บทที่ 1 ผู้มีพระคุณ
“เสี่ยวเซา! ข้าเอาหมูสามชั้นแขวนไว้หน้าบ้านเ้านะ”
ณ หมู่บ้านขนาดเล็กชื่อชางตงในยามเช้าตรู่ ท่านป้าร่างผอมเพรียวสมส่วนเดินตัวปลิวมาพร้อมพวงเนื้อหมูสามชั้นสดติดมัน เ้าเด็กน้อยเสี่ยวเซาที่อาศัยอยู่บ้านป่าลำพังได้แต่ขานรับอย่างคุ้นเคย
“ขอรับท่านป้า”
เสี่ยวเซาน้อยวัยสี่ขวบรีบดันประตูบ้านที่เป็ไม้เก่าผุพังออกช้า ๆ เห็นเพียงนิ้วมืออวบอ้วน พยายามปลดพวงเนื้อกลับเข้าไปในบ้านอย่างรู้ความ ท่านป้าผู้ใจดีได้แต่ยืนอมยิ้มก่อนจะจากไปเพื่อทำงานเฉกเช่นทุกวัน
เมื่อวิ่งปรูดเอาเนื้อสดเข้าไปเก็บในห้องครัวเก่า ๆ ที่ดูอย่างไรก็เหมือนรังหนู เด็กชายร่างอ้วนรีบวิ่งกลับออกมา ก่อนจะเดินอ้อมไปหลังบ้านเพื่อทำอะไรสักอย่าง ในมือของเด็กชายถือจอบเล็กสั้นถนัดมือ คล้ายว่าของสิ่งนั้นออกแบบมาเพื่อให้พอดีกับตัวเขา
บ้านไม้ที่เสี่ยวเซาอาศัยอยู่ เก่าซอมซ่อคร่ำครึชนิดที่ไม่รู้ว่าจะพังลงมาทับหัวเมื่อไหร่ ด้านในมีเพียงหนึ่งห้องนอนกับหนึ่งห้องครัวเท่านั้น รอบบ้านรกรุงรังปานป่าทึบ หลังคาบ้านที่รั่วซึมบังแดดได้เพราะเถาวัลย์จากไม้เลื้อยตระกูลถั่วที่ทอดยาวขึ้นไปปกคลุมหนาแน่น แต่นั่นไม่เป็ผลดีเลยสักนิด ต้นไม้เติบโตได้ด้วยน้ำ จึงทำให้ตัวบ้านทั้งหลังชื้นและผุพังเร็วกว่าปกติ
เสี่ยวเซาน้อยไม่สนใจ เด็กเล็กอย่างเขาไม่เื่มาก เห็นทุกเื่เป็เื่เล็กเท่ากระจึ๋งมือ นับว่าเป็คนที่มองโลกในแง่ดีคนหนึ่ง หากมัวแต่คิดเล็กคิดน้อย ไม่เช่นนั้นเสี่ยวเซาคนนี้คงได้ตายไปนานแล้ว ขอเพียงมีอาหารให้กินอิ่มก็ดีมากแล้วล่ะ พวกท่านว่าจริงหรือไม่?
โคร่ม!
ขณะที่เสี่ยวเซากำลังขุดผักพรวนดินอยู่หลังบ้านเฉกเช่นทุกวัน จู่ ๆ เสียงโครมครามดังลอดบานหน้าต่างออกมารบกวน เด็กชายทิ้งจอบพลัน เร่งฝีเท้ากลับเข้ามาในบ้านเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของเสียง
“ข้าตายไปแล้วหรือ? ที่นี่คือที่ไหนกัน?”
ชายร่างสูงเอื้อนเสียงแหบพร่าทันทีที่ลืมตาตื่น เวลานี้รู้สึกแสบคอเป็อย่างมาก คล้ายว่าร่างกายขาดน้ำมาเป็เวลานาน เตียงนอนที่ประคองร่างก็แข็งทื่อประหนึ่งนอนราบบนโขดหินยังไงอย่างนั้น ความที่ร่างบุรุษใหญ่โตสูงโปร่ง ปลายเท้าจึงเลยเตียงนอนไปกว่าครึ่ง่แขน นั่นทำให้แรกตื่นปลายเท้าดันไปเตะเข้ากับไหดินปั้นที่มีรูปร่างพิลึกกึกกือ
ด้วยนิสัยป่าเถื่อนของเขาย่อมไม่สนใจว่าสิ่งใดแตกเสียหาย สิ่งแรกที่ทำ...เพียงควานหากาน้ำชาและทวนเหล็กแหลมคู่ใจ ทว่าชายหนุ่มนิ่งผงะเมื่อเห็นว่าอาณาบริเวณรอบตัว มิใช่จวนแม่ทัพที่ใหญ่โตโอ่อ่า เขาได้แต่นึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่
เมื่อพยายามใช้ปัญญาอย่างหนัก ต้นขมับปวดเสียดราวมีคนถือค้อนทุบ ภาพเหตุการณ์เก่าผุดขึ้นมาทีละน้อย ทำให้เริ่มจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง
ใช่แล้ว! ก่อนที่จะหมดสติไป จำได้ว่ากำลังควบอาชากลับจากแนวรบอย่างรีบร้อน เพื่อไปนำกองหนุนขององค์กษัตริย์ที่หนานเป่ย ทว่าระหว่างเดินทางอย่างรีบร้อนนั้น บนเส้นทางลูกรังใต้เนินเขาสูง ชายผู้อาจหาญบนหลังอาชา ถูกลอบโจมตีจากฏร้ายหลายสิบคนโดยไม่ได้เตรียมตัวตั้งรับ
ดอกธนูอาบยาพิษพุงทะยานจากที่สูงปักบริเวณหัวไหล่ทะลุเนื้อผิว ปรุออกมาโผล่ด้านหลัง วินาทีนั้นอาชาแตกตื่นเตลิดหนี...วิ่งนำลิ่วไปไกล ส่วนตัวของเขานอนาเ็บนลานดินพร้อมทวนเหล็กในมือ
จำได้แม่นยำว่าใบหูผึ่งราวช้างสาร ได้ยินเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากกว่าสิบคน พุ่งหลาวเข้ามาหาตนพร้อมกระบี่ หากอาศัยเพียงปาฏิหาริย์คงไม่ใช่โจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้าแที่กินเืกลืนเนื้อไม่อาจทำให้พละกำลังอันฮึกเหิมของโจวฉือล่าถอยได้
วรยุทธ์อันสูงส่งของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร สามารถปลิดชีพคนนับสิบได้ในพริบตาเดียว ทว่าเมื่อยันตัวลุกขึ้นยืนพร้อมทวนเหล็ก พละกำลังมหาศาลดันหดหายมลายสิ้น แม้แต่เส้นเอ็นที่แข็งแกร่งดังัทะยานฟ้ายังอ่อนด้อยน่าสมเพชไปในชั่วพริบตา
โจวฉือจวินฟุบตัวลง อยู่ในท่าคุกเข่าจรดปลายแทบเท้าหัวหน้ากลุ่มคนทรยศ นั่นคือเื่สุดอัปมงคลที่เกิดขึ้นกับชีวิตของแม่ทัพใหญ่ผู้ทะนงตนและเย่อหยิ่ง หากไม่ถูกพิษเสียก่อน รับประกันได้ว่าพวกชั่วเหล่านี้ไม่มีทางยืนยิ้มลำพองใจได้อย่างตอนนี้
เมื่อโอกาสมาถึง พวกมันทั้งสิบถอยร่นออกห่างจากโจวฉือราวสามก้าว แต่คนทั้งสิบยังคงยืนล้อมรอบกายทำเป็วงล้อมเพื่อป้องกันมิให้โจวฉือจวินมีทางหนีทีรอด หนึ่งในนั้นมีชายฉกรรจ์สวมชุดสีดำขลิบเทาซึ่งแตกต่างจากคนชั่วทั้งสิบที่สวมชุดดำทึบั้แ่หัวจรดเท้า อนุมานว่าคงเป็หัวหน้าของพวกมัน
ชายชุดดำขลิบเทาคงรอโอกาสนี้มานานแล้ว รอโอกาสที่จะสังหารโจวฉือจวินด้วยมือตัวเอง เช่นนั้นจะรอช้าอันใดอีกเล่า ชายผู้นั้นชักกระบี่ออกจากฝักแทงเข้าที่ทรวงอกของโจวฉืออย่างตั้งใจ ตามด้วยใช้ฝ่าเท้าเตะสวนร่างใหญ่เข้าที่ช่องท้อง กระทั่งโจวฉือจวินลอยลิ่วปลิวตกหน้าผาสูง
ก่อนร่างปลิวว่อน โจวฉือจวินไม่อาจขยับปากขยับมือ นั่นเป็เพราะฤทธิ์ของยาพิษที่รุนแรงเกินคณนา โจวฉือพยายามจดจำใบหน้าของคนผู้นั้นอย่างตั้งใจ เสียแต่ว่าคนพวกนั้นสวมผ้าคลุมหน้าครบทุกคน แต่มีวูบหนึ่งที่โจวฉือมองทะลุเข้าไปยังม่านจักษุของเขา พร้อมอธิษฐานในใจว่า หากรอดชีวิตไปได้ สุดหล้าฟ้าเขียว ต่อให้ต้องเปิดฟ้าพลิกแผ่นดิน ก็จะตามไปสังหารไอ้สารเลวตัวนี้ให้ได้!
“ท่านฟื้นแล้วหรือ?”
น้ำเสียงที่ไม่คุ้นหูดังเข้ามารบกวนการหวนระลึกถึงอดีตของโจวฉือจวิน เขาแปลกใจเป็อย่างมากที่เห็นรูปลักษณ์สุดพิลึกของใครบางคน ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่?
เด็กชายตัวอ้วนกลม เนื้อผิวที่แท้จริงขาวผ่องเหมือนซาลาเปานึ่ง ทว่าใบหน้าและลำตัวเปรอะโคลนมีกลิ่นสาบ อาภรณ์ที่สวมใส่คือสีน้ำตาลตุ่น ๆ ทั้งเก่าทั้งขาด ศีรษะของเขากลมมนขนาดเท่าสองฝ่ามือโอบ แต่พุงนั้นกลับอ้วนพลุ้ยปานอมลูกนิมิตเอาไว้ในท้อง เส้นผมแห้งกรังรุงรังยุ่งเหยิง ในมือของเขายังถือหัวผักกาดเอาไว้ด้วย
“เ้าคือตัวอะไร?”
โจวฉือไม่สนใจคำถามของเด็กน้อย เพียงขมวดคิ้วมุ่นแล้วถามออกไปอย่างคับข้องสงสัย
“ยังเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่ขอรับ”
เสี่ยวเซาน้อยไม่สนใจคำถามของท่านลุงแปลกหน้าเช่นกัน เขาสนเพียงความปลอดภัยของท่านลุงแปลกหน้า ในเมื่อไม่ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ เสี่ยวเซาน้อยทิ้งหัวผักกาดในมือพลัน รีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน จบที่ปีนขึ้นไปบนตัวท่านลุงแปลกหน้า แล้วกางฝ่ามือที่อวบนุ่มขึ้นมาปัดป่ายชายเสื้อ ก่อนจะทาบแหมะลงไปบนหน้าผากของโจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่เพื่อวัดไข้
“ตัวไม่ร้อนแล้ว… หายป่วยแล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงงึมงำดังในลำคอของเสี่ยวเซา
การกระทำจาบจ้วงไร้มารยาทเช่นนี้ิ่เกียรติแม่ทัพใหญ่แห่งหนานเป่ยยิ่งนัก โจวฉือไม่สนใจแล้วว่าเ้าหนูคนนี้จะเป็ตัวอะไร สาระสำคัญมิใช่มามัวทำความรู้จักคน แต่ต้องรีบกลับไปนำทัพสู่สนามรบโดยเร็วที่สุด! หนานเป่ยจะแพ้ไม่ได้!
เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว โจวฉือขย้ำปลายนิ้วทั้งห้าเลิกคอเสื้อเ้าหนูคนนั้นออกห่างตัว ร่างอ้วนกลมห้อยโตงเตงเหมือนลูกสุนัขอย่างไรชอบกล ยิ่งเ้าก้อนเนื้อเต้นหนุบหนับ แกว่งมือไปข้างหน้า ถีบขาไปข้างหลัง แกว่งไกวโดยพละกำลังมหาศาล ยิ่งทำให้โจวฉือเกิดความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ปล่อยเสี่ยวเซานะขอรับ ท่านลุงใจร้าย!”
เด็กชายดิ้นจนหมดแรงแต่ไม่ได้รับความเห็นใจ ซ้ำดวงตาตลอดจนใบหน้าของท่านลุงตัวร้ายยังนิ่งเฉยเ็าน่ากลัวมาก ไม่เหมือนกับตอนที่ท่านลุงนอนหลับเลยสักนิด ตอนนั้นท่านลุงน่าสงสารมาก ตอนนี้เสี่ยวเซาน้อยชักอยากจะให้ท่านลุงกลับไปนอนหลับอีกครั้งเสียแล้วสิ ฮือ...
“กล้าดีนัก! เ้าว่าใครใจร้าย! จงถอนคำพูดเสีย ก่อนที่ข้าจะสังหารเ้าแล้วโยนหัวสุนัขกิน!”
เสี่ยวเซาเงียบฟัง ใบหน้าของเด็กชายเริ่มแดงปลั่ง ปลายจมูกขึ้นสีชมพูเรื่อและชื้นขึ้นมาช้า ๆ
“รู้หรือไม่แม้แต่ขุนนางในราชสำนักยังไม่กล้าด่าทอข้า ชาวบ้านชาวเมืองไม่กล้าเรียกชื่อข้าเสียด้วยซ้ำ แล้วเ้าถือตัวว่าเป็ใครกัน ถึงได้กล้าวิจารณ์อุปนิสัยของข้า”
โจวฉือไม่ชอบการถูกตำหนิ ยิ่งสิ่งนี้หลุดออกจากปากเด็กเล็กผู้อ่อนเยาว์กว่าราวสองทศวรรษ ยิ่งทำให้ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คล้ายถูกหักหน้าและหยามเกียรติ รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ แม้แต่องค์กษัตริย์แห่งหนานเป่ย พระนามเจ๋อซีหวงตี้ยังไม่กล้าออกคำสั่งต่อหน้าโจวฉือ เ้าเด็กหัวผักกาดนี่ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!
“เสี่ยวเซาคือคนที่ช่วยชีวิตท่านลุงขอรับ”
คำพูดประโยคนี้ทำให้โจวฉือผู้หยิ่งยโสอึ้งชะงักไป พลางคิดในใจว่า! อย่างเ้าเด็กนี่นะหรือ จะเป็ผู้ช่วยชีวิตแม่ทัพใหญ่ที่ประสบภัย อย่างนั้นก็เท่ากับว่าเ้าหนูคนนี้คือผู้มีพระคุณของข้านะสิ!!!
*****
*ฟังน้องบ้างเถอะ ลืมตามาก็จะฆ่าจะแกงคนซะอย่างเดียว*
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1