จ้อยยืดอกพกความมั่นใจเต็มเปี่ยมพลางกล่าวสำทับ“เอาเป็ว่านายหญิงต้องท่องไว้ในใจเลยครับ ว่านายหญิงน่ะ ‘สวยที่สุดในสามโลก’ส่วนเื่ท่ารำน่ะปล่อยให้เป็หน้าที่ของกูรูอย่างผมเอง!”
นายหญิงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย“แล้วสรุปว่าเ้าจะสอนรำอะไรให้ฉันกันแน่จ้อย?”
จ้อยขยับเข้าไปใกล้ขนพวงหางนุ่ม ๆ ปัดผ่านไหล่ของนางก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเทพธิดาสาวเบา ๆ เพียงไม่กี่ประโยคเมื่อได้ยินดังนั้น นายหญิงก็ถึงกับตาโต ร้องอุทานออกมาด้วยความใ
“ฮะ!...มันจะดีจริง ๆ หรือจ้อย? ท่าทางแบบนั้น... มันจะดู ‘ไม่งาม’ในสายตาพวกเทวดาผู้ใหญ่หรือเปล่า?”
จ้อยหัวเราะในลำคอพลางทำหน้าเ้าเล่ห์“โถ่... นายหญิงครับ ดีหรือไม่ดี เดี๋ยวลองฝึกดูก็รู้เอง! ในความทรงจำของผม (ที่อ้างว่าเป็สัญชาตญาณสัตว์ทิพย์)ท่ารำนี้แหละคือที่สุดของความประทับใจมันคือการผสมผสานที่ลงตัวที่สุดสำหรับงานเลี้ยงครั้งนี้ ท่าอื่นน่ะดีแต่มัน ‘จืด’ไปสำหรับงานที่เดิมพันด้วยความเป็ตายแบบนี้!”
“นี่เ้า...เ้ารู้จักการร่ายรำเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ?” นายหญิงมองเ้ากระรอกน้อยด้วยสายตาทึ่งๆ
จ้อยใช้อุ้งเท้าชี้ที่หัวตัวเองอย่างภาคภูมิใจ“สมองระดับอัจฉริยะอย่างผม แค่มองผ่าน ๆ ก็แตกฉานแล้วครับ กะอีแค่คิดท่ารำใหม่ ๆมันจะยากเย็นเข็ญใจอะไรนักหนา!”
นายหญิงค้อนขวับให้หนึ่งวง“เชื่อเ้าก็ออกลูกเป็ลิงแล้วล่ะจ้อย” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่นางก็เริ่มตั้งท่าเตรียมพร้อมตามที่จ้อยบอก
“เอาล่ะครับต่อไปนี้ผมจะทำท่าทางให้ดูเป็ตัวอย่าง นายหญิงตั้งใจดูนะท่าทางของผมอาจจะดูขัดหูขัดตาไปบ้าง (เพราะสรีระมันไม่อำนวย)นายหญิงต้องใช้จินตนาการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายเอาเองนะ แล้วพอนายหญิงรำ ผมจะเป็คนคอยติชมให้เอง!”
“ตกลง”นายหญิงตอบรับด้วยสีหน้าจริงจังเพราะนางรู้ดีว่าเื่นี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของทั้งสองชีวิต
ใน่หลายวันที่ผ่านมาวิมานจันทราที่เคยเงียบเหงากลายเป็โรงละครที่คึกคักจ้อยพยายามถ่ายทอดท่วงท่ารำจากโลกเก่าที่เขาจดจำได้ แม้ร่างกระรอกจะทำให้เขาดูเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตหรือก้อนแป้งที่กำลังดิ้นพล่านแต่นายหญิงกลับมีความเข้าใจในศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ที่สูงส่งจนจ้อยถึงกับตะลึง!
ท่าทางที่จ้อยทำออกมาได้เพียงสี่ส่วนแถมยังดูผิดเพี้ยนไปไกล แต่นายหญิงกลับสามารถรับรู้ถึง ‘จิติญญา’ ของท่านั้น ๆเพียงแค่จ้อยอธิบายอารมณ์และบรรยากาศ นางก็สามารถร่ายรำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบท่วงท่าของนางก้าวข้ามต้นฉบับในความทรงจำของจ้อยไปไกลโข!
ทุกย่างก้าวทุกการสะบัดชายสไบ และทุกสายตาที่ปรายมองมันแฝงไปด้วยมนต์ขลังที่เหนือชั้นกว่านางรำคนไหน ๆ ที่จ้อยเคยเห็นมา
จ้อยมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่งพลางรำพึงในใจ‘สงสัยตำนานบนโลกมนุษย์คงไม่ได้โม้เกินจริงแน่ ๆความงามและพร์ของนายหญิงนี่มันของจริงชัด ๆ!’
เพียงแค่วันเดียวนายหญิงก็จดจำท่วงท่าได้ทั้งหมด และเริ่มใส่ ‘ตัวตน’ ของนางลงไปในการรำนางเริ่มปรับเปลี่ยนท่าทางบางส่วนให้เข้ากับจังหวะของพลังทิพย์ในกายจนทิศทางของการร่ายรำเริ่มแปรเปลี่ยนไปสู่ความวิจิตรบรรจงที่จ้อยเองก็คาดไม่ถึง
จากตอนแรกที่จ้อยเป็คนคอยวิจารณ์แต่ผ่านไปไม่กี่วัน หน้าที่ของเขาก็เหลือเพียงการคอยรับใช้ประหนึ่งเด็กยกน้ำตักน้ำชาคอยเสิร์ฟ ยกดอกพิกุลทองมาวางข้าง ๆ และคอยะโให้กำลังใจว่า“สุดยอดไปเลยครับนายหญิง!
....
เวลาผ่านไปไวเหมือนติดปีกบินเผลอแป๊บเดียวก็ถึงคืนก่อนวันงานเลี้ยง์ ทั้งจ้อยและนายหญิงต่างก็นอนไม่หลับความกดดันที่สะสมมานานเริ่มปะทุขึ้นในใจทั้งคู่จึงพากันปีนขึ้นไปนั่งบนโขดหินใหญ่หน้าถ้ำ ห้อยขามองดูสายธารแห่งดาราที่ทอประกายอยู่บนท้องฟ้า์อันกว้างใหญ่
“จ้อย...”นายหญิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เ้า... กลัวตายไหม?”
จ้อยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง“เมื่อก่อนผมก็กลัวครับ แต่พอตายไปครั้งหนึ่งแล้วฟื้นมาเป็กระรอกนี่ผมก็เริ่มเฉยๆ แต่ก็นั่นแหละครับ พอมาอยู่กับนายหญิง ผมกลับเริ่มกลัวตายขึ้นมาอีกครั้ง”
นายหญิงทำหน้างง“สรุปว่าเ้ากลัวหรือไม่กลัวกันแน่?”
“กลัวครับ...ผมกลัวว่าถ้าผมตายไป นายหญิงจะต้องอยู่บนดวงจันทร์นี้คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวผมไม่อยากทิ้งให้นายหญิงเหงา”
นายหญิงนิ่งเงียบไปดวงตาของนางวาววับไปด้วยหยาดน้ำตาจาง ๆ “แล้วถ้าเราต้องตายไปพร้อมกันทั้งคู่ล่ะ?”
จ้อยได้ยินดังนั้นก็เงียบลงแววตาที่เคยขี้เล่นกลับฉายประกายแห่งความไม่ยินยอมพร้อมใจออกมาอย่างรุนแรง!ในชีวิตที่ผ่านมา่เวลาที่เขามีความสุขที่สุดคือตอนที่อยู่กับครอบครัวบนโลกมนุษย์และอีก่ก็คือตอนที่ได้ใช้ชีวิตป่วน์อยู่กับนายหญิงที่นี่
แต่ที่น่าเจ็บใจคือ่เวลาแห่งความสุขมักจะแสนสั้นเสมอ...
ในตอนที่เป็คนเขาไร้พลังที่จะยื้อชีวิตคนสำคัญไว้ได้ มาถึงที่นี่แม้นายหญิงที่เขาแคร์ที่สุดกำลังจะเผชิญความตายเขาก็ยังคงเป็เพียงกระรอกตัวจิ๋วที่ทำอะไรไม่ได้มากนัก
เป็ครั้งแรกที่จ้อย(หรือการันต์) โหยหา ‘พลัง’ อย่างบ้าคลั่ง!‘ถ้าฉันมีพลังมากพอเหมือนลิงั์ที่ถล่ม์นั่นฉันจะพานายหญิงหนีออกไปจากที่นี่ ใครหน้าไหนก็มาขวางไม่ได้...แต่นี่ฉันมันแค่กระรอกสอยมะพร้าวที่ปกป้องตัวเองยังแทบไม่รอดเลย!’
“จ้อย...ฉันถามเ้าอยู่นะ” นายหญิงทวงคำตอบเมื่อเห็นจ้อยนิ่งไป
จ้อยเงยหน้ามองใบหน้าอันงดงามของนายหญิงใต้แสงจันทร์ความโศกเศร้าในใจเบาบางลงบ้าง เขาพยายามยิ้มออกมา “ถ้าต้องตายพร้อมกันจริง ๆผมก็ยังไม่อยากตายอยู่ดีครับ... แต่ถ้าฟ้ากำหนดมาให้เป็แบบนั้นจริงผมก็จะจูงมือ... เอ๊ย จูงชายสไบนายหญิง เดินข้ามสะพานนรกไปด้วยกันบนทางเดินสู่ปรโลกที่เขาว่ากันว่าน่ากลัว ผมจะคอยชวนนายหญิงดูดอกไม้ริมทางดูสายน้ำที่ไหลวน ขอเพียงเราไม่ทิ้งกัน ต่อให้เป็นรกมันก็กลายเป็ที่เที่ยวที่สวยงามได้จริงไหมครับ?”
นายหญิงฟังแล้วก็หลุดยิ้มออกมานางรู้สึกหัวใจพองโตด้วยความสุขจนต้องลุกขึ้นยืนหมุนตัวรอบหนึ่งท่ามกลางความมืด“ฮะ ๆ ... ถ้าได้อุ้มเ้าเดินข้ามสะพานมรณา ดูดอกไม้บานในปรโลกด้วยกันมันก็คงจะสวยงามอย่างที่เ้าว่าจริง ๆ นั่นแหละ พอนึกแบบนี้แล้วฉันก็เริ่มจะไม่ค่อยกลัวความตายขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ”
“ใช่ครับนายหญิงผมเองก็เลิกกลัวแล้ว ในเมื่อไม่กลัวแล้วจะงานเลี้ยง์หรือจะงานบ้าบออะไรก็ตามแต่ เราก็แค่ลุยให้สุดใจขาดดิ้นไปเลย!”
คำพูดของจ้อยทำให้นายหญิงเกิดความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปที่ทิวเมฆที่ซ่อนวิมาน์ชั้นฟ้าไว้เื้ัพลางเอ่ยอย่างแน่วแน่“ในเมื่อมีเราอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรที่ต้องน่าเกรงกลัวอีกต่อไป”
ในวินาทีนั้นรัศมีรอบกายของนายหญิงช่างดูศักดิ์สิทธิ์และงดงามจนจ้อยแทบจะลืมหายใจในสายตาของเขา นายหญิงที่ยืนอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ โดยมีท้องฟ้าดาราเป็ฉากหลังมันงดงามกว่าสรรพสิ่งใด ๆ ในจักรวาลนี้ ความงามที่ก้าวข้ามธรรมชาติไปไกลโพ้น!
จ้อยจ้องมองภาพนั้นตาไม่กะพริบจนเกือบจะเคลิ้มหลับไปในภวังค์...
จนกระทั่งนายหญิงหันกลับมาเคาะหัวเขาเบาๆ “คิดอะไรอยู่จ๊ะเ้าตัวแสบ?”
จ้อยรีบปาดน้ำลายที่มุมปากทันที“อ๋อ... ผมกำลังคิดเื่ของกินอยู่ครับ”
“หิวอีกแล้วเหรอ?”นายหญิงเลิกคิ้วถาม
จ้อยทำหน้าจริงจังพลางตอบ“เปล่าครับ ผมหมายถึง ‘ความสวยที่อิ่มจนไม่ต้องกินข้าว’ น่ะครับนายหญิงสวยจนผมอิ่มทิพย์เลยเนี่ย!”
นายหญิงหน้าแดงปลั่งทันทีนางค้อนจ้อยวงเบ้อเริ่ม “พูดจาเพ้อเจ้อ! ไปนอนได้แล้ว! พรุ่งนี้ต้องใช้แรงอีกเยอะอย่างน้อยที่สุดเราต้องไม่ให้น้อยหน้าพวกนางอัปสรที่ลงมาจากวิมานอื่นเด็ดขาด!”
จ้อยนึกว่านางจะพูดแบบมาดเข้มว่าจะไปถล่มฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบเสียอีกแต่ที่ไหนได้ กลับถ่อมตัวเสียอย่างนั้น จ้อยเลยทำท่ากุมขมับ “นายหญิงครับช่วยทำตัวเก๋า ๆ หน่อยได้ไหม?ต้องเชื่อมั่นสิครับว่านายหญิงน่ะคนละเกรดกับพวกนางโชว์พวกนั้น!”(พลางแอบขอโทษเหล่าเทวดานางฟ้าในใจที่แอบนินทา)
นายหญิงยิ้มมุมปาก“นี่ไม่ใช่การแข่งขันเสียหน่อยจ้อยแค่ทำผลงานให้ดีพอที่จะรอดตายก็พอแล้วไม่ใช่หรือ?”
จ้อยนิ่งไป...เออว่ะ ก็จริงของนาง! ไปเด่นมากเดี๋ยวงานเข้าอีก แค่รอดก็บุญโขแล้ว
คืนนั้นนายหญิงขึ้นเตียงนอนและหลับไปอย่างรวดเร็วแต่ในความฝันดูเหมือนนางจะยังมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะคิ้วสวย ๆของนางยังคงขมวดมุ่นอยู่ จ้อยเห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไป ใช้อุ้งเท้านุ่ม ๆลูบเบา ๆ ที่หว่างคิ้วของนางเพื่อหวังจะให้ความกังวลจางหายไป
“ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟผมจะอยู่เคียงข้างนายหญิงเอง... หลับให้สบายเถอะครับ พรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
คิ้วของนายหญิงค่อยๆ คลายออก ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง เมื่อเห็นนางหลับลึกแล้วจ้อยกลับนอนไม่หลับเสียเอง คืนที่ยาวนานแบบนี้เขาไม่อยากนั่งแทะเปลือกไม้แก้เซ็งใจหนึ่งมันรุ่มร้อนจนต้องหาที่ระบาย
จ้อยตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งในป่ากัลปพฤกษ์...ทิศที่มีเสียงไม้ถูกจามดังลั่นมาแต่ไกล
“หนึ่งล้านสามแสนหกหมื่นกับเจ็ด...”
เสียงของ น้าขาม(กระต่ายั์จอมพลัง) ดังขึ้นพร้อมกับขวานั์ที่จามลงบนต้นไม้ใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวแรงสั่นะเืทำเอาดินแถวนั้นถึงกับะเื
จ้อยเดินดุ่ม ๆเข้าไปหาน้าขามหยุดมือทันทีแล้วหันมามองด้วยสายตาที่พร้อมจะเตะกระรอกลอยข้ามขอบฟ้า“ไสหัวไป!”
จ้อยทำหน้ามึนใส่“โถ่น้า... เราก็รู้จักมักจี่กันมาตั้งนาน ทำตัวให้มันดูมีอารยะหน่อยสิครับพูดให้มันยาวกว่านี้สักสองสามคำมันจะชักดิ้นชักงอตายหรือไง?”
น้าขามถอนหายใจยาวพลางชี้นิ้วใส่หน้าจ้อย“ก็ได้... งั้นก็... ไส-หัว-ไป-ไกล-ไกล!”