นิโคลัสจ้องมองพ่อบ้านด้วยสายตาคมกริบ ราวกับกำลังพยายามค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น และรอคอยคำตอบด้วยความสงบนิ่ง
“ข้าก็คิดแบบนั้น แต่หาหลักฐานไม่ได้”
ในที่สุดพ่อบ้านก็กล่าวออกมาด้วยความจนใจ
ตัวเขาเองรู้สึกได้เช่นเดียวกัน ถึงความผิดปกติ การที่กลุ่มของเขาออกมาไกลจากปราสาทมากถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ยังคงถูกโจมตีและตามล่ามาตลอดทาง ไม่น่าเกิดขึ้นได้
พวกมันไม่มีทางวางกำลังไปทั่วอาณาเขตแน่นอน เพราะมันจำทำให้คนอื่นสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ แล้วเื่จะบานปลายจนไม่อาจควบคุมได้
“ท่านสงสัยใครหรือไม่”
นิโคลัสไม่เสียเวลาอ้อมค้อม การคุยพ่อบ้าน ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมาย คุยแบบตรงไปตรงมาได้ผลดีที่สุดแล้ว
“…”
พ่อบ้านทำทีหนักใจที่จะตอบ เนื่องจากเป็เพียงข้อสงสัย หากเอ่ยอะไรไป แล้วผู้นั้นเป็ผู้บริสุทธิ์ เขาไม่อาจรับผิดชอบได้
“พ่อบ้าน ท่านบอกข้ามาตามตรงได้เลย ข้าไม่ได้ตัดสินในทันที เพียงนำข้อมูลมาพิจารณาและพยายามหาหลักฐานมัดตัวคนทรยศเท่านั้น” เขากล่าวเพื่อให้พ่อบ้านรู้สึกคลายกังวลขึ้น
“ในกลุ่ม สิบหก คนนี้ มี ข้า วิคเตอร์ แจ็ค อีรินและอาริน เท่านั้น ที่สามารถเชื่อได้ว่าไม่มีทางทรยศเรา”
พ่อบ้านเริ่มกล่าวอย่างมั่นใจ
“วิคเตอร์คือลูกชายข้า ส่วนที่เหลือทั้ง สาม คน คือเด็กกำพร้าที่ข้าอุปการะมาั้แ่เด็ก"
"ข้ารู้นิสัยพวกเขาเป็อย่างดี แม้แจ็คช่างพูดไปหน่อยแต่ซื่อสัตย์อย่างมาก"
"ส่วนสองสาวแม้จะเงียบๆ ไม่ค่อยพูดแต่ไว้ใจได้ที่สุด นอกจากเื่การปกครองกลุ่มอัศวินที่ วิคเตอร์ ดูแลอยู่ งานอื่น ๆ หลายเื่ของข้าก็ฝากให้สองสาวนี้ดูแล”
“สำหรับคนที่เหลือ ต่างก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี"
"แต่ที่ข้าสงสัยมีอยู่ สาม คน คือ รองหัวหน้าอัศวินโทมัส เพราะเขาหวังตำแหน่งหัวหน้าอัศวินมาั้แ่ต้น าุโมากกว่าและรับใช้หัวหน้าตระกูลนานกว่าวิคเตอร์ด้วยซ้ำ”
“ตอนที่คัดเลือกหัวหน้ากลุ่มอัศวิน วิคเตอร์ มีระดับอัศวินเทียบเท่าโทมัสแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นวิคเตอร์อายุเพียง สามสิบปี"
"แต่โทมัสเกือบ สี่สิบ ปีแล้ว นั่นทำให้โทมัสขุ่นเคืองเป็อย่างมากแต่ก็ต้องฝืนทนเอาไว้”
พ่อบ้านแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวล ขณะที่เล่าถึงที่ต้นเหตุเริ่มแรกที่ ทำให้เขาสงสัยในตัวโทมัส
“คนต่อมาคืออังเดร ผู้รักษาประจำกลุ่ม คนนี้ท่านก็น่าจะพอรู้สึกได้ เหมือนเขาไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา"
"แม้เวลาอยู่ในกลุ่มเอง เขามักทำตัวแปลกแยกออกไป เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร แม้แต่กับข้าเอง เขาก็ไม่ค่อยคุยด้วย"
"ดีหน่อยที่เขายังแสดงความเคารพข้าอยู่”
เมื่อเขานึกถึงอังเดร เขาก็จนปัญญาจริงๆ ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องเพราะตอนนี้เป็ผู้รักษาเพียงคนเดียวในกลุ่ม
“และคนสุดท้าย คาน วิถีนักรบ พึ่งเข้ามาอยู่กับกลุ่มได้ 2 ปีเศษ ไม่มีอะไรพิเศษ เข้ากับทุกคนในกลุ่มได้อย่างดี"
"ทำภารกิจที่ได้รับสำเร็จเสมอ ไม่มีอะไรโดดเด่น และไม่มีอะไรบกพร่อง อยู่กลางๆ เหมือนไม่มีความจำเป็ แต่ก็ขาดไม่ได้ ไม่เคยมีปัญหาแม้แต่ครั้งเดียว”
พ่อบ้านกล่าวถึงคนสุดท้ายที่เขาสงสัย พลางสังเกตสีหน้าของนิโคลัสไปพร้อมๆ กัน
“เหมือนหมาป่าในหนังแกะ”
นิโคลัสกล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย
“พ่อบ้าน เราเดินไปคุยไปกันเถอะ พวกเขาห่างออกไปมากแล้ว”
นิโคลัสกล่าวพร้อมกับออกเดินนำหน้าไป สายตาจับจ้องกลุ่มคนที่เดินอยู่เบื้องหน้าไกล ๆ คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน ราวกับครุ่นคิดบางอย่างอยู่
“พ่อบ้าน ท่านมีม้วนเวทม่านคาถา ติดตัวบ้างไหม”
เขาหันไปสอบถามพ่อบ้านเพิ่มเติม
ม้วนเวทม่านคาถา เป็เวทสำหรับป้องกันและดักจับการส่งข้อความเข้าหรือออกจากในเขตแดนที่ม่านคาถาสร้างขึ้น ลักษณะเหมือนโดมครึ่งวงกลม โปร่งใส ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะมองไม่เห็น ยิ่งเวลาค่ำคืนยิ่งยากจะสังเกตได้ ขอบเขตของอาณาเขตที่ครอบคลุมขึ้นอยู่กับปริมาณเวทที่ผู้ร่ายใช้
“ข้ามีติดตัวอยู่สองม้วน ท่านจะเอาไปทำอะไร”
พ่อบ้านตอบรับด้วยความสงสัย เนื่องเพราะม้วนเวทนี้ มีการใช้ที่เฉพาะเจาะจงมาก ไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ โดยส่วนมากจะนำไปใช้เวลามีการสอบเพื่อป้องกันการทุจริตเท่านั้น ที่เขามีเพราะเขาต้องใช้ยามที่รับสมัครคนทำงานเข้าตระกูล
“เยี่ยม”
นิโคลัสดีใจที่แผนของเขาสามารถทำได้ ขอเพียงมีม้วนเวทนี้เท่านั้น
“พ่อบ้านข้ามีแผนแล้ว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากพ่อบ้าน และลูกทั้งสี่คนของท่านด้วย”
เขากล่าวกับพ่อบ้านด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
พ่อบ้านสังเกตใบหน้าที่เปลี่ยนไปของนิโคลัส เข้าใจในทันที่ว่า นายน้อยคนใหม่ของเขามีแผนในใจแล้ว
“แผนของข้า คือ ...”
นิโคลัสได้บอกกล่าวถึงแผนของเขาให้พ่อบ้านฟัง ทั้งสองก็ปรึกษากันในรายละเอียดต่าง ๆ โดยทุกอย่างจะต้องจบลงภายในคืนนี้
เขาจะไม่ไปไหนจนกว่าจะจับตัวคนทรยศได้ การเดินทางที่ต้องระวังภัยจากภายในเป็เื่ที่เขาไม่มีวันกระทำ เมื่อใดที่เขารู้ เขาต้องจัดการมันทันที
การทรยศ เป็สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด
ยามสายของวันพวกเขามาถึงจุดตั้งที่พัก ที่แจ็คหาเอาไว้ให้ โดย เป็พื้นที่โล่งพอให้กางกระโจมพักอาศัยได้ และสามารถมองเห็นพื้นที่รอบตัวได้ระยะหนึ่งพอให้รู้ว่ามีอะไรกำลังเข้ามาใกล้ และอยู่ห่างจากแหล่งน้ำไม่ไกล เดินเพียง ห้า นาทีก็ถึงลำธาร
หลังจากนิโคลัสอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว และมาล้อมวงเพื่อทานอาหารเช้ากัน แม้จะช้าไปสักนิดแต่ไม่เป็ปัญหาสำหรับนักต่อสู้อย่างพวกเขา
ระหว่างมื้อเช้า นิโคลัสพูดคุยกับทุกคนตามปกติ แต่เหมือนเคย อังเดรยังคงเงียบขรึมและไม่เป็มิตร
เมื่อนิโคลัสเห็นทุกคนอิ่มกันหมดแล้ว เขาก็เริ่มเปิดการสนทนาอย่างจริงจังอีกครั้ง
“พวกท่านคงทราบกันอยู่แล้วใช่ไหมว่าข้า ไม่ใช่ นิโคลัส คนเดิม”
เขากล่าว พร้อมกับมองไปที่ทุกคนที่ตอบรับว่าทราบแล้ว
“ข้าขอกล่าวตรง ๆ กับทุกท่าน”
“ตอนนี้ระดับของข้าเป็เพียง ผู้ฝึกหัด พวกท่านน่าจะสังเกตได้แล้ว ดังนั้นใน่แรก ข้าจึงไม่สามารถเดินทางระยะไกลได้ ทำให้เราต้องหาจุดแวะพักกันทุกคืน เพื่อให้ข้าได้พักและฟื้นพลัง ในขณะเดียวกันข้าจะได้เร่งฝึกฝนระหว่างพักด้วย”
“ข้าต้องเร่งฟื้นพลังกลับมาให้ได้มากที่สุด ก่อนถึงเมืองหลวงราชวงศ์ เพราะข้าก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่นั่นบ้างจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด”
“คงต้องลำบากพวกท่านแล้ว”
เขากล่าวขณะมองไปที่ทุกคนแล้วค้อมหัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอโทษ
“ในวันนี้ เราจะพักค้างกันที่นี่ ขอให้พวกท่าน ช่วยกันจัดการเื่ที่พักและหาเสบียงไว้สำหรับเดินทางในวันพรุ่งนี้”
“หลังจากนี้ ข้าจะไปหาที่ ฝึกฝน ส่วนตัว และจะกลับมาก่อนเวลาเย็น”
“ท่านพ่อบ้าน ข้าขอฝากท่านดูแลเื่เหล่านี้ด้วย”
เขาหันไปขอร้องพ่อบ้านให้ช่วยดูแลเื่เหล่านี้ให้ด้วย
“อ้อ เื่การหาเสบียงอาหาร ข้าต้องรบกวนท่านวิคเตอร์ ด้วยนะ และข้าขอให้ท่านกำชับให้กลุ่มออกไปล่าห่างๆ จากที่พักซักหน่อย และอย่าล่าสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก ไก่ป่า กระตาย หรือหมาป่าตัวเล็กๆ ที่อยู่แถวนี้ ข้าไม่อยากให้กลิ่นคาวเืไปดึงดูดสัตว์ใหญ่เข้ามารบกวนพวกเรา และข้ายังต้องฝึกฝนด้วย”
เขากำชับแบบนี้ เพราะเหล่าสหายตัวน้อยของเขา กำลังรอเขาอยู่แถวนี้ เขาไม่อยากให้พวกมันได้รับอันตราย และเื่นี้ เขายังไม่อยากบอกใคร มันเป็อาวุธลับของเขา
“แยกย้ายกันได้แล้ว”
“ท่านพ่อบ้าน ข้าขอรบกวนท่านซักครู่”
เมื่อสั่งให้ทุกคนจากไป เขาขอให้พ่อบ้านอยู่ต่อเพราะมีเื่อยากสอบถาม
“พ่อบ้าน พอจะหามีดสั้นให้ข้าสักเล่มได้ไหม”
เขาเอ่ยถามหาอาวุธ อย่างน้อยเขาก็ต้องมีอาวุธติดตัวสักชิ้น
“มีอยู่ แต่มันเป็มีดสั้นธรรมดานะ”
พ่อบ้านกล่าวเพราะไม่รู้ว่านิโคลัสจะเอาไปทำอะไร เขายังคงมองนิโคลัสเป็ นักเวท อยู่ แล้วนักเวทไม่ใช้อาวุธอื่นนอกจาก ไม้เวท หรือ ไม้เท้าเวท เท่านั้น
“สำหรับข้า อาวุธ ไม่แบ่งแยกว่าดีหรือไม่ดี ขอเพียงฆ่าคนได้ มันก็ดีพอสำหรับข้าแล้ว”
เขากล่าวสบายราวกับการหายใจตามปกติ
พ่อบ้านจ้องมองไปที่นิโคลัส ด้วยแววตาสงสัยเขาอยากรู้จริงว่าคนตรงหน้าเขาเป็ใคร แต่ก็ไม่ได้ถาม นายน้อยพร้อมเมื่อไหร่คงบอกเขาเอง
เมื่อนิโคลัสได้รับมีดสั้นมา เขาดึงมีดออกจากฝัก พลางหมุนข้อมือและหมุนควงมีดไปมาด้วยความชำนาญ
ท่าทางการจับมีดและการเคลื่อนไหวของข้อมือ พลิ้วไหวราวกับใช้งานมาหลายสิบปี
พ่อบ้านรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป
เขาไม่ใช่ นิโคลัส เบลลาทอร์ คนเดิม
ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ขาดประสบการณ์
และไม่ใช่ นักเวทฝึกหัด แน่นอน
“ขอบคุณ พ่อบ้าน”
นิโคลัสกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้ายินดี ราวกับได้ของเล่นชิ้นโปรด ทำให้พ่อบ้านตื่นจากภวังค์
“อีกเื่ ข้ารบกวนเรียก แจ็ค มาหาข้าด้วย ข้าอยากให้เขาคอยอารักขาข้าตอนข้าฝึกฝน”
เขาไม่เชื่อใจใครนอกจากพ่อบ้านและลูกและไม่ว่าจะเป็ วิคเตอร์หรือสองสาว เขาไม่สะดวกให้มาคอยอารักขา มีเพียง แจ็ค คนเดียวที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อแจ็คมาถึง เขาและแจ็คได้แยกตัวห่างจากกลุ่มไม่ไกล พอได้ที่เหมาะกับการฝึกแล้ว แจ็คออกไปสำรวจรอบ ๆ เมื่อทุกอย่างปลอดภัย นิโคลัสได้บอกให้เขาออกไปอยู่ไกล ๆ และอย่าดูเขาระหว่างที่ฝึกอยู่
แจ็คได้ออกไปอยู่ในที่ห่างออกไปตามคำสั่ง และคอยลาดตระเวนโดยรอบอยู่เสมอ
“ข้าคงต้องเริ่มจากฝึกร่างกายก่อน พอเหนื่อยแล้ว ข้าค่อยไปฝึกรวบรวมพลัง”
เขาเริ่มโดยการยืดกล้ามเนื้อก่อน เหมือนที่ทำทุกครั้งที่โลกเก่า และต่อด้วยท่าออกกำลังกายต่าง ๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ทั้งฝึกกล้ามเนื้อและความคล่องแคล่วของร่างกาย
ทุกอย่างดูเหมือนง่าย แต่เขาต้องหยุดพักทุก 10 นาที เพราะความเหนื่อยหอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายเขาเริ่มคุ้นชิน ทำให้เขาฝึกได้นานขึ้น
“ร่างกายของท่านเทพนี่ดีจริง มีพลังในการฟื้นตัวที่ดีมากเลย และร่างกายจะฟื้นพลังทีละน้อยเมื่อหยุดพัก และเหมือนว่ามีพลังเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ฟื้นเต็มที่”
หลังจากฝึกร่างกายเสร็จ เขาต่อด้วยการฝึกโยคะแบบโลกเดิม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย
ตามที่เขาวางแผนไว้เขาจะฝึกร่างกาย โดยเน้นด้านความเร็ว ความปราดเปรียว และความยืดหยุ่น เป็หลัก โดยเื่พละกำลังเป็เื่รองลงไป
จากนั้นนิโคลัสหยิบมีดออกมา เริ่มฝึกการใช้มีด และการซัดมีดอีกครั้งเพื่อให้ร่างกายนี้ได้ชินกับการเคลื่อนไหวท่าทางต่าง ๆ
“มีดเล่มนี้ ไม่เหมาะกับการขว้างเท่าไหร่ ข้าคงต้องหามีดซัดมาติดตัวไว้ซักหน่อย”
“ต่อไป ก็เหล่าสหายน้อยของข้า”
เมื่อเขาหันดูดวงอาทิตย์ ที่เลยแนวตรงศีรษะไปแล้วเล็กน้อย จึงตัดสินใจตามที่ได้นัดกับสหายน้อยทันที
เขานั่งลงและเริ่มดูดซับพลังธรรมชาติเข้าสู่ร่างอีกครั้ง
ไม่นานกลิ่นล่อลวงเริ่มกระจายออกจากตัวเขา แผ่กระจายออกไปรอบบริเวณที่เขาอยู่
สัตว์ตัวน้อยเริ่มเข้ามาหาเขาเรื่อย ๆ จนไม่ช้าก็ล้อมรอบตัวเขาไว้
‘แบบนี้ไม่ดีแน่ ถ้าทุกครั้งที่ข้าฝึกแล้วมีสัตว์มาล้อมหน้าล้อมหลังแบบนี้ คนอื่นได้สงสัยแน่นอน คงต้องหาวิธีหยุดการกระจายกลิ่นให้ได้ก่อน ถึงจะฝึกต่อ’
เขาคิดถึงผลที่ตามมาหากคนอื่นเห็นแบบนี้ เื่ที่เขา้าปิด อาวุธลับ ของเขา คงทำไม่ได้แน่
“เอ๊ะ! นั่นอะไร”
เขาเห็น เต่าบกตัวใหญ่ มีตัวอะไรคล้ายนก นอนอยู่บนหลังของมัน
ขนสีขาวกระเซิงไปทั้งตัวและเต็มไปด้วยเืเกรอะกรัง ปีกทีหักพับผิดรูปดูก็รู้ว่าาเ็สาหัส
เต่าใหญ่เดินตรงมาหาเขา สัตว์ทุกตัวต่างแหวกทางให้เต่าได้เดินไปอยู่เบื้องหน้านิโคลัส
มันทำท่าทางผงกหัวขี้นลงไปมา และหันไปที่นกน้อยบนหลัง
“เ้า้าให้ข้าช่วยมันใช่ไหม”
เขาเอ่ยถาม
เต่าใหญ่พยายามตอบพร้อมผงกหัวไปพร้อมกัน
“ข้าเข้าใจแล้ว”
จากนั้นเขาก้มไปประคองนกน้อยอย่างเบามือ แม้จะเบามือเพียงไร แต่อาการสาหัสของมันก็หนักมากและมีแผลไปทั่วตัว
“โอ๊ย!”
เสียงแหลมเล็กแสบแก้วหูดังกระทบโสต เขาแทบทำมันหลุดมือ
“เ้าพูดได้?”
เขาถามขึ้นตามสัญชาตญาณ
“นิด...นิด โปรด..ช่วย”
มันพยายามฝืนพูดอย่างสุดกำลังที่มี
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าจะช่วยเ้าเต็มที่ วางใจได้”
เขาวางเ้านกน้อยอยู่ข้างตัวเขา เพราะระยะนี้จะได้รับพลังจากเขามากที่สุด
“เอาหล่ะ ระหว่างนี้ เื่ที่ข้าวานพวกเ้าพวกเ้าไปทำ แล้วมาบอกข้าที่ละตัวนะ”
“เริ่มจาก พ่อบ้าน ก่อน ตัวไหนที่คอยติดตามพ่อบ้าน เข้ามาใกล้ข้าแล้วเล่าให้ข้าฟังถึงสิ่งที่เ้าเห็นมาทั้งหมด”
เขากล่าวถึงเื่ที่วานให้สหายน้อยของเขาไปทำมา
นี่คือ อาวุธลับ ของเขา หน่วยสืบราชการลับ ชั้นยอดที่ไม่เคยมีมาก่อน ใครละจะสนใจสัตว์ตัวเล็ก ๆ พวกนี้ ยกเว้นถ้าไม่จับมันมาเป็อาหาร เขาถึงต้องกำชับทีมให้ออกไปหาอาหารไกล อย่าได้มาทำร้ายหน่วยสืบราชการลับของเขาเชียว
ไม่ว่าไปที่ไหน เขาสามารถวานเหล่าสหายน้อยของเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้
ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าจะวานสหายที่ตัวใหญ่กว่านี้หรือระดับสูงกว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเขาพึ่งเริ่มต้นฝึก คงต้องรอดูไปอีกซักระยะ
เหล่าสหายน้อยทั้งหลายที่ไปตามสืบ องครักษ์ ทุกคนของเขา ต่างพากันมาบอกข้อมูลที่เห็นให้เขาทราบที่ละตัวจนเหลือ องครักษ์ สองคนสุดท้าย คือ อีรินและอาริน
โดยมีเ้ากระต่ายน้อยสองตัวเดินคู่กันมาอย่างสนิทสนม ท่าทางจะเป็คู่กัน
“พวกเ้าเริ่มได้เลย”
เขาบอกให้กระต่ายขาวทั้งสองตัวเริ่มได้ แต่แทนที่ทั้งสองตัวกลับบิดตัวไปมาท่าทางเหนียมอายเกินที่จะกล่าววาจาใด
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ว่าอะไรพวกเ้าหรอกหากไม่ได้ข้อมูลอะไรมา ว่าตามที่เ้าเห็น”
เขากล่าวให้กำลังใจ
กระต่ายขาวทั้งสองจึงเริ่มเล่าทุกสิ่งที่พวกมันเห็น
"พวกข้าเห็นแม่นางทั้งสองตรงไปที่ลำธาร จากนั้น..”