ตอนที่ 26 เตรียมต่อเติมบ้าน (1)
ข่าวที่เฉินเสี่ยวหมี่ซื้อเกวียนเทียมล่อมาเล่มหนึ่งแพร่ไปทั่วหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว
เฉินเสี่ยวไช่เดินวนไปมารอบล่อที่ซื้อมาใหม่ “พี่ใหญ่ นี่คือล่อที่ท่านซื้อมาหรือ!”
เฉินเสี่ยวหมี่ยืนเท้าเอว พูดด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ้าง “ใช่แล้ว! เ้าดูสิว่าเ้าตัวนี้แข็งแรงขนาดไหน ต่อไปมันจะเป็ของบ้านเราแล้ว” ในหมู่บ้านมีไม่กี่บ้านที่เลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน สัตว์เหล่านี้จึงเป็สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความร่ำรวย
เฉินเสี่ยวไช่ลูบลำตัวของล่ออย่างระมัดระวัง แล้วพูดว่า “เยี่ยมไปเลย”
เด็กในหมู่บ้านล้วนชอบการเข้าเมือง ได้ตามผู้ใหญ่ในบ้านเข้าเมืองสักครั้ง บิดามารดาก็มักจะซื้อของกินแปลกใหม่ให้ไม่มากก็น้อย ต่อให้ไม่ได้กินของแปลกใหม่ แต่การเข้าเมืองก็ยังได้เห็นสิ่งของแปลกประหลาดมากมาย พอกลับมาสามารถเอาไปอวดเด็กรุ่นเดียวกันได้อีกด้วย
ทุกครั้งที่เฉินเสี่ยวหมี่เข้าเมืองมักจะเดินเท้าไป เฉินเสี่ยวไช่ยังเด็ก เขาจึงไม่สะดวกจะพาอีกฝ่ายไปด้วย
ั้แ่เฉินเสี่ยวไช่โตมาจนป่านนี้ เคยติดตามไปตลาดในเมืองเพียงครั้งเดียวซึ่งก็คือตอนที่บิดายังมีชีวิตอยู่ แต่ความทรงจำในตอนนั้นเลือนรางเต็มที
แม้เฉินเสี่ยวไช่จะอยากเข้าเมืองมาก แต่สภาพทางบ้านค่อนข้างลำบาก เขาจึงไม่เคยเอ่ยปากขอสิ่งที่เกินตัวกับพี่ใหญ่ แต่เมื่อมีล่ออยู่ สถานการณ์ก็ต่างออกไปแล้ว
เฉินเสี่ยวไช่เดินวนรอบล่ออยู่นานมากกว่าจะละสายตาจากมันได้ “พี่ใหญ่ ท่านซื้อผ้านวมใหม่นี่!”
“ลู่หลินป่วยหนักเพิ่งหายดี ไม่อาจโดนลมเย็น เอาผ้าห่มผืนนี้ไปให้เขาห่มเถอะ”
เฉินเสี่ยวหมี่คิดในใจว่า ‘ชาติก่อนลู่หลินน่าจะเป็คุณชายใหญ่ที่ไม่อาจทนลำบากผู้หนึ่ง ตอนนี้ได้พึ่งบุญวาสนาของอีกฝ่ายจึงหาเงินได้มากมายขนาดนั้น พยายามอย่าเอาเปรียบอีกฝ่ายจะดีกว่า เงินส่วนใหญ่ที่หาได้ใน่นี้มาจากการขายของในห้องเล็กๆ นั่นทั้งสิ้น’ นี่ทำให้เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่าตนเองกำลังเอาเปรียบลู่หลินอยู่อย่างไรไม่รู้
เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่าลู่หลินเหมือนผีที่หนาวตายมาเกิดใหม่ ทั้งวันเอาแต่ร้องว่า หนาวอ่า! หนาว!
เฉินเสี่ยวหมี่เคยได้ยินลู่หลินบอกว่า ทางฝั่งพวกเขามีของประหลาดอย่างหนึ่งเรียกว่า ‘เครื่องปรับอากาศ’ หน้าร้อนพ่นลมเย็นได้ หน้าหนาวก็พ่นลมอุ่นออกมา ในบ้านไม่ว่าเป็เวลาไหนต่างอาศัยอยู่ได้อย่างสบาย เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกว่าลู่หลินคุยโวเกินจริง ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าน่าจะเป็ความจริง
เฉินเสี่ยวไช่มองเฉินเสี่ยวหมี่ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เดิมทีเขาเข้าใจว่าพี่ใหญ่ซื้อผ้านวมผืนใหม่มาให้เสี่ยวม่าย ผลกลับกลายเป็ว่าให้ลู่หลิน เื่ที่อีกฝ่ายป่วยผ่านมานานแล้วกระมัง เ้าหมอนั่นตอนนี้ดูแข็งแรงมีชีวิตชีวาดีนี่
หลังจากเื่ที่เฉินเสี่ยวหมี่ซื้อล่อมาหนึ่งตัวถูกลือออกไป คนในหมู่บ้านต่างตื่นตะลึงกับความร่ำรวยของเฉินเสี่ยวหมี่ เพิ่งจะซื้อคนมาหนึ่งคน คิดไม่ถึงว่าจะซื้อล่อมาอีกหนึ่งตัว
พอรวมเข้าด้วยกัน น่าจะหมดไปสิบกว่าตำลึงแล้ว
ในหมู่บ้านฮือฮากันอยู่สักพัก มีหลายคนเห็นว่าก่อนหน้านี้เื่ที่ลู่หลินบอกว่าหวังซื่อขโมยเงินน่าจะเป็ความจริง เฉินเสี่ยวหมี่มีเงินขนาดนี้ หวังซื่อเห็นเงินแล้วตาโตก็เป็ไปได้อย่างยิ่ง
ยิ่งกว่านั้น เฉินเสี่ยวม่ายบอกว่าหวังซื่อขโมยเงิน คนส่วนใหญ่ล้วนเห็นว่า คำพูดเด็กนั้นไร้เดียงสา เขาไม่มีทางโกหก
ตอนนี้มีคนเอาเื่ที่เฉินเสี่ยวหมี่ได้เงินจากการขายสุราในเมืองมาพูดคุยกันปากต่อปาก
มีชาวบ้านบางคนเข้าเมืองไปทำงาน ลองสอบถามพวกเขาเื่ที่เฉินเสี่ยวหมี่ไปขายสุราดูสักหน่อยก็รู้แล้ว
เื่นี้ทำให้ผู้คนไม่น้อยอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก ทุกคนที่เดิมทีเคยคิดจะส่งลูกชายบ้านตนไปเป็เขยแต่งเข้าของบ้านเฉินเสี่ยวหมี่พากันปวดใจขึ้นมา เพราะพวกเขาพบว่าคนคนนี้เป็คู่ชีวิตที่ร่ำรวยผู้หนึ่ง ให้ลูกชายแต่งเข้าบ้านไป ไม่แน่ว่าอาจได้เสพสุขไปด้วย
พอหวังซื่อได้ฟังสถานการณ์ทางฝั่งเฉินเสี่ยวหมี่ ก็โกรธจนเจ็บหน้าอกจริงๆ
คราวก่อนคนในบ้านต่างคิดว่านางเห็นเงินแล้วตาโต ไม่ว่านางจะร้องะโว่าถูกใส่ร้ายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ
เมื่อก่อนตอนลูกชายคนรองตระกูลลู่ยังมีชีวิตอยู่ หวังซื่อชอบแกล้งป่วยเพื่อให้เขามาเอาใจ คราวนี้โกรธจนเจ็บหน้าอกล้มป่วยจริงแล้ว แต่คนในบ้านกลับคิดว่านางแกล้งทำ
“ท่านแม่ นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินเสี่ยวหมี่จะมีเงินขนาดนี้” ลู่ถงไปหาลู่หลินหลายครั้ง แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ท่านย่าไปหาลู่หลินก็ถูกทำให้อับอาย เื่นี้ทำให้ในใจลู่ถงเป็ทุกข์มาก
ทังซื่อขมวดคิ้วมุ่น พูดว่า “ใช่สิ! ยังโดนเ้าเด็กสารเลวนั่นเอาเปรียบจริงๆ เ้าคนเนรคุณ อยู่กับเฉินเสี่ยวหมี่แล้วพูดจาเหลวไหล ทำลายชื่อเสียงท่านย่ากับพี่ชายเ้า” หลังจากเื่ที่หวังซื่อขโมยของแพร่ออกไป ทังซื่อก็พลอยอับอายขายหน้าไปด้วย ทำให้่นี้นางไม่อยากออกจากบ้านไปไหน
“ท่านแม่ ท่านว่าที่ท่านย่าพูดนั้นจริงหรือไม่ ที่ว่าลู่หลินใส่ร้ายนาง”
ทังซื่อขมวดคิ้ว พูดว่า “น่าจะไม่ใช่กระมัง เดิมทีลู่หลินแต่งให้เฉินเสี่ยวหมี่ ทุกคนก็คือครอบครัวเดียวกัน ท่านย่าเ้าหยิบของของลู่หลินแล้วอย่างไร บอกว่าเป็การขโมยก็รุนแรงเกินไป” โดยส่วนตัวแล้วทังซื่อรู้สึกว่า หวังซื่อแค่หยิบของไปเท่านั้น ไม่คิดว่าเป็การขโมยสักนิด
ลู่ถงกลอกตาทีหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่รู้สึกว่า หลังจากลู่หลินญาติผู้พี่คนนี้รอดชีวิตจากการจมน้ำมาได้คราวนี้ ก็ดูไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้ว
หลังจากสร้างเตียงเตาเสร็จ ลู่หลินก็ได้ขึ้นไปนอนบนนั้น เฉินเสี่ยวไช่ไม่รู้ว่าลู่หลินตั้งใจหรือไม่ พอนอนหลับไปแล้วก็มักโผเข้าหาพี่ใหญ่อยู่เรื่อย ทำเอาพี่ใหญ่หน้าแดงอยู่บ่อยครั้ง
เฉินเสี่ยวไช่ยังเด็ก แต่ก็พอรู้ว่าพี่ใหญ่กับลู่หลินแต่งงานกันแล้ว เมื่อแต่งงานก็จะทำเื่ที่ผู้ใหญ่ทำกัน เขากับเสี่ยวม่ายจึงกลายเป็ก้างขวางคอ
เมื่อลู่หลินตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พบว่าตนเองกำลังกอดเฉินเสี่ยวหมี่อยู่ ทั้งยังใช้อวัยวะบางอย่างดุนดันอีกฝ่าย ชั่วขณะนั้นทำเอาทั้งสองทำหน้าไม่ถูกอยู่บ้าง
เฉินเสี่ยวหมี่ผลักลู่หลินออก ทำหน้าตึง สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป
ลู่หลินรู้สึกว่าที่นี่เป็สมัยโบราณ ไม่มีรายการบันเทิงอะไร ความสุขเพียงหนึ่งเดียวก็น่าจะเป็การปั๊มลูก ดังนั้นเขาควรรีบคิดหาทางไล่เฉินเสี่ยวไช่กับเฉินเสี่ยวม่ายออกไป เ้าตัวเล็กสองคนนี้เกะกะเกินไปจริงๆ มีพวกเด็กๆ อยู่ด้วย เขาจะสลัดสถานะหนุ่มพรหมจรรย์ได้อย่างไร