ตอนที่ 1 เข้าเกมส์
“เอะ! นั่นรถม้าของใครกัน”
สายตาของผมจ้องมองฝ่ากระแสพายุหิมะสีขาวที่ตกลงมาอย่างหนาแน่น พยายามเพ่งมองวัตถุสีดำขนาดเท่าฝ่ามือคล้ายรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างเชื่องช้า
ผ่านไป่เวลาหนึ่งภาพของมันก็ค่อยๆ ปรากฏใหญ่ขึ้น รายละเอียดของขนาดและลวดลายสีทองที่ทักทออยู่รอบคันก็ทำให้รู้ว่ามันเป็รถม้าของขุนนางชั้นสูง
“..” ผู้สูงศักดิ์ใดกัน ที่ยอมระกำลำบากฝ่าความกันดารมาหาผมถึงที่แห่งนี้
ไม่นานนักความสงสัยของผมก็สิ้นสุดลงเมื่อผู้ที่อยู่ในรถม้าก้าวขาลงมา เผยโฉมอันงดงามแก่สายตาทหารหน้าเหี้ยมเกรียททั้งหลายที่ยืนเฝ้าระวังอยู่ข้างกำแพงหินสีเถาขนาดใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีผมยืนอยู่ด้วย
“หลิวเฟย ! เป็ท่านเองเหรอ” แม้ร่างกายจะรู้สึกหนาวสะท้าน แต่เมื่อได้ยลโฉมอันงดงามที่อยู่ใต้เสื้อขนสัตว์สีขาวนั้นอีกครั้ง ก็ทำให้ร่างกายของผมร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที
ภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าของนางเมื่อครั้งเล่นเสียวแลกลิ้นในห้องแห่งห้วงอดีตก็หลังไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งรสหวานละมุนกรุ่นกลิ่นรักลื่นใส ความนุ่มนวลของเนินเนื้ออบอุ่นและหน้าท้องเนินสะดือแบนเรียบผืนนั้นที่แก้มของผมได้นอนซบแแ่...ให้ตายสินี่ผมไม่ได้รับรู้ััพวกนี้มานานเท่าใดแล้วนะ
“ท่านแม่ทัพ..ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” ยังมิทันที่น้ำเสียงใสก้องกังวาลนั้นจะเงียบสงบลง ััอุ่นนุ่มของเสื้อขนสัตว์ราคาแพงก็พุ่งเข้ามาสวมกอดปะทะกับร่างของผมทันที
แก้มขาวแดงเพราะเืฝาดจากความหนาวเย็นแอบอิงซบลงตรงเสื้อเกราะขนสัตว์สกปรกของผมแบบไร้ความรังเกียจ
และแม้ว่าเนื้อนวลสองปรางนั้นจะมิได้แนบชิดติดเนื้ออก แต่ก็ไม่เป็การยากเลยที่จะมโนถึงความนุ่มนิ่มที่อัดแน่นอยู่ราวกับขนมไดฟุกุสีขาวยามที่มันกระทบกับริมฝีปาก
มืออันหยาบกร้านซ่อนอยู่ใต้เนื้อถุงมือสำหรับนักดาบเอื้อมไปโอบประคองแผ่นหลังของนางน้อยผู้นั้นไว้ ก่อนจะออกแรงดึงกอดนางแนบกระชับกับร่างของผมมากขึ้น เพื่อร่างกายของเราทั้งสองได้ััถึงไออุ่นของกันและกันชัดเจน
ช่างวิเศษเหลือกัน ความรู้สึกอิ่มเอมใจปะทุแล่นไปทั่วร่างของผมราวกับร่างที่พานพบความยากลำบากมานานได้รับแสงอันอบอุ่นจากสรวง์ ทุกครั้งที่ผมสูดลมหายใจเข้า กลิ่นหอมของเนื้อกายสาวจะส่งต่อความละมุนหอมกรุ่นผ่านโสตประสาทของผมเข้ามาทุกครั้ง
มันไม่ต่างอะไรเลยกับความรู้สึกในยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ ที่เราได้ไปยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ชูช่อเบ่งบานรับแสงตะวันกลางทุ่งหญ้าสีเขียว ช่างเป็กลิ่นและความรู้สึกสดชื่นเสียเหลือเกิน
แม้ในส่วนลึกของจิตใจจะรู้ว่าไม่สามารถหยุด่เวลานี้ให้คงอยู่ตลอดกาลได้ แต่ขอเถอะ์ได้โปรด ผมขอกอดนางอยู่แบบนี้นานๆได้ไหม แม้ตอนสุดท้ายจะต้องตัดใจยกแก้มซ่อมซ้อที่ซบอยู่ ออกจากความนุ่มนวลและอบอวลด้วยกลิ่นหอมของเนื้อนวลนางนั้นขึ้นมาก็ตาม
“ที่นี่มันหนาว..ข้าว่าเราเข้าไปคุยกันต่อในกระโจมพักดีกว่า..หลิวเฟย”
ผมกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและนุ่มนวลราวกับขุนศึกใหญ่รูปงามผู้เกรียงไกร
ด้วยความสูงที่น้อยกว่าราวสิบเิเ ทำให้หลิวเฟยต้องช้อนสายตาขึ้นมามองผมเล็กน้อย แววตากลมโตคู่นั้นยังคงงดงามด้วยมงกุฏคิ้วและขนตาเง้างอนสวยสะพรั่ง มันยังคงสดใสราวกับดวงดาวที่ทอประกายสุกสะกราววับวาวบนเวิ้งฟ้าแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่
ผมเห็นภาพเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองที่เต็มไปได้หนวดเครารุงรัง ในแววตาสุกสะกราวคู่นั้น ความรู้สึกสมเพชในสารรูปของตัวเองก็พลันเด่นชัดขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นแววตาและสีหน้าอันงดงามของเธอ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดกัน ดูเหมือนหลิวเฟยนางจะไม่ได้รู้สึกรังเกียจสารรูปของผมตอนนี้เลย นางยังคงมองนายทหารโกโรโกโสผู้นี้เป็ภาพยอดขุนผลในชุดเกราะสีทองเกริกก้องเกรียงไกรไร้ผู้ต่อต้านเช่นดังเดิม
รอยยิ้มที่นางมอบให้ผมเป็ดั่งเช่นสิ่งสวยงามที่สุดในจักรวาล ไม่เปลี่ยนแปลงเลยดั่งเช่นตอนแรกที่เราพบกัน มันทำให้ผมมีความสุข และพยายามส่งยิ้มตอบให้หวานที่สุดเท่าที่หน้าเหี้ยมเกรียมของผมตอนนี้จะทำได้ ก่อนจะจูงมือนางเดินเข้าไปในกระโจมทรงกลมที่อบอุ่นกว่าบรรยากาศภายนอก