จินเฉิงรู้สึกตัวอีกที ก็เข้ามาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ที่นี่คือที่ไหนกัน” จินเฉิงถามจินเยว่เบา ๆ จนคล้ายเป็เสียงพึมพำคนเดียวมากกว่า
“ที่นี่คือมิติของข้าเ้าค่ะ” เมื่อได้ยินจินเยว่บอกอย่างนั้น จินเฉิงรู้สึกอึ้งทันที
เมื่อสักครู่เขายังใกับจินเยว่ที่สามารถเพิ่มพลังแบบก้าวะโ
แล้วเขายังต้องใซ้ำซ้อนกับจินเยว่ที่สามารถพาเขาเข้ามาในมิติของนางได้
มีอะไรอีกหรือเปล่าที่เขาต้องใ จินเฉิงจึงรีบบอกกับจินเยว่ให้นางค่อย ๆ บอกเขา หากมีเื่ตื่นเต้นเช่นนี้อีก
“เดี๋ยวก่อน ให้พี่ได้หายใจหายคอก่อน อย่าเพิ่งบอกว่ามีอะไรที่เกินที่พี่จะจินตนาการได้อีกนะ ขอพี่พักใจก่อน”
จินเยว่ถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดังออกมา ยิ่งพี่ชายทำหน้าตลก จินเยว่ยิ่งรู้สึกขบขัน
“ไม่ต้องมาหัวเราะพี่เลย แต่ละอย่างที่เ้ามี ทำพี่ใเพราะทุกอย่างมันเร็วเกินไป”
จินเยว่จึงเริ่มเล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่ทำให้นางเข้ามาในมิติเป็ครั้งแรกได้
และยังเล่าเื่ที่นางพบเจอในบ้านหลังที่อยู่ตรงหน้านี้ด้วย
“ข้าจะเปิดประตูบ้านแล้วนะเ้าคะ” เห็นสีหน้าตื่นเต้นของจินเฉิง
จินเยว่จึงเปิดประตูไปด้วย นำเสนอส่วนต่าง ๆ ในบ้านไปด้วย
เมื่อเปิดประตูห้องแรกให้ดู จินเฉิงเข้าไปดูรอบ ๆ อย่างสนใจ ดีที่ได้ฟังจินเยว่บอกไว้ก่อนแล้ว เขาจึงไม่ตื่นเต้นมากนัก
จากห้องนอนมาห้องที่สอง ทรัพย์สินที่เป็มรดกของพวกเขายังอยู่ดี
แต่พอเปิดประตูห้องที่สาม ก็มองไปเห็นแสงสว่างเรืองรองจากตำราวิเศษทั้งสามเล่ม
“ไหนเ้าบอกว่าเอาตำราโอสถ์ออกไปอ่านด้านนอกแล้วอย่างไรล่ะ”
จินเยว่จึงบอกว่าเอาไปอ่าน แล้วเอาเก็บในมิติคืนแล้ว ทำให้จินเฉิงมีสีหน้าเหลือเชื่อไปหมด
เขาเอื้อมมือสั่น ๆ ของตนเอง ไปหยิบตำราโอสถ์ จินเฉิงก็หยิบได้
แต่ลองหยิบอีกสองเล่ม ไม่สามารถหยิบติดมือมาได้
“ตำราวิเศษอีกสองเล่ม หยิบไม่ติดมือจริงด้วย” จินเยว่พาพี่ชายเดินดูตามชั้นหนังสือว่า มีเล่มไหนพอที่จะนำไปใช้ได้บ้าง
ทั้งสองเจอกับตำราฝึกเพลงยุทธ ที่บรรพบุรุษตระกูลจินเก็บไว้ให้
“เลือกเล่มนี้ก็แล้วกัน เราสองคนจะได้ฝึกด้วยกัน” ซึ่งจินเยว่ก็เห็นดีด้วย
เพราะตอนนี้สองพี่น้องต่างก็อยู่ในระดับพลังเดียวกัน หากฝึกร่วมกันอาจจะช่วยกันทลายกำแพงพลังไปขั้นต่อไปได้
“งั้นคืนนี้พี่ใหญ่ไปหาข้าที่เรือน เราจะพากันเข้ามาฝึกในมิติ คนอื่นจะได้ไม่รู้”
จินเยว่ส่งตำราเพลงยุทธให้จินเฉิงไปศึกษาจะได้เอามาสอนนางได้ เพราะวิชาการต่อสู้ที่ติดตัวนางมาเป็การต่อสู้โดยใช้ทักษะที่ผ่านการฝึกฝนล้วน ๆ
แต่ตำราเพลงยุทธ เป็อย่างไรต้องรอนางฝึกฝนให้เก่ง จึงจะให้ความหมายของคำนี้ได้
แต่ไม่ว่าจะเป็การต่อสู้ประเภทไหน การฝึกฝนถือว่าเป็การก้าวไปสู่ขั้นพลังที่สูงขึ้นได้
“ใช่ข้าลืมไปเลย ข้าอยากจะถามพี่ใหญ่เื่ขั้นพลัง ว่านอกจากเรากำหนดจิต ควบคุมพลังเวทและลมปราณแล้ว มีวิธีไหนอีกบ้างที่จะทำให้ขั้นพลังของเราเพิ่มขึ้น”
เมื่อเห็นว่าจินเยว่สนใจในขั้นตอนการเพิ่มขึ้นของขั้นพลัง ว่ามีวิธีไหนจะช่วยให้คนมีพลังสูงขึ้นได้
จินเฉิงจึงอธิบายสั้น ๆ ให้จินเยว่เข้าใจ
“อาจใช้วิธีกำหนดจิต เพื่อควบคุมพลัง เมื่อได้สมาธิจะทะลวงพลังขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นได้ ยังมีอีกหลายอย่างเช่นการฝึกฝนวรยุทธ เหมือนที่พวกเรากำลังจะฝึกกัน เมื่อวรยุทธสูงส่งขึ้น ขั้นพลังจะทะลวงขึ้นตามความสามารถด้านการต่อสู้ แต่เ้าก็เห็นว่าวิธีนี้ มีแค่คนบางกลุ่มที่ทำได้ หากเป็คนส่วนใหญ่ยังต้องทำมาหากิน จะเอาเวลาไหนไปฝึก พวกเขาจึงมีพลังอยู่แค่เท่าตอนที่เขาทดสอบพลังตอนอายุสิบขวบแค่นั้น”
เมื่อเห็นว่าจินเยว่ยังมองเขาตาแป๋ว ท่าทางของนางตั้งใจฟังสุด ๆ จินเฉิงจึงพูดต่อ
“อีกวิธีคือการใช้โอสถ เป็วิธีการกระตุ้นพลังได้ผลดีที่สุด แต่ทรัพยากรของคนทั่วไปมีน้อย การเสาะแสวงหาโอสถไม่ใช่จะทำกันได้ง่าย ๆ แม้จะหาโอสถกระตุ้นพลังพบ หากมีเงินไม่พอซื้อ ก็ไม่มีความหวังแล้ว”
“มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอพี่ใหญ่ แบบนี้ต้องแพงมากแน่” เมื่อน้้องสาวอยากรู้ รายละเอียดที่เขามีจึงถูกถ่ายทอดให้น้องสาวรู้ทุกอย่าง
“ใช่ จากที่พี่รู้มา สิบปีมานี้ไม่มีข่าวของโอสถทะลวงขั้นพลังเลย คนที่้าเพิ่มขั้นพลัง ต้องฝึกฝนด้วยตนเองเท่านั้น ส่วนใหญ่พวกเขาจะไปเป็ทหาร ทั้งได้ฝึกฝน และต่อสู้จริงเมื่อมีา จะช่วยให้ขั้นพลังเพิ่มได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งพลังของทุกคนจะตันอยู่ที่เดิม”
“อึม…ข้าเริ่มเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ว่าทำไมผู้คนจึงให้ความสำคัญกับผู้ที่มีพลัง เพราะพลังยิ่งสูง ทั้งการต่อสู้ทั้งวรยุทธ และพลังจะเหนือกว่าคนอื่นนี่เอง พวกเขาถึงได้ดูถูกคนไร้พลังว่าเป็คนไร้ค่า แล้วเื่ราคาล่ะเ้าคะ ข้าอยากรู้ว่าเขาขายกันยังไง”
“เื่นี้เป็เื่ที่นานมาแล้ว พี่ได้ฟังมาจากท่านพ่ออีกที ท่านพ่อบอกว่าเทพโอสถ ได้ปรุงยาที่สามารถกระตุ้นพลังให้สูงขึ้นได้ ทำให้ทุกคนต่างเก็บหอมรอมริบเพื่อเอาไว้ซื้อยาทะลวงพลัง คนกลุ่มนี้ต้องรอเงิน แต่สำหรับคนร่ำรวย ต่างพากันเดินทางที่สำนักโอสถ เพื่อขอซื้อยานี้ เมื่อเดินทางกลับ ระหว่างทางถูกฆ่าชิงโอสถ ทำให้ยุคนั้นเกิดความโกลาหลไปหมด คนที่สามารถเพิ่มพลังมีบ้างที่ใช้พลังไปในทางที่ผิด เกิดการเข่นฆ่าไม่เว้นวัน ทำให้่หลังเทพโอสถไม่ออกหน้าช่วยใคร และไม่มีการปรุงยาประเภทนี้ขึ้นมาอีก เ้าก็คิดดูว่าเมื่อมันหายากมันจะขายแพงขนาดไหน บางคนแลกมาด้วยชีวิต บางคนพร้อมทิ้งทุกอย่างขอแค่ได้โอสถก็พอ”
“พี่ใหญ่ข้าจะบอกความลับอย่างหนึ่งเ้าค่ะ” จินเฉิงทำท่าเอามือวางที่หน้าอกด้านซ้าย จินเยว่เลิกสนใจว่าจินเฉิงจะมีทีท่าอย่างไร
“ความลับอยู่ที่ห้องต่อไปเ้าค่ะ” จินเยว่เปิดประตูบานที่สี่ จินเฉิงมองเข้าไปเห็นเตาไฟ หม้อสำหรับหลอมยา
ด้านข้างมีชั้นที่มีลิ้นชักเป็ช่อง ๆ เพื่อใส่สมุนไพร เครื่องบดยามีครบ ทุกอย่างวางอยู่อย่างเป็ระเบียบ
ที่สำคัญกลิ่นหอมของยาที่ผ่านการหลอมแล้ว อบอวลอยู่ในอากาศภายในห้อง
“เ้า…เ้าอย่าบอกว่าเ้าหลอมยาได้นะ” เมื่อเห็นจินเยว่ยิ้ม จินเฉิงรู้สึกหน้ามืด น้องสาวของเขาเป็ผู้วิเศษ
จินเยว่มีมิติ แล้วยังหลอมยาได้อีก มันมากไปแล้ว มากจนเกินที่เขาจะรับได้
จินเฉิงตื่นเต้นจนเข่าทรุด ท่าทางซวนเซของเขา ทำให้จินเยว่รีบเข้าไปประคอง
“พี่ใหญ่ไม่เป็ไรนะเ้าคะ” รอยยิ้มของจินเยว่ทำให้จินเฉิงต้องยอมรับว่าทุกอย่างคือความจริง
เสียงเจื้อยแจ้วจากปากของจินเยว่ บอกเล่าเื่ที่นางเริ่มปรุงยาได้อย่างไร
และสามารถหลอมยาออกมาเป็เม็ด จนกลายเป็ยากระตุ้นพลังได้
“หะ…ยากระตุ้นพลัง นี่เ้า… พาพี่ไปนั่งหน่อย” จินเยว่รีบยกเก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียวในห้องมาให้จินเฉินนั่ง
“พี่ใหญ่ที่นี่มีอีกสามห้องที่ข้ายังเปิดเข้าไปดูไม่ได้ เหมือนหนังสืออีกสองเล่มที่พวกเรายังแตะต้องไม่ได้ ข้าคิดว่าน่าจะเป็เพราะเรายังมีขั้นพลังที่น้อยเกินไป”
เมื่อจินเยว่บอกในเื่นี้ จินเฉิงจึงเข้าใจเื่นี้มากขึ้น
“พี่ใหญ่ ยาที่ข้าหลอมออกเป็เม็ดได้ ข้าไม่ได้หลอมแค่ครั้งเดียว ข้าหลอมเป็สิบ ๆ ครั้งจึงได้ยาเม็ดที่ข้าคิดว่ามันน่าจะสมบูรณ์ที่สุด แต่ยาที่ข้าหลอมออกมาแต่ละครั้งข้าเก็บไว้อย่างดี นี่เ้าค่ะยารอบแรกที่ข้าหลอม”
จินเยว่เปิดกล่องไม้ขนาดเล็กที่ใส่ยาเม็ด ให้จินเฉิงดู ในกล่องมีเม็ดยาอัดแน่นอยู่เกือบครึ่งกล่อง กลิ่นหอมของยาหอมฟุ้งกระจายไปทั้งห้อง
“นี่คือยารอบแรกจริงหรือ เหตุใดสมบูรณ์เช่นนี้ล่ะ” จินเยว่ยกกล่องไม้อีกกล่องมาเปิดให้จินเฉิงดู
กลิ่นหอมรุนแรงกระจายออกมา คาดว่าในมิติตอนนี้คงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมัน ทั้งที่ในกล่องใบนี้มียาอยู่แค่ห้าเม็ดเท่านั้น
“ยาวิเศษ” จะไม่ใช่ได้อย่างไร ยาทั้งห้าเม็ดส่องแสงสีทองปนแดง ออกมาให้เห็นตลอดเวลา
“ข้าจะลองใช้ยาที่ข้าหลอมได้รอบแรกดูก่อนเ้าค่ะ ว่าจะเพิ่มขั้นพลังได้หรือไม่ ถ้าไม่ เราค่อยใช้ห้าเม็ดที่ข้าหลอมรอบสุดท้าย”
จินเฉิงรู้สึกตื่นเต้น อยากเห็นผลของยาว่ามันจะสามารถกระตุ้นพลังได้จริงหรือไม่
จินเยว่กินยาเข้าไปทันที พร้อมกับนั่งลงเพื่อควบคุมการไหลเวียนของพลัง
ไม่กี่อึดใจยาที่กินเข้าไปเริ่มทำให้ร่างกายของนางร้อนผ่าว ตอนนี้พลังสีเขียวขั้นต้นเริ่มไหลเวียนในร่างกายของนางอย่างรุนแรง
จินเฉิงที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของจินเยว่ เขามองเห็นพลังสีเขียวของนางเข้มขึ้น ตอนนี้กลายเป็สีเขียวเข้มเกือบดำ
จินเยว่กินแค่ยาที่นางหลอมได้รอบแรกนะ หากได้ยาวิเศษเข้าไปจะเป็อย่างไร
จินเฉิงรู้สึกตื่นเต้นไปหมด ตอนนี้พลังเขาตันอยู่ที่สีเขียวขั้นต้นมาเกือบห้าปี มาวันนี้เขามีความหวังแล้ว
เมื่อจินเยว่สามารถซึมซับพลังระดับเขียวขั้นสุด ให้เข้าทุกอนูของร่างกายได้แล้ว ก็ไม่มีการทะลวงสู่ขั้นต่อไปอีก
“จินเยว่เ้าทะลวงได้สองขั้นพลังในครั้งเดียว ดีมากเลย” จินเยว่มองสีหน้าดีใจของจินเฉิง
“พี่ใหญ่ต้องใช้ยาห้าเม็ดนี้” จินเยว่ยกกล่องไม้ที่บรรจุยาห้าเม็ดไปตรงหน้าจินเฉิง และบอกให้เขาหยิบยาไปใช้หนึ่งเม็ด
“พี่ใหญ่ต้องลองดู ข้าก็อยากรู้ผลลัพธ์ของมันเช่นกัน มันต้องดีกว่ายาที่ข้าใช้อย่างแน่นอน”
จินเฉิงกำลังกำหนดจิตเพื่อซึมซับพลัง ตอนนี้เขาอยู่ไปถึงสีเหลืองขั้นต้นแล้ว จินเยว่ยิ้มอย่างพอใจ
“จินเยว่ พี่อยู่สีเหลืองขั้นต้นแล้ว ตอนนี้ในแคว้นเรามีสีเหลืองไม่ถึงสิบคนเลยนะ”
จินเฉิงหน้าแดงก่ำด้วยความยินดีที่ตนสามารถะโจากสีเขียวขั้นต้น เป็สีเหลืองขั้นต้น ขึ้นมาถึงสามขั้นพลัง
“พี่ใหญ่ พวกเรากินอีกคนละเม็ดเถอะ” เสียงจินเยว่บอกจินเฉิงถึงกับหูอื้อ
จินเยว่น้องสาวของเขาจะให้ใช้ยาวิเศษอีกคนละเม็ด
เมื่อทั้งสองกินยาแล้ว เริ่มเดินพลัง กำหนดจิตเพื่อควบคุมลมปราณ ยาวิเศษเริ่มทำงานทันที
พลังที่ได้รับการกระตุ้น เริ่มวิ่งวนอีกครั้ง ครั้งนี้สองพี่น้องเหงื่อท่วมตัว จนชุดที่ใส่อยู่เปียกชุ่ม
กรอบหน้ามีเหงื่อเม็ดเล็ก ไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย พลังของจินเฉิงจากสีเหลืองขั้นต้น ขึ้นมาเป็สีเหลืองขั้นกลาง
สีหน้าของเขาสดชื่นหลังจากซึมซับพลังระดับสีเหลืองขั้นกลางเรียบร้อย