เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC

    ตอนที่ 31: คลายพิษและตื่นจากความตาย


    แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านแนวทิวไผ่สีเขียวชอุ่มภายนอกกระท่อมไม้พักผ่อน ทอดลำแสงแดดสีทองอ่อนละมุนลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ขัดแตะเข้ามาจับบนฟูกนอนฟางหนานุ่มอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายชื้นแฉะของละอองน้ำค้างยามค่ำคืนภายนอกค่อยๆ ละลายหายไปกับไอแดด แทนที่ด้วยกลิ่นหอมอบอวลสะอาดของสมุนไพรหลายชนิด เช่น ขมิ้นชัน ไพล ยาเส้นป่า และยางว่านหางจระเข้ป่าที่ต้มจนเดือดพล่าน ส่งไออุ่นลอยกรุ่นโชยระบายอยู่ในห้องพักอันเงียบสงบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

    เป้า ขุนศึกหนุ่มค่อยๆ ขยับเปลือกตาอันหนักอึ้งของตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าของเขายามนี้รู้สึกตึงระบมและปวดเมื่อยร้าวระบมไปถึงกระดูกข้อนิ้วข้อน่อง คราบโลหิตสีแดงเข้มที่เคยไหลอาบชุ่มแผ่นอกแกร่งและสีข้างเมื่อยามสู้ศึกหนักค่ำคืนก่อน บัดนี้ถูกเช็ดทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลาไร้รอยคราบเลือด เหลือเพียงรอยแผลทางยาวสีชมพูระเรื่อที่แห้งสนิทเป็นสะเก็ดบางเบา ซึ่งกำลังฟื้นฟูสมานผิวเนื้ออย่างรวดเร็วภายใต้อำนาจของวิชากายาเหล็กทมิฬ ขั้นที่ 7 ที่เพิ่งบรรลุสดๆ ร้อนๆ ท่ามกลางเสียงแตรศึกค่ำคืนก่อน

    ความรู้สึกอุ่นและนุ่มนิ่มประหลาดที่หนุนรองศีรษะคมเข้มของเขาอยู่ทำให้ขุนศึกหนุ่มต้องปรายสายตาคมมองขึ้นไปด้านบนด้วยความสงสัย

    ดวงหน้าหวานซึ้งงดงามแฉล้มเลิศของแม่หญิงชงโคนั่งชดช้อยอยู่เบื้องหลัง ศีรษะของเป้ากำลังนอนหนุนอยู่บนตักเนียนนุ่มของนางอย่างพอดิบพอดี ชงโคในชุดผ้าสไบสีนวลมีสีหน้าอิดโรยและขอบตาก่ำคล้ำบางเบาบ่งบอกว่านางไม่ได้นอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งคืนเลยแม้แต่น้อย มือเรียวนุ่มของนางลูบไล้เส้นผมและหน้าผากของชายหนุ่มแผ่วเบาเพื่อวัดอุณหภูมิไข้ แววตาคู่หวานสบมองเป้าด้วยความโล่งใจและเอ็นดูรักใคร่จับใจทันทีที่เห็นเขาขยับลืมตาตื่นขึ้นมา

    "พี่เป้า... ท่านรู้สึกตัวแล้วรึเจ้าคะ? ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่" ชงโคเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาคู่สวยเอิบคลอไปด้วยความยินดีระคนโล่งอกระลอกใหญ่ในหัวใจดวงน้อย

    เป้ายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบคำถามใดๆ เขาก็รู้สึกถึงแรงประคบเย็นเยียบบนขาทั้งสองข้าง ชายหนุ่มเหลือบไปมองปลายเตียง พบร่างระหงของแม่หญิงมะลิในชุดผ้าแถบเรียบง่าย กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงปลายเท้าของเขา สองมือเรียวงามของนางช่วยประคองลูกประคบสมุนไพรเย็นๆ นวดคลึงไปตามกล้ามเนื้อหน้าแข้งและต้นขาอ่อนของเป้าอย่างแผ่วเบาและเอาใจใส่ แววตาที่เคยโหดเหี้ยมดุร้ายของนางบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความจงรักภักดีและห่วงใยอย่างอ่อนหวานชดช้อยน่าเอ็นดูยิ่งนัก

    ขณะเดียวกัน ตรงหน้าเตาถ่านเล็กข้างตั่งไม้ แม่หญิงกระดังงา หญิงสาวผู้อ่อนหวานอ่อนโยนปานปุยเมฆ กำลังก้มหน้าก้มตาใช้พัดใบตองกวัดแกว่งพัดเตาต้มสมุนไพรร้อนกรุ่นอย่างตั้งอกตั้งใจ คอยประคองถ้วยยาดินเผาที่มีน้ำยาสีเข้มส่งควันโชยหอมละมุนก้าวเข้ามาหาเตียงนอนช้าๆ ด้วยกิริยาชดช้อย

    "ตื่นแล้วรึเจ้าคะพี่เป้า... ดื่มยาสมุนไพรร้อนๆ นี้เสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ น้องต้มเคี่ยวสูตรพิเศษเพื่อประสานแผลสะกดพิษและขับลมปราณติดขัดให้ท่านโดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ" กระดังงายิ้มละไม ส่งเสียงหวานทักทายพลางยื่นประคองถ้วยยาเข้ามาใกล้ขุนศึกหนุ่ม

    มะลิช้อนดวงตากลมนุ่มขึ้นมองสบตากับกระดังงาสลับกับเป้า พลางเอ่ยอธิบายสูตรยาด้วยน้ำเสียงจริงใจปราศจากท่าทีกังวลใจหรือเกลียดแค้นในอดีต

    "ยาต้มถ้วยนี้มีส่วนผสมของขมิ้นชันป่ารากลำโพงและว่านน้ำสีเงินเจ้าค่ะพี่เป้า... ข้าช่วยแม่หญิงกระดังงาเลือกเฟ้นสมุนไพรประสานยาพิษร้ายที่ตกค้างในชีพจรของท่านตามสูตรแก้พิษของแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ ประสานกับว่านสมุนไพรพอกแผลของแม่หญิงชงโคที่ช่วยสมานแผลด้านนอกให้แห้งเร็วขึ้น โชคดีเหลือเกินที่พลังกายาเหล็กทมิฬของท่านแข็งแกร่งปานศิลาทมิฬ หาไม่แล้วพิษร้ายแรงปานนั้นคงยากจะฟื้นตัวเร็วในคืนเดียวเยี่ยงนี้เจ้าค่ะ"

    เป้าจ้องมองสตรีทั้งสามตรงหน้าที่สลัดปมความแค้นและความหึงหวง หันมาร่วมมือร่วมแรงดูแลเฝ้าไข้เขาอย่างกลมเกลียวประสานน้ำใจ ชายหนุ่มรู้สึกทึ่งในเสน่ห์กลยุทธ์และความรักของพวกนางที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในฮาเร็มได้อย่างงดงามน่ารักเหลือเกิน หัวใจของขุนศึกหนุ่มพองโตด้วยความภาคภูมิใจ

    ขุนศึกหนุ่มขยับยิ้มกะล่อนมุมปาก แสร้งทำเป็นส่งเสียงครางโอดโอยอิดโรยอย่างคนหมดเรี่ยวแรง แกล้งสวมบทบาทผู้อ่อนแอเรียกร้องความสนใจและเอาอกเอาใจจากเมียรักทั้งสามคนทันควัน

    "โอ๊ย... เจ็บตัวเหลือเกินจ้ะน้องหญิงทั้งสาม... ร่างกายของพี่ระบมชาไปหมด ราวกับโดนช้างสารกระทืบซ้ำ แผลที่แผ่นอกและหัวไหล่ก็ยังแปลบปลาบขยับเขยื้อนตัวไม่ได้เลยจ้ะ..." เป้าแสร้งเอ่ยเสียงแหบพร่าละห้อยปนสำออย พลางเอื้อมมือแกร่งที่ไร้เรี่ยวแรงลวงโลกออกไปจับดึงเอามือเรียวนุ่มของกระดังงาเข้ามาจูบฟอดใหญ่ลงบนหลังมือนางเบาๆ ดึงความอบอุ่น

    "กระดังงาคนดีของพี่... ส่งยาต้มร้อนๆ ให้พี่ทีเถิด และพี่ขอยืมตักนุ่มๆ ของชงโคหนุนนอนไว้เช่นนี้ต่อไปหนา... อ้อ มะลิจ๋า ขาพี่ก็ปวดเมื่อยล้าขยับไม่ไหว นวดแรงขึ้นอีกนิดเถิดจ้ะคนงาม..."

    เป้ายังคงไม่หยุดความกะล่อนของตนเอง เขาขยับไหล่ลื่นเอื้อมลำแขนแกร่งอีกข้างออกไปรวบกอดดึงเอาร่างของชงโคและมะลิเข้าหาตัว แกล้งซุกหน้าคมเข้มเข้าหาเนินเนื้อนิ่มและแก้มระเรื่อของสตรีทั้งสาม แกล้งทำตัวสั่นระริกอ้อนขอกอดปลอบขวัญใจ

    ชงโคหน้าซีดสลับแดงด้วยความเขินอายปนหมั่นไส้ในความลวงโลกของสามี นางชกเบาๆ ลงบนต้นแขนแกร่งสีทองแดงที่แกร่งดั่งเหล็กทมิฬจนมือตัวเองรู้สึกเจ็บ พลางเอ่ยค้อนวงใหญ่

    "ท่านขุนศึกเป้าผู้ยิ่งใหญ่เตะท่อนซุงสะบั้นหักกระเด็นเมื่อวาน หายตัวไปไหนเสียแล้วเจ้าคะ? ทีตอนนี้มาทำสำออยออดอ้อนเรียกร้องกอดจูบพวกข้า ช่างหน้าไม่อายจริงๆ เลย!" แม้ปากจะบ่นว่าพร่ำด่า ทว่าหยาดน้ำตาแห่งความยินดีและโล่งอกกลับไหลซึมเอิบคลอดวงตาคู่หวาน ชงโคประคองป้อนน้ำอุ่นและป้อนยาร้อนๆ ให้เขาอย่างนุ่มนวล

    มะลิหน้าแดงก่ำสะท้านไหว สัมผัสอุ่นชื้นที่เป้าจงใจปัดป่ายแก้มของนางทำเอาลมหายใจสาวสะดุดสะท้านความเขินอายเบาๆ นางค้อนสบตาเป้าทว่าไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้เขาโอบกอดกุมไหล่เนียนไว้ พลางช่วยบีบนวดต้นขาอ่อนของเขาต่อไปด้วยความเต็มใจและถนอมรัก

    ในขณะที่เป้ากำลังออดอ้อนกวนประสาทสร้างความอบอุ่นป่วนใจในฮาเร็มอยู่นั้น หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีทองแสนคุ้นเคยพลันผุดเด้งขึ้นมาตรงหน้าทันที พร้อมเสียงรายงานระฆังทองสุดกวนโทโสปนล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด

    *“ติ๊ง! ตื่นจากการดับสูญปางตายระดับสงครามแล้วจ้าโฮสต์แมงดาหนุ่มรูปงาม! ตื่นขึ้นมาปุ๊บก็หนุนตักเมียตั้งสามคน ปลุกกระแสสัมผัสกะล่อนกวนอารมณ์ประสานรักได้แนบเนียนปานนี้ ช่างสมฐานะยอดเทพแมงดาโบราณจริงๆ เชียว! ระบบเห็นแล้วรู้สึกริษยาจนอยากส่งกระแสอัสนีไปช็อตกล้ามก้นโฮสต์สักทีสองที! สถานะปัจจุบัน: วิชา กายาเหล็กทมิฬ (ระดับ 2) ขั้นที่ 7 (พละกำลัง: 10.0 ชั่ง คว่ำควายธนูด้วยมือเปล่า) แกร่งถึกปานช้างสารป่าแล้วจ้า รักษาสเตตัสรักและเตรียมพร้อมรบศึกหนักต่อไปเถิดหนา!”*

    เป้าลอบขำในใจพลางสะบถด่าความกวนประสาทของระบบเบาๆ ก่อนจะปัดภาพโปร่งแสงสีทองให้เลือนหายไปจากครรลองสายตา

    ยามเมื่อบรรยากาศความสนุกสนานและอบอุ่นคลายลงเล็กน้อย กระดังงาและชงโคขอปลีกตัวออกไปเฝ้าดูแลชาวบ้าน จัดแจงเตรียมอาหารแห้งต้มเกลือและสมุนไพรแจกจ่ายให้ทหารบ้านด้านนอกกระท่อม ปล่อยให้มะลิอยู่พยาบาลประคบแผลให้เป้าในห้องพักตามลำพัง

    มะลิเห็นว่าปลอดคนและทหารยามด้านนอกยังคงอยู่ห่างไกล แววตาจิ้มลิ้มของนางพลันปรับแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเฉียบคมจริงจังขึ้นมาทันที นางขยับตัวสืบเข้าใกล้เป้าจนหน้าอกอวบอัดเกลียดชิดต้นแขนแกร่ง โน้มหน้าลงต่ำกระซิบเตือนภัยร้ายที่ใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเบาหวิวทว่าเปี่ยมพลังตึงเครียดและกังวลใจยิ่ง

    "พี่เป้า... เรื่องศึกสงครามภายนอก ท่านจะประมาทไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ ข้าได้รับกระแสข่าวลับจากสายลมพัดผ่านว่า... ทัพหลวงหลักของแคว้นพยัคฆ์ทมิฬภายใต้การนำของรองแม่ทัพ 'เกราะทมิฬ อู๋กวน' จำนวนห้าร้อยนาย พร้อมทหารกองม้าศึกเกราะเหล็กและยุทโธปกรณ์ครบครัน บัดนี้ยกพลเคลื่อนกองทัพมาปักค่ายหลักอยู่ที่ด่านป่าชายเขาด้านล่างเรียบร้อยแล้ว พวกมันพร้อมเคลื่อนขบวนเข้าถล่มกวาดล้างค่ายเราได้ทุกเมื่อทันทีที่มีสัญญาส่งข่าวจากสายลับภายในค่ายเจ้าค่ะ"

    เป้าหรี่ตาแคบลง แววตาที่เคยกะล่อนออดอ้อนเมียรักพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบและเหี้ยมเกรียมขึ้นมาแวบหนึ่งในความมืดสลัว

    "สายลับส่งข่าวในค่ายงั้นรึ? แสดงว่ามันยังไม่ละความพยายาม" เป้าถามด้วยน้ำเสียงต่ำลึก แฝงกระแสอำนาจคุกคาม

    มะลิพยักหน้ารับอย่างเคร่งเครียด "ใช่เจ้าค่ะ... ผู้ใหญ่บ้านหรืออาจจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นในค่ายป่าไผ่แห่งนี้ ยังคงพยายามหาทางลอบส่งจดหมายและม้วนกระดาษเล็กๆ ติดต่อกับพวกสายตรวจข้าศึกแคว้นพยัคฆ์ทมิฬผ่านช่องทางนกพิราบและช่องหินลับป่าไผ่ฝั่งตะวันตกอยู่ หากพวกเราไม่เร่งลงมือจับตาและสืบสวนหาหนอนบ่อนไส้ตัวจริงออกมาควบคุมตัวไว้ ค่ายป่าไผ่ของพวกเราจะโดนตลบหลังจนแตกพ่ายพินาศย่อยยับในคืนบุกโจมตีแน่นอนเจ้าค่ะพี่เป้า"

    เป้ากำหมัดแกร่งสีทองแดงพละกำลังสิบชั่งในมือแน่นหนาจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยขุมพลัง แววตาดุดันและเด็ดเดี่ยวกลับมาฉายชัดเจน แผนการสืบสวนคัดกรองหนอนบ่อนไส้และจับตัวทรยศมาลงทัณฑ์แล่นสว่างวาบเข้าสู่สมองพร้อมรบศึกสงครามใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

    "หึ... คิดจะมาสวมรอยทรยศค่ายป่าของข้าเพื่อยศศักดิ์งั้นรึ? คืนนี้ข้าจะกระชากหน้ากากสุนัขรับใช้พยัคฆ์ทมิฬออกมาสับหัวให้พินาศคามือข้าเอง!" ขุนศึกเป้าแสยะยิ้มกะล่อนทว่าแฝงความโหดเหี้ยมดุดันเตรียมรับศึกสงครามที่ใกล้จะระเบิดขึ้นในอีกไม่ช้า

    ---