บทที่ 33 จิตวิญญาณแห่งกำไลเงิน
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจหลุดรอดจากริมฝีปากของ ฉินฮ่าวเฉิน อย่างช้า ๆ
“ทำไมล่ะครับประธานไป๋? ในเมื่อคุณอยากจะร่วมลงทุนกับฉินกรุ๊ปจนตัวสั่น แต่กลับไม่ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานให้ดีก่อนเหรอว่า... ในบริษัทนี้มีใครบ้างที่ ‘ห้ามล่วงเกิน’ เป็นอันขาด?”
“มะ...ไม่ใช่แบบนั้นครับ แต่เธอ...”
ไป๋ปิ่งหัวแทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอ ลำคอเขาแห้งผาก มือที่สั่นระริกชี้ไปยังเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มในอ้อมแขนของประธานฉินด้วยความสับสน
“เธอน่าจะเพิ่งอายุแค่สองสามขวบเองไม่ใช่เหรอครับ?! ทำไมเด็กตัวแค่นี้ถึงกลายเป็นประธานบริษัทที่กุมชะตาพันล้านได้ล่ะครับ?!”
อันอัน กะพริบตากลมโตสู้กล้อง พลางขยับมือน้อย ๆ เถียงเสียงใสแจ๋ว
“คุณลุงเข้าใจผิดแล้วค่ะ อันอันสามขวบครึ่งแล้วนะคะ!”
ไม่ใช่สองขวบ และไม่ใช่สามขวบถ้วนด้วยนะ~ ยัยหนูแอบแก้ข้อมูลในใจอย่างมุ่งมั่น
“สามขวบครึ่ง?!”
ไป๋ปิ่งหัวกวาดสายตาสำรวจเด็กน้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า แขนขาป้อม ๆ ขาวนวลเหมือนก้อนแป้งแบบนี้ ดูยังไงมันก็คือเด็กน้อยที่ควรจะวิ่งเล่นในสวนสนามหญ้าชัด ๆ! เขารีบตั้งสติแล้วโวยวายต่อ
“ประธานฉิน! ถ้าคุณอยากจะตัดขาดสะบั้นความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผมจริง ๆ ก็ไม่เห็นต้องยกเหตุผลไร้สาระอย่างการบอกว่าเด็กคนนี้เป็นประธานบริษัทมาอ้างกันซึ่งหน้าแบบนี้เลย!”
เมื่อเห็นว่าไป๋ปิ่งหัวยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับความจริง เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยมือหนึ่งจึงหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดเอกสารลับภายในของฉินกรุ๊ป แล้วยื่นรายชื่อคณะกรรมการบริหารระดับสูงให้ไป๋ปิ่งหัวดูชัด ๆ
“ประธานไป๋ โปรดใช้สายตาอันเฉียบแหลมของคุณดูให้เต็มตาครับ”
สายตาของไป๋ปิ่งหัวกวาดไล่ดูรายชื่อกรรมการบริหารที่เขารู้จักและเกรงกลัวมาตลอด จนกระทั่งไปสะดุดกึกกับรายชื่อใหม่ล่าสุดที่ปรากฏอยู่บนยอดพีระมิด
“คณะกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ฉินกรุ๊ป... ฉินซุ่ยอัน เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้?!”
เขาพึมพำออกมาอย่างคนเสียสติ ลมหายใจเริ่มติดขัด
อันอันพยักหน้าหงึก ๆ ยืนยันสถานะพลางตบท้องน้อย ๆ ของตัวเองอย่างภูมิใจ
“ก็คืออันอันคนสวยคนนี้เองค่า~”
ฉินฮ่าวเฉินก้มมองเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอด มุมปากที่เคยแข็งค้างยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ความขุ่นมัวที่สุมในอกสลายไปสิ้นเพียงเพราะท่าทางไร้เดียงสาของเธอ เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ เพียงแค่เหลือบมองเฮ่อเหยียนแวบเดียวด้วยสายตาที่รู้กัน
เฮ่อเหยียนรับสัญญาณนั้นทันที เขาผายมือทำท่า ‘เชิญ’ พ่อลูกตระกูลไป๋ออกจากห้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเย็นชา
“ประธานไป๋ โปรดให้เกียรติตัวเองด้วยการเดินออกไปดี ๆ อย่าให้พวกเราต้องใช้วิธีที่รุนแรงกว่านี้ในบริษัทของเราเลยครับ”
ไป๋ปิ่งหัวเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะเยียวยา เขาจึงพยายามอ้อนวอนครั้งสุดท้ายด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“ประธานฉิน! เรื่องนี้เรายังคุยกันได้นะครับ! อย่าเพิ่งทำแบบนี้เลย ประธานฉิน! ฟังผมก่อน!”
เสียงโวยวายค่อย ๆ เงียบหายไปพร้อมกับร่างของพ่อลูกตระกูลไป๋ที่ถูกรปภ. ร่างยักษ์ ‘หาม’ ออกไปจากตึกฉินกรุ๊ปอย่างไม่ใยดี ท่ามกลางสายตาพนักงานนับร้อย
ฉินเชียนอี้ ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางแคะหู
“ไปได้ซะที คนโตก็ขี้โวยวาย คนเล็กก็เอาแต่ร้องไห้แสบแก้วหู หูผมแทบหนวกไปข้างนึงแล้วเนี่ย”
ฉินเหยียนอี้ เดินเข้าไปหาอันอันแล้วย่อตัวลงด้วยความอาทร เขาค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลที่แขนของน้องสาวออกเพื่อตรวจดูรอยแดงที่เขากังวลอีกครั้ง แต่แล้วนิ้วมือที่กำลังสแกนแผลกลับต้องชะงักกึก... รอยแดงปื้นใหญ่ที่เคยเด่นชัดเมื่อครู่กลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผิวบริเวณนั้นกลับมาขาวเนียนละเอียดผุดผ่องราวกับไม่เคยถูกใครแตะต้องมาก่อน
“อ๊ะ! พี่รอง ยาทาของพี่มันเป็นยาวิเศษจากสวรรค์หรือไงกัน แขนอันอันหายเป็นปกติเหมือนเสกได้เลย!” ฉินเชียนอี้อุทานอย่างประหลาดใจพลางยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ ๆ
แต่ฉินเหยียนอี้กลับขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองมือน้อย ๆ ของน้องสาวอย่างไม่วางตา ยาที่เขาปรุงเองกับมือมีประสิทธิภาพสูงจริง แต่ไม่มีทางรักษาอาการอักเสบฟกช้ำให้หายสนิทเป็นปลิดทิ้งภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงแบบนี้ได้แน่นอน
ฉินฮ่าวเฉินเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของลูกชายคนที่สองก็ใจกระตุก
“เกิดอะไรขึ้นเหยียนอี้? มืออันอันเป็นอะไรไป?”
“เปล่าครับพ่อ... คือ... มืออันอันหายดีแล้วครับ หายแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย”
พี่รองตอบด้วยน้ำเสียงสับสน
“หายดีก็เรื่องดีไม่ใช่เหรอ? แล้วแกจะมาทำหน้าเหมือนเห็นผีทำไม?”
คุณพ่อคนเก่งย้ำถามด้วยความสงสัย
ฉินเหยียนอี้อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เขายึดถือมาทั้งชีวิต
“คือ... ตามหลักการแพทย์และสรีรวิทยา รอยอักเสบระดับนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงถึงจะเริ่มจาง แต่นี่มันเหมือน... ผิวหนังถูกรีเซ็ตใหม่ หายไปเหมือนไม่เคยเกิดบาดแผลเลยครับ”
ฉินเชียนอี้ที่กำลังจะอ้าปากแซวพี่ชาย จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวประดุจสายฟ้าฟาด เขาจับมือน้อย ๆ ของอันอันขึ้นมาสำรวจหมัดสีชมพูที่เพิ่งซัดหน้าไป๋โจวจนฟันร่วงไปสิบซี่... ทว่าบนข้อนิ้วเล็ก ๆ นั้นกลับไม่มีแม้แต่รอยถลอกหรือความบวมช้ำแม้แต่น้อย
ตามหลักการออกแรงและแรงสะท้อนกลับ ถ้าไป๋โจวดั้งหัก หน้าแหก ฟันร่วงกระจายขนาดนั้น หมัดของอันอันก็ควรจะเจ็บหรือเขียวช้ำบ้าง เหมือนตอนที่เขาต่อยครั้งนั้น มือเขาก็ยังแดงเถือกเลย
“อันอันครับ... ตอนที่หนูรวบรวมพลังต่อยไป๋โจวไป หนูรู้สึกเจ็บที่หมัดบ้างไหมครับ?”
ฉินเชียนอี้ถามเสียงนุ่มพลางจ้องตาหนูพุกน้อย
“ไม่เจ็บเลยสักนิดเดียวค่ะพี่หก~”
ยัยหนูส่ายหัวจนแก้มกระเพื่อม
“ตอนเขาตีแขนอันอัน อันอันก็ไม่รู้สึกเจ็บนะคะ แค่ตกใจเฉย ๆ เองค่ะ~”
ฉินเชียนอี้ยื่นมือที่สั่นน้อย ๆ ไปแตะ ‘กำไลเงิน’ ที่ข้อมือน้องสาวเบา ๆ แววตาของเขาเป็นประกายวาววับ
“ผมเข้าใจแล้ว... เข้าใจแล้วครับพี่รอง!”
“แกเข้าใจอะไร? อย่ามาทำตัวเป็นร่างทรงแถวนี้นะ”
เหยียนอี้เริ่มรำคาญจนอยากจับน้องชายไปเข้าเครื่อง MRI สแกนสมอง
ฉินเชียนอี้กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นพลางวิเคราะห์เสียงดัง
“ตอนไป๋โจวตีอันอัน กำไลเงินนี่ต้องช่วยรับความเจ็บปวดไว้แน่ ๆ แต่แกล้งทิ้งรอยแดงไว้เพื่อให้พวกเราเห็นแล้วช่วยเอาคืนให้! พอเรื่องจบลงกำไลก็รักษาแผลให้อันอันทันที! ส่วนหมัดที่อันอันชกไป... มันคือพลังที่กำไลก๊อปปี้มาจากหมัดของผมตอนที่ผมต่อยศัตรูคราวก่อนชัวร์ ๆ!”
“ผมรู้อยู่แล้ว! ผมรู้อยู่แล้วว่าอันอันของพวกเราไม่ธรรมดา!”
ฉินเชียนอี้ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
“ฉินเชียนอี้! รู้อะไรก็พูดให้คนอื่นเข้าใจด้วย!”
ฉินเชียนอี้ไม่ฟังเสียงใคร เขาหันไปมองคุณพ่อที่ดูนิ่งสงบเกินเหตุ
“พ่อครับ... พ่อเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?!”
ฉินฮ่าวเฉินพยักหน้าเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง
“อืม...”
เขาเริ่มสังเกตตั้งแต่ตอนที่อันอันบอกว่าไม่เจ็บแล้ว และตอนนี้เขามั่นใจเกินร้อยว่ากำไลเงินคู่ที่เขาและภรรยามอบให้นั้น... กำลัง ‘ปกป้อง’ ลูกสาวของเขาอย่างดี
“นี่มันเหมือนมีวิญญาณผู้พิทักษ์สถิตอยู่จริง ๆ เลยนะเนี่ย!”
ฉินเชียนอี้ตื่นเต้นสุดขีด
“พ่อครับ พูดความจริงมาเถอะ กำไลมหาประลัยนี่พ่อกับแม่ทำขึ้นมาเองใช่ไหม? แล้วทำไมอันอันมีอยู่คนเดียวล่ะครับ? พวกผมทั้งหกคนไม่มีของวิเศษแบบนี้บ้างเหรอ?”
คนเป็นพ่อมองลูกชายด้วยสายตาเอือมระอาประหนึ่งมองก้อนหิน แน่นอนว่าลูกสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวอย่าง ฉินซุ่ยอัน ย่อมเป็นที่รัก หวงแหน และได้รับสิ่งที่ดีที่สุดยิ่งกว่าบรรดาลูกชาย ที่ไม่ใช่ลูกทางสายเลือดของพวกเขา
ฉินฮ่าวเฉินขมวดคิ้วครุ่นคิดพลางมองกำไลเงินที่ส่องประกายสลัว ๆ... เขาและ เย่เจาซือ ภรรยาสุดที่รักร่วมกันสร้างกำไลนี้ขึ้นมาเพื่อคุ้มครองลูกสาว ทุกขั้นตอนเขาเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ยกเว้นเพียงตอนเดียว... คือตอนที่เย่เจาซือนำไปทำพิธีเปิดมงคลที่อารามลึกลับบนยอดเขา
หรือว่า... ในขั้นตอนพิธีครั้งนั้น จะเกิดเรื่องมหัศจรรย์บางอย่างที่วิทยาศาตร์อธิบายไม่ได้ขึ้น จนกำไลเงินธรรมดา ๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณขึ้นมาจริง ๆ?