสักหน่อย”
“เกมไรวะ”พอพูดถึงเกมผมนี่ตาวาวขึ้นมาทันที
“พอดีได้ของใหม่มาจากญี่ปุ่นจะชวนมึงไปเล่นที่บ้านสักหน่อย”ยูคยอมทำหน้าเซ็ง
“เฮ้ยเอาไงดีวะอยากไปลองว่ะ”ผมทำหน้าคิดไม่ตกจนไอ้เพื่อนตัวั์ต้องลุกขึ้นมาพลักหัว
“มึงไปชมรมจัดการธุระมึงให้เสร็จเลยเดี๋ยวพี่จินยองรู้ว่าที่มึงไม่ไปตามนัดพี่แกเพราะกู กูก็ได้ตายคามือพี่แกแน่”ยูคยอมทำหน้าขยาดเมื่อพูดถึงรุ่นพี่จอมโหดที่เขาเคยเจอ
“แต่กูอยากเล่นเกมวันนี้ไปก็ไม่ได้ซ้อม”พอไปชมรมแล้วไม่ได้ไปซ้อมผมก็นึกขี้เกรียจขึ้นมาซะงั้น
“ไม่ต้องเลยไปชมรมของมึงนู่นกูไม่ยังไม่อยากโดนพี่จินยองของมึงบ่นจนหูชาหรอกนะแล้วไหนจะต้องขอพ่อทูนหัวหัวของมึงอีกไว้วันหลังล่ะดีแล้ว”
“พ่อทูนหัวไรของมึง”ผมถามอย่างไม่เข้าใจไอ้ยูคมันพูดอะไรของมัน
“ก็พี่มาร์คมึงไงแหมเขาประคบประหงมมึงมาั้แ่เล็กยันโตเป็ควายขนาดนี้ไม่ใช่พ่อทูนหัวจะเรียกว่าอะไร”
“พ่อห่าอะไรแค่พี่ชายข้างบ้านเว้ย”
“แน่ใจเหรอครับกูเห็นนะเวลามึงสองคนอยู่ด้วยกันน่ะ”
“อะไรมึง มึงเห็นอะไรพูดให้มันดี ๆ นะเว้ย” ผมชี้หน้าไอ้ยูคยอมที่มองมาอย่างล้อเลียน
“น่ะไม่มีอะไรทำไมมึงต้องร้อนตัว”
“ไอ้ยูคยอมกวนตีนนะมึง”
“ฮาฮ่า ฮา” คราวนี้มันหัวเราะร่าจนผมลุกไล่เตะมันด้วยความหมั่นไส้
“แฮกๆ” ผมหอบหายใจแฮก ๆ เพราะวิ่งไล่กับมันจนเกือบมาถึงหน้าโรงเรียน
“ขาสั้นก็งี้วิ่งไม่ทันกูหรอกกูกลับล่ะ บาย จุ๊บ” หน็อยหัวเราะใส่ไม่พอมันวิ่งไปแล้วยังหันกลับมาพูดเยาะเย้ยและยังส่งจูบกวนประสาทมาให้อีกฝากไว้ก่อนเถอะ ผมหอบไปยืนชี้หน้ามันไปอย่าให้ผมสูงนะจะเตะก้านคอมันโชว์ให้ดูหึ้ย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”ผมพึ่งพำกับตัวเอง
“ฝากอะไร”จู่ ๆ เสียงใครก็ไปรู้ก็ดังขึ้นที่ข้างหูทำเอาผมสะดุ้งเฮือก
“เฮ้ย”ผมเผลอถอยหลังอยู่หลายก้าวด้วยความใแต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะโดนคว้าไหล่เอาไว้ก่อน
“ใขนาดนั้นเลย”ว่าจบคนมาใหม่ก็กระตุกยิ้มมุมปาก
“โถ่ก็นึกว่าใคร มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้ใหมดพี่” ผมลูบอกตัวเองป้อย ๆ
“นี่กำลังจะไปไหนไม่ไปชมรมหรือไง”
“กำลังจะไปครับแล้วพี่ล่ะมาทำอะไรตรงนี้”
“พอดีเดินมาเจอนายเลยเข้ามาทักน่ะว่าจะชวนเข้าไปชมรมด้วยกัน”
“งั้นเหรอครับวันนี้พี่ไม่มีซ้อมนี่จะเข้าไปชมรมไปทำละครับ”
“เอ่อ...คือพอดีอยากเจอใครบางคนน่ะเลยจะแวะเข้าไปสักหน่อย” คนโดนถามอึกอักอย่างไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไง
“แหนะดูมีลับลมคมในอยากเจอใครหรือครับ” ผมแกล้งแหย่อีกฝ่ายที่ตอนนี้เริ่มจะทำหน้าไม่ถูกเสียแล้ว
“อยากเจอนายมั้ง”คนโดนแซวเฉไฉไปเรื่อย จนผมอดขำไม่ได้
“คิดอะไรกับผมปะเนี่ยคิก” ได้ทีผมก็เริ่มแหย่ พอเห็นพี่เขาทำตัวไม่ถูกแล้วยิ่งรู้สึกสนุก
“ถ้าบอกว่าคิดล่ะ”พอพี่เขาตอบกลับมาแบบนี้ผมก็หุยยิ้มแทบไม่ทันแต่พอเห็นสายตาเ้าเล่ห์แบบนั้นผมก็รู้แล้วว่าตัวเองกำลังจะโดนแกล้งกลับ
“พี่มาพูดกับผมแบบนี้พี่คนนั้นจะเสียใจเอานะ”ผมตอกกลับอย่างคนรู้ทันถึงผมจะไม่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านเท่าไหร่แต่เวลาที่อยู่ในชมรมผมก็พอจะสังเกตเห็นอยู่นะว่าใครทำอะไรน่ะ
“เฮ้ยนายไปรู้อะไรมา”พอรู้ว่าผมรู้ความลับพี่แกหน้าตาเ้าเล่ห์เมื่อกี้ก็หายไปแทบทันทีพี่เขาหันสายหันขวาเหมือนกลัวใครจะมาได้ยินอะไรแบบนั้น
“ผมรู้ก็แล้วกันสังเกคง่ายจะตายไปกับคนอื่นพี่น่ะกล้าหยอดกล้าเต๊าะไปเรื่อยที่กับพี่คนนั้นพี่ไม่เห็นจะกล้าทำอะไรสักอย่างให้ไหมล่ะครับ”ผมทำหน้าตาล้อเลียนจนโดนอีกฝ่ายคว้าคอไปขยี้หัวจนทันยุ่งเหยิงไปหมด
“เฮ้ยพี่ เบา ๆ มันเจ็บนะ”
“สมน้ำหน้ารู้มากดีนักนี่แหนะ”ยิ่งบอกให้พี่มันหยุดพี่มันยิ่งทำใส่เห็นว่าตัวเองตัวใหญ่กว่านี่ก็แกล้งผมจังเราสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นานจนผมแทบผมแรงพอผมจะร้องพี่มันก็เอามือมาอุดปากผมอีกนี่ถ้าไม่ใช่พี่ชมรมที่สนิทกันมาก่อนนะโดนผมถีบกระเด็นแล้ว
“ทำอะไรน่ะ”เราสองคนหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงคุ้นหูที่น้ำเสียงเแข็งกว่าปกติดังขึ้นมา
“อ่าวไอ้มาร์คนึกว่าใครมึงมาทำอะไรที่นี่วะ”
“มึงต่างหากล่ะไอ้ แจบอม มาทำอะไรที่นี่”มาร์คถามเพื่อนเสียงเรียบแต่สายตาไม่ได้มองหน้าเพื่อนตัวเองสักนิดแต่กลับจ้องไปที่คนอีกคนที่เพื่อนตัวเองกอดคอไว้เขม่งใบหน้าที่เรียบนิ่งแอบซ่อนความไม่พอใจไว้ลึกๆ แจบอมที่พอััได้ก็รีบปล่อยมือทันทีราวกับมันเป็ปฏิกิริยาอัตโนมัติ
ทำไมจู่ๆ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะชะตาขาดยังไงอย่างนั้นวะไอ้แจบอมเอ๊ยไม่น่าไปยุ่งกับลูกมันเลยถ้าพ่อมันจะดุขนาดนี้ให้ตายเถอะ