หลิวขุยพบว่า ทุกครั้งที่ตนเองเจรจากับหลินเหนียงจื่อผู้นี้ล้วนลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเขาถึงไม่ปรากฏตัวให้นางเห็นหน้าอยู่เนิ่นนาน เนื่องจากที่ผ่านมาในขบวนเงียบสงบดีหลินเหนียงจื่อช่วยหาทางแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกิน ทำให้เขาไม่ต้องกังวลใจมากนัก
ยิ่งคิดหลิวขุยก็ยิ่งรู้สึกว่าหลินเหนียงจื่อช่วยเหลือเขามากมาย ช่างเถิดเพียงรถม้าหนึ่งคันเท่านั้น หากนางอยากซื้อก็ปล่อยนางไปถึงอย่างไรก็เป็นเงินของนางเอง
หลิวขุยสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนเอ่ย “เอาเถิด เช่นนั้นหลินเหนียงจื่อก็ซื้อรถม้าอีกคันเถิดเพียงแต่ดาบสองเล่มนี้ต้องเก็บรักษาให้ดี อย่าได้เปิดเผยให้ผู้ใดเห็น”
“ข้าจะจำไว้เจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋ตอบรับอย่างรวดเร็ว “การก่อกองไฟไม่ใช่เรื่องง่ายครอบครัวข้ามีกองไฟเพียงกองเดียวรอให้กินข้าวเสร็จแล้วจะต้มยาให้ทุกคนดื่มนะเจ้าคะ”
“ตกลง”หลิวขุยไม่อยากพูดจามากความ เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจแล้วก็รีบเปิดม่านเสื่อฟางขึ้นแล้วจากไป
หลินเสวี่ยจู๋นั่งลงที่เดิมพลางโยนดาบสองเล่มไว้ด้านหลัง
หลินเฉิงจางอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้บุตรสาวคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันยกนิ้วโป้งให้นางเช่นกัน
เสวี่ยจู๋ของบ้านพวกเขาช่างเก่งกาจยิ่งปีนต้นไม้จับนกเป็น ลงน้ำจับปลาก็ทำมาแล้ว ปราบนักโทษหรือสู้กับผู้คุมก็ไม่เคยแพ้สุดยอดยิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าอย่างถ่อมตนให้กับคนในครอบครัวก่อนจะยกน้ำแกงปลาขึ้นดื่มอึกๆ ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังมีความสุขก็ได้ยินเสียงม้าร้องดังมาจากด้านนอก ต่อมาก็มีเสียงเคลื่อนไหวที่ฟังดูผิดปกติ
ลู่โม่มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุดเขาลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวออกไปข้างนอก
หลินเสวี่ยจู๋เองก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่รีบร้อนนางเปิดม่านเสื่อฟางออก มองไปยังทิศทางของรถม้าก็เห็นม้ากำลังย่ำเท้าอย่างกระสับกระส่ายส่วนลู่โม่กำลังลากคนผู้หนึ่งออกมาจากหลังรถม้า
“เว่ยห่าว?” หลินเสวี่ยจู๋จำคนผู้นั้นได้
เมื่อได้ยินชื่อของเว่ยห่าวหลินเฉิงจางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“พี่สะใภ้นางขโมยของขอรับ” ลู่โม่โยนร่างของเว่ยห่าวลงบนพื้น ส่วนตนเองก็มุดเข้าไปในเพิง
เว่ยห่าวยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักสภาพเปียกโชกไปทั้งตัว นางถลึงตามองหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋ไม่แม้แต่จะกระพริบตานางเอ่ยเสียงเรียบ “ขโมยของก็ตัดมือข้างที่ขโมยของเสีย เห็นแก่ที่นางทำผิดครั้งแรกตัดเพียงนิ้วเดียวก็พอ”
“ขอรับ”ลู่โม่พูดจบก็หยิบดาบเล่มหนึ่งที่หลินเสวี่ยจู๋โยนทิ้งไปเมื่อครู่ขึ้นมา
ดวงตาของเว่ยห่าวที่เดิมทีถลึงตาจ้องอยู่แปรเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยทันทีนางไม่คิดว่าหลินเสวี่ยจู๋จะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้นางขโมยของแค่ครั้งเดียวก็ต้องโดนตัดนิ้วแล้วหรือ เมื่อตั้งสติได้นางก็ตื่นตระหนกขึ้นมา รีบหันหลังเตรียมวิ่งหนีทันที
“ตัดนิ้วก้อยข้างขวา”หลินเสวี่ยจู๋สั่ง
ลู่โม่ก้าวไปข้างหน้ากดร่างของเว่ยห่าวลงกับพื้น ไม่สนใจการดิ้นรนและเสียงกรีดร้องของนาง ก่อนจะฟันดาบลงไป
เสียงกรีดร้องแทบขาดใจของเว่ยห่าวทำให้ทุกคนในค่ายพักแรมต่างตกใจ
“เกิดอันใดขึ้น?” หลิวขุยที่เพิ่งจากไปไม่นานวิ่งกลับมาเมื่อได้ยินเสียง
เมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังเกลือกกลิ้งไปมาพลางกุมมือที่มีโลหิตไหลอาบอยู่บนพื้นท่ามกลางสายฝนเขาก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
เมื่อครู่เขายังชื่นชมที่หลินเหนียงจื่อช่วยเขาแบ่งเบาภาระอยู่เลยประเดี๋ยวเดียวก็ก่อเรื่องแล้วหรือ?
หลิวขุยหันไปมองหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋กล่าวอย่างใจเย็น“ท่านผู้คุม คนผู้นี้ขโมยของของครอบครัวข้า ข้าจึงตัดนิ้วของนางไปหนึ่งนิ้ว”
“เจ้า เจ้าเจ้า เจ้ากำลังลงโทษผู้อื่นโดยมิชอบ” เว่ยห่าวกัดฟันแน่น พยายามข่มกลั้นความเจ็บปวด
“เจ้าพูดได้ถูกต้องแล้ว”หลินเสวี่ยจู๋ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “ข้ากำลังลงโทษโดยมิชอบ ครั้งหน้าหากเจ้ายังกล้ามาขโมยอีกข้าก็จะตัดอีก นิ้วมือเจ้ามีมากเกินไปแล้ว หากไม่ต้องการก็มาขโมยได้เต็มที่”
เว่ยห่าวแทบจะเป็นลมไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ยังคงดิ้นรน “หลินเสวี่ยจู๋ เจ้าช่างอำมหิตยิ่งนัก ลูกๆของข้ากำลังจะอดตายอยู่แล้ว ข้าเพียงขโมยของจากเจ้านิดหน่อยแล้วอย่างไร? ครอบครัวเจ้ามีข้าวของมากมายแบ่งให้ผู้อื่นบ้างไม่ได้หรือ? เจ้าจะยืนดูผู้อื่นอดตายอย่างนั้นหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินดังนั้นกลับไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงหันไปพูดกับหลิวขุย “ท่านผู้คุม นางขโมยจนเป็นนิสัย ทว่าคำพูดของนางก็ถูกต้องอยู่บ้างครอบครัวของข้ามีข้าวของมากมาย คนที่คิดจะมาเอาเปรียบก็มีมากหากวันนี้ข้าไม่จัดการนาง วันหน้าข้าวของของครอบครัวข้าคงถูกคนขโมยไปจนหมดดังนั้นนิ้วของนาง ข้าจึงจำเป็นต้องตัดเจ้าค่ะ”
เดิมทีหลิวขุยคิดจะใช้โอกาสนี้จัดการหลินเหนียงจื่อสักหน่อยเพื่อไม่ให้นางเหิมเกริมจนเกินไป แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเว่ยห่าวแล้วเขาก็รู้สึกว่าการที่นางถูกตัดนิ้วไปหนึ่งนิ้วนั้นนับว่าสมควรแล้ว
ดังนั้นเขาจึงโบกมือ“ในเมื่อสตรีผู้นี้ล่วงเกินหลินเหนียงจื่อหลายครั้งหลายคราการที่หลินเหนียงจื่อลงโทษนางเพียงเล็กน้อยเพื่อสั่งสอนก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว” จากนั้นเขาก็กระซิบกับหลินเสวี่ยจู๋“แต่อย่าให้ถึงแก่ชีวิตก็พอ”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า นางตอบกลับด้วยเสียงเบาเช่นกัน“ตัดเพียงนิ้วก้อย ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหรอกเจ้าค่ะ”
หลิวขุยลากเว่ยห่าวออกมา ก่อนจะโยนร่างของนางลงตรงหน้าทุกคนแล้วเอ่ย“สตรีผู้นี้ประพฤติตนไม่เหมาะสม เปิ่นกวนตรวจสอบชัดเจนแล้ว จึงตัดสินใจลงโทษด้วยการเฆี่ยนยี่สิบทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
เว่ยห่าวถึงกับตกตะลึงนางถูกตัดนิ้วไปแล้ว เหตุใดถึงต้องโดนเฆี่ยนอีก? ผู้คุมพวกนี้ตาบอดกันหมดแล้วหรือ?
แต่นางไม่มีโอกาสได้โต้แย้ง เพราะจู่ๆ ผู้คุมหลายคนก็พุ่งเข้ามาจับตัวนางไปมัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ผู้คุมยกแส้ขึ้นก่อนจะฟาดลงไป เมื่อแส้หนามกระทบกับร่างแม้ว่าจะมีเสื้อผ้ากั้นก็ยังคงทำให้เนื้อหนังปริแตก
เว่ยห่าวร้องโหยหวนอยู่สักพักก็ค่อยๆเงียบลง
เมื่อผู้คุมแก้เชือกที่มัดตัวนางออกร่างของนางก็ร่วงลงไปกองอยู่บนพื้นราวกับถุงผ้าเก่าๆ
“ท่านแม่...”เด็กชายสองคนในวัยกำลังโตโผเข้าไปกอดร่างของนาง พวกเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจพวกเขารู้ว่ามารดาจะออกไปขโมยของ มารดาเคยบอกว่าสกุลหลินสายรองมีข้าวของมากมายนางจะหยิบฉวยมาบ้างก็ไม่เป็นไร อีกไม่นานพวกเขาก็จะได้อิ่มท้องแล้วแต่มารดากลับถูกเฆี่ยนจนมีสภาพเช่นนี้
หลินเสวี่ยจู๋มองเด็กทั้งสองคนในที่สุดก็ทนไม่ไหวให้ชุ่ยเอ๋อร์นำเนื้อเป็ดไปให้พวกเขาห่อหนึ่ง
เมื่อเด็กสองคนที่กำลังหิวโหยเห็นเนื้อเป็ดก็รีบคว้าเข้าปากอย่างตะกละตะกลามแม้แต่กระดูกพวกเขายังปรารถนาที่จะกลืนลงท้อง
โลหิตของมารดาพวกเขาไหลนองอยู่เต็มพื้นแต่ในสายตาของพวกเขากลับมีเพียงอาหารเท่านั้น
ภาพตรงหน้าช่างแปลกประหลาดเกินไปแล้วจริงๆแม่นมหม่ายังอดถอนหายใจไม่ได้
หลินเฉิงจางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“ดูเหมือนว่าเด็กสองคนนี้จะนิสัยเหมือนมารดา”
หลินเสวี่ยจู๋ปล่อยเสื่อฟางลงปิดกั้นสายตาของทั้งครอบครัว แล้วกล่าวเสียงเรียบ“เช่นนั้นต่อไปนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสงสารพวกเขาอีกเจ้าค่ะ”
เด็กเช่นนี้เมื่อเติบโตขึ้นย่อมต้องทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอย่างแน่นอนสตรีที่ทัศนคติบิดเบี้ยวอย่างเว่ยห่าว หากเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนเห็นแก่ตัวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขของครอบครัวถูกทำลายลงทุกคนต่างกินข้าวอย่างเงียบๆ เมื่อกินหมดก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
คืนนี้บรรดาสตรีพักอยู่ในรถม้า
ลู่โม่ไม่สบายใจจึงเปิดเพิงส่วนหนึ่งออกเป็นช่องเพื่อที่เขาจะได้สามารถมองเห็นรถม้าได้
ด้านนอก เหล่าผู้คุมต้มโจ๊กข้าวโพดร้อนๆหม้อใหญ่ แล้วให้ทุกคนเข้าแถวรับ
หลินเฉิงเหยาส่งเสียงเรียกเจี่ยงฉีซวงทั้งสองคนไปที่รถม้าเพื่อหาขิงแห้ง พริกไทย และอื่นๆ มาต้มเป็นน้ำแกงหม้อใหญ่
ผู้ที่กินโจ๊กข้าวโพดหมดแล้วก็ไปเข้าแถวรับน้ำแกงที่เพิงของสกุลหลินได้เมื่อดื่มน้ำแกงร้อนๆ เข้าไป ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ค่ำคืนที่ฝนตกกระหน่ำเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่หนาวเย็นถึงเพียงนั้นแล้ว
.............................