[ชาติปัจจุบัน-ย้อนกลับไปยัง จ้าวหยูซิน ในวัย 10 ขวบ] เวลา 16.00 ณ บ้านเดิมของจ้าวหยูซิน เมืองหางโจว ในปี ค.ศ. 2006
บ้านขนาดกะทัดรัดหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี กิ่งก้านของต้นไม้เ่าั้ทอดเงายาวปกคลุมสวนเล็ก ๆ ข้างบ้าน ราวกับมือที่ยื่นมาปกป้องบ้านจากโลกภายนอก ตัวบ้านมีโครงสร้างที่เรียบง่าย สูงสองชั้น ผนังหินซึ่งเคยแข็งแกร่งบัดนี้ถูกกัดกร่อนตามกาลเวลา มีรอยคราบสีจางจากฝนที่ตกหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานนับปี แม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเก่าแก่และทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่มันกลับเป็สถานที่ที่เป็เหมือนกับที่หลบภัยของจ้าวหยูซิน เป็โลกส่วนตัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเงียบสงบ ราวกับว่าที่นี่เป็ที่เดียวที่เธอสามารถพบความสบายใจได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกภายนอก บ้านหลังนี้กลายเป็พื้นที่ปลอดภัยสำหรับจิตใจของเธอ
ด้วยวัยเพียงสิบขวบ จ้าวหยูซินก็หมกมุ่นอยู่กับโลกของโบราณคดีอย่างลึกซึ้งแล้ว เด็กหญิงหลงใหลในศาสตร์แขนงนี้ เพราะลึก ๆ ในใจเธอเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มา มีรากฐานของมันที่บอกเล่าเื่ราวอันล้ำค่า และความงดงามที่แท้จริงของสิ่งเ่าั้คือการที่มันจะไม่ถูกลืมหายไปตามกาลเวลา สำหรับจ้าวหยูซิน ทุกสิ่งในโลกนี้เหมือนกับบทกวีที่รอคอยการค้นพบและการบอกเล่า
จ้าวหยูซินในวัยเด็กนั้น เธอเป็เด็กที่เงียบขรึมและเก็บตัว แม้จะไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก แต่ความสงบเงียบของเธอไม่ได้มาจากความขี้อาย หากแต่มาจากการเลือกที่จะไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ ลึกลงไปในใจของเธอ เด็กหญิงรู้สึกว่ามนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าเธอจะรักษาระยะห่างจากผู้คน แต่จ้าวหยูซินก็ยังมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง คนที่เธอไว้ใจที่สุดในโลก
นอกเหนือจากเพื่อนมนุษย์แล้ว จ้าวหยูซินยังมี “หลานๆ” แมวตัวน้อย สีเทาอมฟ้า มันเป็ทั้งเพื่อนรักที่ฉลาดและขี้เล่น แมวน้อยขนฟูนุ่มชอบนอนขดตัวอยู่ข้าง ๆ จ้าวหยูซินในเวลาที่เธอกำลังขะมักเขม้นกับการขุดดินและสำรวจพื้นที่ในสวน มันมักจะส่งเสียงครางเบา ๆ อย่างอบอุ่น ราวกับว่ามันเป็เพื่อนร่วมทางในโลกแห่งจินตนาการของเด็กหญิง หลานๆ ติดตามจ้าวหยูซินไปทุกที่ ทั้งในบ้านและในสวน ดวงตาใสซื่อของมันมองดูเธอขุดดินด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขนนุ่มของมันทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบขึ้น ราวกับว่ามันเข้าใจความคิดและความรู้สึกของจ้าวหยูซินโดยไม่ต้องใช้คำพูด การมีอยู่ของหลานๆ ทำให้โลกที่เงียบเหงาของจ้าวหยูซินเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็ที่ที่เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุดเสมอ
จ้าวหยูซินเงยหน้าขึ้นจากแปลงดินที่เธอกำลังขุดและยิ้มให้ลูกแมวน้อยของเธอ “บางทีวันนี้เราอาจจะเจออะไรที่พิเศษก็ได้นะ หลานๆ” เด็กหญิงกระซิบขณะลูบขนนุ่ม ๆ ของมัน หลานๆ ยืดตัว มันอ้าปาก ‘หาว’ ก่อนจะนั่งลงตรงที่อุ่น ๆ ข้าง ๆ เด็กหญิง
นิ้วของจ้าว หยูซินค่อย ๆ เคลื่อนไปตามดินอีกครั้ง แม้เธอรู้ดีว่าไม่น่าจะพบสิ่งมีค่า แต่ลึก ๆ ในใจของเด็กหญิงยังคงมีความหวังเสมอว่าจะเจออะไรบางอย่างที่พิเศษ บางทีอาจเป็หยก เด็กหญิงหลงใหลในหยกมาตลอด ด้วยพื้นผิวที่เรียบเนียนซึ่งให้ความรู้สึกสงบ และสีสันที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้น หยกให้ความรู้สึกเหมือนมันมีชีวิต ราวกับว่ามันมีเื่ราวจะบอกเล่า จ้าวหยูซินไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอมักรู้สึกเชื่อมโยงกับหยกอย่างลึกซึ้ง ราวกับมันกำลังเรียกหาเธอ รอให้เธอค้นพบความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่
จากภายในบ้านอันอบอุ่น เสียงของแม่เธอดังลอดออกมาจากหน้าต่างที่เปิดไว้ “เสี่ยวซิน เข้ามาข้างในบ้านเร็วๆ นะจ๊ะ พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว” แม่ของเธอร้องเรียกจากในห้องครัว จ้าวหยูซินตอบกลับไปเบา ๆ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องที่พื้นดินตรงหน้า “อีกนิดเดียวเท่านั้น หม่าม้า!”
มารดาของจ้าว หยูซิน ชื่อลี่หาน เธอเป็หญิงที่สง่างามและใจดี เป็ผู้ที่นำพาจ้าวหยูซินเข้าสู่โลกของโบราณคดี และหยก จ้าวหยูซินมักเห็นแม่ของเธอนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ขัด ‘หยกลายนกเฟิ่งหวง’ ขนาดประมาณสองฟุตอย่างอ่อนโยน หยกชิ้นนี้เป็มรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว แม่ของเธอเล่าเสมอว่ามันเป็หยกที่มีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง
หยกลายนกเฟิ่งหวงถูกแกะสลักอย่างประณีต นกเฟิ่งหวงมีปีกที่บางและหางที่พลิ้วไหวราวกับมีชีวิต มีบางสิ่งเกี่ยวกับหยกชิ้นนี้ที่ทำให้จ้าวหยูซินรู้สึกคุ้นเคย ราวกับเสียงสะท้อนจากความฝันที่เธอไม่อาจจดจำได้
“หม่าม้า เตรียมขนมทังหยวน [1] ไว้ให้แล้วนะจ๊ะ มากินได้เลย” เสียงของแม่ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของขนมโปรดที่วางรออยู่บนโต๊ะ จ้าวหยูซินยิ้มกับตัวเอง ‘แม่ของหนูน่ารักที่สุด’ เธอคิดในใจ พลางลุกขึ้นจากพื้นดิน เรียกหลานๆ ให้เข้ามาร่วมทานขนมด้วยกัน
ใน่เวลานั้นเอง เด็กหญิงรู้สึกว่าชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้ในความเงียบงัน โลกใบเล็ก ๆ ของเธอซ่อนความมหัศจรรย์และความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่ใครจะเข้าใจ
******************************************
ในเย็นวันหนึ่ง แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องนั่งเล่น ทาบทับลงบนหยกนกเฟิ่งหวง จ้าวหยูซินนั่งเคียงข้างแม่ มองดูแม่ทำความสะอาดหยกชิ้นนั้นด้วยความใส่ใจเช่นทุกวัน เด็กหญิงมองดูอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งความอยากรู้อยากเห็นเอ่อล้นออกมา
"ทำไมแม่ถึงชอบหยกชิ้นนี้จังเลย หนูเห็นแม่ทำความสะอาดมันแทบทุกวันเลย" จ้าวหยูซินถามเบา ๆ พลางจ้องมองลวดลายของหยกที่เปล่งแสงอ่อน ๆ จากแสงอาทิตย์ยามเย็น
แม่ของเธอหยุดมือที่กำลังขัดหยก อมยิ้มเล็กน้อย ดวงตาของหลี่เหมยจับจ้องไปยังหยกชิ้นนั้นอย่างลึกซึ้ง เหมือนกำลังมองทะลุไปยังอดีตที่ห่างไกล "หยกชิ้นนี้ เสี่ยวซิน มันพิเศษมาก เป็หยกที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วในตระกูลของเรา นกเฟิ่งหวงที่สลักอยู่บนหยกนี้ เป็สัญลักษณ์ของ ‘การเกิดใหม่’ และ ‘ความแข็งแกร่ง’ เป็ตัวแทนของิญญาบรรพบุรุษของเรา ว่ากันว่าหยกจะคอยปกป้องและนำทาง"
จ้าวหยูซินฟังคำพูดของแม่ด้วยความตั้งใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังหยกนกเฟิ่งหวงที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต ลวดลายเ่าั้ดูเหมือนจะมีชีวิตในยามที่แสงอ่อน ๆ จากภายนอกกระทบลงบนพื้นผิวของหยก ราวกับว่าความลึกลับและเื่ราวที่แฝงอยู่ในหยกค่อย ๆ เปิดเผยตัวให้เธอได้เห็น เด็กหญิงรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้
"หนูชอบหยกนกเฟิ่งหวงมาก ๆ เลยค่ะ" จ้าวหยูซินเอ่ยเสียงเบา ดวงตาของเธอเป็ประกายด้วยความหลงใหล
หลี่เหมยยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอื้อมมือมาปัดผมที่หล่นลงมาปิดใบหน้าของจ้าวหยูซินออกเบา ๆ ด้วยความรักใคร่ "สักวันหนึ่ง เสี่ยวซิน หยกชิ้นนี้จะเป็ของลูก" แม่พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "แต่ตอนนี้ แม่จะเก็บมันไว้ก่อน"
คำพูดของแม่ทำให้จ้าวหยูซินรู้สึกถึงความเชื่อมโยงลึกซึ้งระหว่างเธอกับหยกนี้ ราวกับว่ามันไม่ได้เป็เพียงสมบัติของตระกูล แต่ยังเป็สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเธอกับอดีต และกับสิ่งที่ยังรอการค้นพบในอนาคต
[1] ทังหยวน (汤圆 / Tāngyuán) ทังหยวนเป็ขนมลูกกลมเล็กที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้ต่าง ๆ เช่น งาดำ ถั่วแดง หรือถั่วลิสง และเสิร์ฟในน้ำขิงร้อน รสชาติหวานละมุนและเผ็ดนิด ๆ จากขิง