แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลงมากระทบต้นเหมยข้างกำแพงตำหนักเหมยฮวา บัดนี้กลับดูซีดเซียวและเย็นเยียบราวกับแสงจากปรโลก ไป๋หลิน ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างไม้ฉลุ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่ถูกตีรัวท่ามกลางพายุหิมะ ดวงตาคู่สวยที่เคยสงบนิ่งดุจน้ำในสระมรณะ บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความตระหนกที่ปนเปไปกับความโหยหา เมื่อจ้องมองไปยังบุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ใต้เงามืดนั้น
“พี่ มู่เฉิน...” เสียงหวานพึมพำแ่เบาจนแทบมลายหายไปกับลมหนาว
ชายผู้นั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์เผยให้เห็นใบหน้าที่คมเข้มทว่าแฝงไปด้วยความกร้านโลก รอยแผลเป็จางๆ ที่พาดผ่านหางคิ้วซ้ายมิได้ทำให้เขาดูน่าเกลียด ทว่ากลับเพิ่มความดิบเถื่อนและน่าเกรงขามดุจราชสีห์ที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน เขาคือ มู่เฉิน อดีตหัวหน้าองครักษ์ประจำตระกูลไป๋ และเป็บุรุษที่ไป๋หลินเคย ‘มอบดวงใจ’ ให้ก่อนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็ฏและถูกสังหารหมู่ (ตามที่นางเข้าใจมาตลอด)
“ไป๋หลิน... เ้าเปลี่ยนไปมากนัก” มู่เฉินกล่าวเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปและขมขื่น
ไป๋หลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ความทรงจำในอดีตที่นางพยายามฝังกลบไว้ด้วยความทะเยอทะยานพุ่งพวยขึ้นมาดุจน้ำป่าไหลหลาก นางนึกถึงััที่อบอุ่นและซื่อสัตย์ของมู่เฉิน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพละกำลังที่รุนแรงของ อาเฉิง หรือความเ็าที่ไร้หัวใจของ ชินอ๋อง
ทว่าในวินาทีที่ความอ่อนแอเริ่มเกาะกินใจ สติของนางก็ดึงนางกลับมาสู่โลกแห่งความเป็จริง... นางกำลังถูกกักขัง! และชินอ๋องกำลังจดจ้องจะปะานางอยู่ทุกเมื่อ!
“ท่านยังไม่ตาย... เหตุใดจึงเพิ่งปรากฏตัวเอาป่านนี้!” ไป๋หลินกระซิบสั่นเครือ แววตาที่เคยอ่อนหวานเปลี่ยนเป็โกรธแค้น “ท่านปล่อยให้ข้าต้องเผชิญกับนรกในจวนอ๋องแห่งนี้เพียงลำพังมานานนับปี!”
มู่เฉินะโขึ้นมาบนขอบหน้าต่างอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบดุจแมวป่า เขาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น แรงบีบของเขาไม่ได้รุนแรงเหมือนอาเฉิง แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘อำนาจที่คุ้นเคย’ ซึ่งทำให้ไป๋หลินรู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าไปทำศึกที่ชายแดนเพื่อหาทางล้างมลทินให้ตระกูลของเ้า... ไป๋หลิน ข้ามารับเ้าแล้ว หนีไปกับข้าเถิด!”
คำชวนนั้นเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่ชโลมใจสตรีที่ถูกกักขัง ทว่าไป๋หลินกลับหยักยิ้มที่มุมปากอย่างเืเย็น... นางไม่ใช่ไป๋หลินผู้ไร้เดียงสาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางคือชายาหลวงที่รู้จักรสชาติของอำนาจและ ‘ความตื่นเต้น’ จากการนอกใจที่ผิดบาป
“หนีหรือ?” นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “จะให้ข้าหนีไปเป็หญิงชาวบ้านที่ยากไร้ หรือเป็นางโจรที่หลบซ่อนตัวในป่าเล่า? พี่มู่เฉิน... ท่านมาช้าไป ในเวลานี้... ข้า้า ‘ชัยชนะ’ มากกว่า ‘อิสรภาพ’!”
มู่เฉินชะงักไป แววตาของเขาสับสนเมื่อเห็นความ ‘เน่าเฟะ’ ที่งดงามในดวงตาของสตรีที่เขาเคยรัก ในขณะที่ทั้งคู่กำลังประจันหน้ากันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารองครักษ์ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดิน!
“พระชายา! ท่านอ๋องรับสั่งให้หม่อมฉันมาตรวจตราความเรียบร้อยเพคะ!” เสียงของ เซี่ยวเหอ ดังขึ้นพร้อมกับการเคาะประตูที่รัวเร็วเพื่อส่งสัญญาณเตือน
“ซ่อนตัวเสีย!” ไป๋หลินสั่ง พลางผลักมู่เฉินให้เข้าไปในเงามืดหลังฉากกั้นห้อง
ไม่กี่อึดใจ ประตูห้องบรรทมก็ถูกผลักออกอย่างรุนแรง ชินอ๋องก้าวเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่เมามายเล็กน้อย กลิ่นสุราคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอายสังหารที่ยังไม่จางหายไปจากเหตุการณ์ในห้องบรรทมเมื่อครู่ เขาจ้องมองไป๋หลินที่ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหึงหวงและแรงปรารถนาที่บ้าคลั่ง
“เ้ายยังไม่นอนอีกหรือ... ไป๋หลิน?” ชินอ๋องเดินเข้ามาประชิดตัวนาง พลางใช้มือหนาเชยคางนางขึ้น “หรือว่าเ้ากำลังรอ ‘ใคร’ อยู่?”
ไป๋หลินแสร้งทำเป็ตัวสั่นด้วยความกลัว ทว่าดวงตาของนางกลับเหลือบมองไปยังเงาหลังฉากกั้นที่มู่เฉินซ่อนตัวอยู่... ความตื่นเต้นที่ได้กระทำสิ่งที่ ‘ผิดบาป’ ต่อหน้าบุรุษถึงสองคนในห้องเดียวกัน ปลุกเร้าสัญชาตญาณความร้ายกาจในตัวนางขึ้นมาอย่างรุนแรง
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันเพียงแต่หนาวเพคะท่านพี่” นางกระซิบเสียงหวาน พลางโน้มตัวเข้าหาแผงอกของชินอ๋องอย่างออดอ้อน
ชินอ๋องหัวเราะหยาบๆ ก่อนจะรวบตัวนางเข้าไปกอดไว้แน่น ััของเขาในคืนนี้เต็มไปด้วยการข่มขู่และการแสดงตัวเป็เ้าของ เขาเริ่มซุกไซ้ซอกคอของนางอย่างรุนแรง ทว่าในใจของไป๋หลินกลับไม่ได้มีภาพของสามีอยู่เลย... นางจินตนาการถึงมู่เฉินที่กำลังเฝ้ามองดูนางถูกชายอื่น ‘ย่ำยี’ จากในเงามืด และจินตนาการถึงอาเฉิงที่กำลังกระหายในร่างกายของนางอยู่ที่เรือนกระจก
ความรู้สึกที่ได้เป็ ‘จุดศูนย์กลาง’ ของความปรารถนาจากบุรุษที่แตกต่างกันสามคน ทำให้นางรู้สึกถึงอำนาจที่เหนือกว่าสิ่งใดในใต้หล้า
‘มองดูสิ พี่มู่เฉิน... มองดูหญิงที่ท่านรักกำลังถูกบุรุษที่ฆ่าล้างตระกูลกระทำตามใจชอบ’ นางคิดด้วยความสะใจที่บิดเบี้ยว
ในขณะที่ชินอ๋องกำลังจมปลักอยู่กับการพยายามร่างกายที่ ‘ไร้ิญญา’ ของนาง มู่เฉินที่หลบซ่อนอยู่หลังฉากกั้นกลับกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาเห็นทุกสิ่ง เห็นความเ็าในดวงตาของไป๋หลิน และเห็นความใคร่ที่น่ารังเกียจของชินอ๋อง
ทันใดนั้น ชินอ๋องก็หยุดชะงักลง เขาจมูกไวราวกับสุนัขล่าเนื้อ แววตาของเขาสบเข้ากับ ‘เศษโคลน’ เล็กๆ ที่ติดอยู่บนพรมใกล้ขอบหน้าต่าง... ร่องรอยจากรองเท้าของมู่เฉิน!
“นี่มันอะไรกัน?” ชินอ๋องปล่อยมือจากไป๋หลิน แววตาที่ขุ่นมัวด้วยสุราเปลี่ยนเป็คมกริบในทันที เขาเริ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง
หัวใจของไป๋หลินแทบหยุดเต้น ทว่านางกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด... นางแสร้งทำเป็เป็ลมล้มพับไปในอ้อมแขนของชินอ๋องทันที!
“ท่านพี่... หม่อมฉัน... เวียนหัวเหลือเกินเพคะ...”
การเบี่ยงเบนความสนใจครั้งนี้ทำให้ชินอ๋องต้องรีบอุ้มนางไปที่เตียง ทว่าในจังหวะนั้นเอง มู่เฉินก็สบโอกาสใช้วรยุทธ์ที่เหนือชั้นลอบออกจากหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของ ‘ความแค้น’ ที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เมื่อชินอ๋องวางนางลงบนเตียงและเริ่มสั่งการให้นางกำนัลเรียกหมอหลวง ไป๋หลินค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความสลัว รอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครเห็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก... เกมนี้สนุกกว่าที่นางคิดไว้มากนัก
วันรุ่งขึ้น ไป๋หลินเรียก อาเฉิง มาพบที่สวนร้างหลังตำหนักภายใต้ข้ออ้างเื่การปลูกดอกไม้เพื่อปรับปรุงฮวงจุ้ยตามคำสั่งของหมอดู ทันทีที่อยู่ลับตาคน อาเฉิงก็พุ่งเข้าหาพระนางด้วยความคะนึงหาอย่างบ้าคลั่ง
“พระชายา... เมื่อคืนกระหม่อมแทบคลั่งที่เห็นทหารล้อมตำหนักท่านไว้” อาเฉิงพึมพำพลางซุกหน้าลงกับหน้าท้องอิ่มของนาง
ไป๋หลินลูบเส้นผมของทาสชายผู้นี้ด้วยความรู้สึกเหมือนลูบสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ ทว่าในแววตาของนางกลับกำลังวางแผนใช้เขาเป็ ‘เหยื่อล่อ’
“อาเฉิง... ข้ามีงานสำคัญให้เ้าทำ” นางกล่าวเสียงเรียบ “ในจวนนี้มี ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ เข้ามา... เ้าจงไปที่โรงครัว และเริ่มปล่อยข่าวลือเื่ ‘ิญญาองครักษ์ตระกูลไป๋’ ที่กลับมาทวงแค้นเสีย... ทำให้ทุกคนหวาดกลัว จนไม่มีใครกล้าเดินในจวนยามวิกาลนอกจากเ้า!”
นางจะใช้ความกลัวเป็เกราะกำบังสำหรับการนัดพบชายชู้ทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน!
ทว่าในขณะที่ไป๋หลินกำลังลำพองใจในกลลวงของตนเอง นางกลับหารู้ไม่ว่า มู่เฉินที่หนีไปได้เมื่อคืน มิได้หนีไปไกลอย่างที่คิด... เขากำลังยืนอยู่บนยอดไม้ใหญ่ จ้องมองดูภาพพระชายาหลวงที่กำลังเริงร่าอยู่กับทาสชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและ ‘ความ้า’ ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
‘หากเ้าเลือกที่จะลงนรก... ข้าก็จะลงไปฉุดเ้าขึ้นมาจากขุมที่ลึกที่สุดเอง ไป๋หลิน!’