ตอนที่ 16
เพดานไม้้าเริ่มมีบางอย่างเขย่าเล็กน้อย สุนธราที่มีััไวกว่าผู้ใช้ไสยเวทย์ทั่วไป เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป้าด้วยท่าทีสงสัย จากนั้นก็ใช้เวทย์อาคมปล่อยขึ้นไปสำรวจความผิดปกติทันที
ประกายแสงวาบหนึ่งพลันปรากฏ คนทั้งหมดที่อยู่ในห้องรีบลุกขึ้นยืนตั้งหลักอย่างว่องไว อังเตหันมามองเงาร่างของเกาลัดก็พบว่าหญิงสาวได้หายไปแล้ว
เขาเหมือนหัวใจหล่นวูบลงเหวทันใด ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ั์ตาดำสนิทพลันมีกองไฟลุกโชน
อีกด้านหนึ่งพบว่าสุนธราและคนคุ้มกันโวยวายเสียงดัง เพราะอยู่ๆก็มีใยแมงมุมคลุมตัวพวกเขาไว้ เส้นใยแมงมุมคล้ายมีเวทย์อาคมแก่กล้านัก ยิ่งผู้ที่มันโจมตีขยับเขยื้อนเมื่อไหร่ก็ถูกมันรัดมากขึ้นเท่านั้น
สุนธราเริ่มทนไม่ไหวจึงใช้ร่ายเวทลับของตนสลายใยแมงมุมปีศาจนั้นทันที
อังเตเมื่อรู้ว่าเกาลัดหายไป จึงวิ่งตามเงาดำสายหนึ่งออกไปทางหน้าต่าง เงาดำนั้นกลับตรงไปยังตรอกเล็กใกล้ท่าเรือ คล้ายว่าพลังเวทย์ของผู้นั้นเริ่มอ่อนลง มันจึงหยุดวิ่งไม่ไปต่อ จากนั้นเงาดำอันเลือนราง จึงค่อยๆปรากฏเงาร่างมนุษย์สองคนขึ้นมา
ผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็สตรีรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่ง ใบหน้าและดวงตาของนางคมดุ หญิงสาวยิ้มยิงฟันอย่างเ้าเล่ห์ เหมือนกับว่าเมื่อเห็นรอยสักบนใบหน้าของอังเตก็รู้ทันทีว่าเขาเป็ใคร
ด้านหลังของนางพบว่ามีคนผู้หนึ่งหลบซ่อนไว้อย่างมิดชิด อีกฝ่ายกำลังพยายามดันตัวออกมาจากแผ่นหลังของสตรีผู้นั้น
ท่ามกลางบรรยากาศเริ่มมืดสลัว แต่อังเตกลับมองเห็นคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำ นางปรายตามองมายังอังเตด้วยสีหน้าโกรธเคืองบางอย่าง
เป็นาง เกาลัด..
ชายหนุ่มขยับฝีเท้ากำลังจะเข้าไปใกล้ ก็ถูกสตรีหน้าดุผู้นั้นกล่าวเสียงดังขึ้นว่า “เห๊อะ ที่แท้ก็เป็ทายาทคนสำคัญของเผ่าพยัคฆ์ดำ เ้าจักษาปล่อยลูกสุนัขของตนออกมาวิ่งเล่นข้างนอกเช่นนี้ ไม่กลัวจะถูกจัดการเอาง่ายๆหรอกหรือ ฮ่าๆ”นางพลันหัวเราะลั่น
“ปล่อยตัวนางมา” อังเตกล่าวเสียงเข้ม
สตรีหน้าดุหันมามองเกาลัด พลางส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายกล่าวอะไรขึ้นบ้าง เกาลัดถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำยังเกาะแขนของนางไว้แน่น ราวกับว่าหญิงสาวไม่อยากอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
อังเตเริ่มร้อนใจพร้อมส่งเสียงเรียกถามนางอยู่หลายคำ ก่อนที่เกาลัดจะตัดสินใจกล่าวกับเขาขึ้นว่า “พวกท่าน้าแค่สิ่งนั้นที่อยู่ในตัวข้า จากนั้นก็ฆ่าข้าทิ้งสินะ ข้าคิดว่าท่านจะหวังดีกับข้าเสียอีก แต่สุดท้ายก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น”
เกาลัดเริ่มน้ำตาคลอเบ้า สตรีหน้าดุผู้นั้นก็พยายามกันนางไว้เพื่อให้หลบอยู่ด้านหลัง
“สิ่งที่เ้าได้ยิน ข้าอธิบายทุกอย่างได้” อังเตสวนกลับทันใด เขาไม่อยากให้นางเข้าใจเขาผิดมากไปกว่านี้ ชายหนุ่มย่อมมีเหตุผลและคำอธิบายให้กับเกาลัดเข้าใจ
สตรีหน้าดุผู้นี้เกาลัดเรียกนางว่าพี่เชาวา นางได้รับคำสั่งจากปาเนียงมาช่วยเกาลัดจากคนของเผ่าพยัคฆ์ดำ เชาวาเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับต้น และนางก็ถือว่าเป็ลูกศิษย์ฝีมือฉกาจคนหนึ่งของปาเนียง การทำให้คนของเผ่าพยัคฆ์ดำหัวปั่น นางก็ยิ่งมีความรื่นเริงและสาแก่ใจยิ่งนัก
ระหว่างนั้นลมหมุนหอบใหญ่ก็พัดเข้ามาใกล้ เงาร่างสีดำร่างหนึ่งก็กระโจนออกมาจากลมหมุนทันใด
เสียงทุ้มดังอันไพเราะของบุรุษคนหนึ่ง ก็พลันเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรน “รีบไปกันเถิด ข้ารั้งพวกนั้นไม่ได้แล้ว”
ผู้มาใหม่เป็ชายหนุ่มร่างสูงกำยำ คิ้วเข้มหนา ดวงตาคมดุเช่นเดียวกันกับเชาวา และที่สำคัญชายหญิงปริศนาคู่นี้หน้าตาคล้ายกันอยู่หลายส่วน
อังเตไม่เข้าใจว่าเกาลัดไปรู้จักกับคนประหลาดพวกนี้ได้อย่างไร หากมองดูผิวเผินแล้วทั้งสองคนนี้น่าจะเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับใกล้เคียงกันกับเขา
ไม่นานสุนธรากับคนคุ้มกันก็ตามมาถึง เขาชี้หน้าก่นด่าชายหนุ่มร่างสูงผู้นั้นทันที สภาพของพวกเขานอกจากจะมีเศษใยแมงมุมเต็มตัวแล้ว ก็มีของเหลวสีดำราดลงมาจากศีรษะ ทำให้ทั้งใบหน้าและลำตัว้าปนเปื้อนไปด้วยน้ำสีดำกลิ่นเหม็นเน่า
เชาวาเมื่อได้เห็นก็กลั้นขำเล็กน้อย แต่สีหน้าของนางยังคงวางท่าดุดันไม่เปลี่ยน
นางกล่าวตำหนิผู้เป็น้องชายในใจ ‘เ้าเล่นแรงเกินไปแล้ว ถ้าเราไม่รอดครั้งนี้ก็เป็เพราะเ้าคนเดียว!’
เชาวาเมื่อเห็นว่าสุนธรากำลังจะร่ายเวทออกมาเพื่อเริ่มโจมตี นางพลันรีบคว้าตัวของเกาลัดมายืนบังด้านหน้าตนไว้
จากนั้นก็ใช้มือจับเหรียญคุมิญญาที่ห้อยบนคอของหญิงสาวขึ้นมา เชาวากล่าวเย้ยหยันอีกฝ่ายไปว่า “ถ้าคิดจะตายไปพร้อมกันก็เข้ามาเลย”
นางกำลังใช้เหรียญคุมิญญาเพื่อข่มขู่พวกเขา คนของเผ่าพยัคฆ์ดำย่อมรู้ดีว่าหากปราศจากสิ่งนี้แล้ว การปรากฏอีกร่างหนึ่งของเกาลัดย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สุนธราสีหน้าถมึงทึงพลางหยุดมือของตนชั่วคราว เขาด่ากราดเสียงดังไปว่า “สู้ไม่ได้กลับมาใช้วิธีสกปรก ผู้ใดส่งพวกเ้ามากันแน่!”
“ใจเย็นพวกท่านทั้งหลาย เราก็แค่ขอยืมตัวสาวน้อยคนนี้มาดูแลชั่วคราว ไม่ได้มีเจตนาก่อกวนพวกท่าน โปรดอภัยด้วยขอรับ”
ชายหนุ่มผู้นี้นามว่าเชาวี เป็น้องชายฝาแฝดของเชาวา ทั้งน้ำเสียงและกิริยาท่าทางเป็มิตรของเขา แลดูจะขัดกับหน้าตาอันแสนดุดันนั้นเหลือเกิน
อังเตแทบจะเืขึ้นหน้า เขาอุตส่าห์พาเกาลัดมาถึงเกือบครึ่งทางแล้ว กลับยังมีมารผจญมาขัดขวางเสียได้ ทว่าเกาลัดเหมือนจะคุ้นเคยกับพวกเขาเป็อย่างดี
ส่วนเวทย์อาคมนิทราของท่านอาของเขาไม่น่าจะเกิดผิดพลาดอะไร ยกเว้นแต่ว่ากายของเกาลัดต่อต้านพลังเวทย์ผู้อื่น หรือนางกับสหายสองคนนี้วางแผนกันมาก่อนหน้านี้แล้ว
“เผ่าพยัคฆ์ดำของเราไม่ค่อยมีโอกาสได้ต่อรองกับผู้ใด พวกท่านทั้งสองจะยอมบอกเจตนาที่แท้จริงกับพวกข้าได้หรือไม่” อังเตเอ่ยถาม ขณะที่เขาเลื่อนสายตามองมายังเกาลัด แววตาของนางเ็าเกินกว่าจะเหมือนกับคนที่กำลังถูกจับเป็ตัวประกัน
เชาวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “พวกข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง การที่เผ่าพยัคฆ์ดำหลอกล่อเด็กสาวเพื่อผลประโยชน์ของตน นับเป็เื่มีเกียรติหรอกหรือ หากเป็เช่นนี้จริง ข้าก็จะได้ป่าวประกาศให้ผู้คนได้ทราบ”
เมื่อเชาวากล่าวจบ สุนธราก็ขึ้นเสียงตอบโต้อีกฝ่าย จนอังเตรีบทำท่าทีห้ามปรามทันใด นางกล้าลบหลู่เกียรติของเผ่าพยัคฆ์ดำถึงเพียงนี้เชียวหรือ หากวันนี้เขาไม่ได้สังหารนาง ก็คงไม่มีหน้ากลับไปเผ่าพยัคฆ์ดำของตนแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นสุนธราก็เริ่มเดินปราณภายใน เขาร่ายเวทย์อาคมลับขั้นสูงของเผ่าออกมา อังเตรู้ว่าเวทย์พลังนี้เสมือนเป็เขี้ยวเล็บของสุนธรา หากไม่ถึงเวลาคับขัน คนอย่างสุนธราก็ย่อมไม่นำเวทย์อาคมนี้ออกมาใช้
ในตอนนี้ถึงต่อให้เกาลัดถูกจับตัวไว้ สตรีหน้าดุผู้นี้ก็ไม่น่าจะรอด..
เวทย์อาคมสีม่วงแดงกลุ่มหนึ่งหลั่งไหลออกมาจากหน้าอกของสุนธรา เขาใช้มือดึงพลังนั้นออกมาอย่างรวดเร็ว จนฝ่ามือของเขาถูกพลังนั้นยึดจับเป็ก้อนกลมขนาดใหญ่
สุนธราสายตาเหี้ยมเกรียมขณะมองมายังเชาวา นางแค่นเสียงหัวเราะร่า สีหน้ากลับไม่เกรงกลัวเวทย์อาคมของสุนธราแต่อย่างใด
เชาวาผลักเกาลัดให้ไปอยู่ใกล้เชาวีที่อยู่ด้านหลัง แล้วเดินขึ้นหน้าสองก้าว จากนั้นนางก็เริ่มกางเขตเวทย์อาคมเพื่อเป็ม่านอำพรางบริเวณนี้ไว้
เปลวไฟปริศนากลุ่มหนึ่งแผ่ลามออกมาจากเขตเวทย์อาคมนั้นอย่างรวดเร็ว เปลวไฟนั้นไม่ได้เปลี่ยนร่างเป็สัตว์ชนิดใด แต่มันกลับเปลี่ยนรูปร่างเป็มีดคมกริบนับพันเล่ม มีดพวกนั้นมันเจาะลงไปใต้พื้นดิน อีกส่วนก็แหวกอากาศตรงมายังสุนธราอย่างรวดเร็ว
สุนธราพอเห็นสิ่งนั้นก็พอจะเดาทางออก เขารีบแบ่งพลังม่วงแดงในมือเขาออกเป็สองกลุ่ม พลังกลุ่มแรกมันตรงเข้าปะทะกับใบมีดที่พุ่งเข้ามาตรงหน้า ส่วนอีกกลุ่มก็มุดลงใต้ดิน
พลังใบมีดของเชาวาที่เจาะลงใต้ดินนั้น มันชอนไชคล้ายงูเลื้อยตรงเข้าจัดการคนของเผ่าพยัคฆ์ดำทันที อังเตไม่มีเวลาที่จะรั้งได้นาน เขาจึงรีบร่ายเวทย์อาคมของตนเข้าจัดการพวกมัน
จากนั้นเมื่อเห็นว่าใบมีดที่คล้ายงูปีศาจเริ่มล่าถอย อังเตใช้เวทย์อำพรางกาย ตรงเข้าไปหาเกาลัดกับเชาวีที่อยู่อีกด้าน
เชาวีเมื่อรู้ว่ากำลังมีบางสิ่งตรงเข้ามา ชายหนุ่มพลางะโลั่นแล้วก็จับหัวไหล่ของเกาลัดให้มาหลบด้านหลังตน
เกาลัดย่อมรับรู้ถึงอันตราย จึงรีบเบี่ยงตัวมาหลบด้านหลังอย่างว่องไวเช่นกัน ม่านไร้สภาพที่อยู่ตรงหน้าเชาวีนั้น มันเป็สิ่งมีชีวิตไร้รูปร่าง แต่พลังกดดันกลุ่มหนึ่งแผ่กลิ่นอายออกมาอย่างชัดเจน
ขณะที่เชาวีกำลังจะร่ายเวทป้องกัน ตัวเขากลับถูกสิ่งนั้นโจมตีเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างเชาวีพัดปลิวกระเด็นไปอีกฝั่ง ม่านไร้สภาพนั้นก็พลันรวมกลุ่มกันเป็ร่างอังเต ดวงตาของเขาทะมึนดำ รอยสักบนใบหน้าชายหนุ่มคล้ายมีระลอกคลื่นประหลาดเคลื่อนไหวอยู่
เมื่อเขาจัดการเชาวีได้แล้ว ชายหนุ่มก็หันมาจับจ้องเกาลัดทันที
“ไปกับข้าเกาลัด.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่ยอมให้เ้าเป็อะไรแน่นอน ข้าสัญญา”
สายตาของเกาลัดแข็งกร้าวอยู่หลายส่วน อังเตมองไม่เห็นความสดใสเหมือนอย่างเช่นเคยอีกแล้ว อังเตเดินหน้าเข้าไปหาเกาลัด แต่หญิงสาวกลับถอยหลังไปหลายก้าวอย่างคนหวาดระแวง
จังหวะนั้นเองเชาวีก็พลันวิ่งเข้ามาใกล้ จากนั้นก็รีบร่ายเวทย์อาคมโจมตีอังเตทันใด
อังเตใช้เวทย์ป้องกันได้ทัน คนผู้นี้มีกลิ่นอายพลังเวทย์ต่ำกว่าเขาขั้นหนึ่ง แต่กลับมีเวทย์อาคมแปลกประหลาดต่อสู้กับเขาได้อย่างทัดเทียม
ยังไม่ทันที่อังเตจะโต้กลับ แสงวูบวาบกลุ่มหนึ่งเคลื่อนเข้ามาอย่างฉับไว อังเตแสบชาที่ใบหน้า พอลูบคลำดูกลับพบว่าเป็ของมีคมชนิดหนึ่งเฉียดผ่านใบหน้าของเขาไป แผลเล็กน้อยนั้นทำให้พลังเวทย์ในกายของเขาปั่นป่วนขึ้นมา
เชาวายืนประจันหน้าอังเต นางเท้าสะเอวเหลือบมองชายหนุ่มอย่างขึงขัง สายตาดุกร้าวนั้นเหมือนกำลังท้าทายอีกฝ่าย
“ญาติของเ้าไม่ได้เื่เสียเลย” พอนางกล่าวจบ อังเตก็หันไปอีกด้านก็พบว่าสุนธรากำลังใช้เวทย์อาคมของตนต่อสู้กับใบมีดปีศาจพวกนั้น แม้แต่วิชาไสยเวทย์ขั้นสูงของเผ่าพยัคฆ์ดำก็ต้านทานคนพวกนี้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ
อังเตยกมุมปากเล็กน้อยพลางกล่าวตอบ “หึ คิดว่าแค่นี้ก็ยกหางตัวเองได้แล้วหรือ” เขาไม่พูดพร่ำให้มากความ ฝ่ามือของเขาพลันอุ่นร้อนขึ้นมา อสูรไฟขนาดใหญ่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว มันม้วนตัวตรงเข้าหาเชาวาที่อยู่ตรงหน้า
เชาวาไม่ได้หาที่หลบหรือร่ายเวทย์อาคมป้องกัน นางร้องเรียกเกาลัดที่อยู่ด้านหลังคำหนึ่ง ก่อนที่เกาลัดจะวิ่งออกมายืนขวางหน้าเชาวาเอาไว้ อสูรไฟรับรู้จากจิตของอังเต แต่มันกลับไม่อาจยับยั้งพลังของตัวเองไว้ได้ทัน ร่างอสูรไฟมันมุ่งตรงเข้าจู่โจมศัตรูที่อยู่ตรงหน้าอย่างฉับพลัน
โฮกกก...!!
เสียงแผดดังของอสูรไฟดังกึกก้อง ร่างของมันถูกสลายกลายเป็ฝุ่นควันในชั่วพริบตา อังเตเจ็บแปลบ่อกเล็กน้อย มิใช่พลังในตัวของนางที่ต้านอสูรไฟได้ แต่มันคือเหรียญคุมิญญาที่นางสวมใส่ไว้ต่างหาก
อังเตพลันคิดเป็ห่วงเกาลัด เขาจึงรีบวิ่งฝ่ากลุ่มควันเข้ามาหานางทันที..
เมื่อมาถึงบริเวณนั้น อังเตก็พบกับความว่างเปล่า เขตม่านอาคมก็ถูกปลดออกมาแล้ว เวทย์อาคมที่โจมตีสุนธราก็หายไป สภาพตรอกที่อยู่ตรงหน้ากลับนิ่งเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนคุ้มกันที่ติดตามมาเริ่มออกค้นหาร่องรอยของพวกเขาทันที
สุนธราเดินเร็วเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยอย่างคับแค้นใจ “ข้าบอกให้ใช้เวทย์เปิดอุโมงค์อากาศเสียั้แ่แรก เ้าพวกนั้นไม่น่าจะใช่คนของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจ แต่ที่น่าสงสัยก็เห็นจะเป็เ้าเมืองโกนิลตาเดียวผู้นั้น”
อังเตขบกรามแน่น ั์ตาสีเข้มฉายแววเคียดแค้นขึ้นมา อองทีคงจะรู้จากปาเนียงว่าเขาพาเกาลัดมาอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่ส่งคนมาดักทางเขาถึงที่นี่
สักพักคนคุ้มกันของเผ่าพยัคฆ์ดำกลุ่มหนึ่ง ก็กลับมารายงานความคืบหน้า พวกเขายืนยันว่าพบร่องรอยทั้งสามคนที่ฝั่งท่าเรือที่อยู่ท้ายสุด และอาจเดินทางออกจากท่าเรือไปแล้ว โดยมีพยานพบเห็นว่าเป็เรือสำเภาสินค้าอิสระ มุ่งหน้าสู่แดนทางใต้
สุนธราคาดเดาไว้ไม่มีผิดจึงสั่งให้คนติดตามแกะรอยเพิ่ม รวมถึงให้สายลับเฝ้าดูความเคลื่อนไหวกลุ่มของอองทีร่วมด้วย ส่วนเขากับอังเตและคนคุ้มกันคนอื่น จะนั่งเรือสำเภาติดตามออกไป
หากพวกเขาเดินทางลงแดนทางใต้ด้วยเส้นทางอื่น คงไม่อาจพบร่องรอยของเกาลัดได้ หากนางอยู่กับอองทีจริง เผ่าพยัคฆ์ดำคงต้องเตรียมข้ออ้างในการละเมิดพันธสัญญานั่นแล้ว
ฝุ่นดินคละคลุ้งจนหญิงสาวมองเห็นเบื้องหน้าไม่ถนัดตา อากาศแห้งแล้งและไร้พืชพรรณสีเขียว มีเพียงแตู่เาโล่งเตียนกับดินกรวดสีส้มแดงจนเหมือนกับภาพวาดในจินตนาการ เกาลัดขยี้ตาพร้อมปัดฝุ่นตามตัวที่เปื้อนเกรอะออก นางมองซ้ายขวากลับไม่เห็นแม้เงาของผู้ใด
ทำไมนางถึงมาอยู่ในดินแดนเปลี่ยวร้างแห่งนี้ มิใช่ว่านางอยู่ใจกลางการต่อสู้ระหว่างพี่น้องฝาแฝดกับคนของเผ่าพยัคฆ์ดำหรอกหรือ
เกาลัดพลันรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก นางจึงเดินมุ่งหน้าไปยังเส้นทางแห่งหนึ่ง เพื่อตามประกายแสงอันริบหรี่จากยอดเขาหัวโล้นที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกลมากนัก แสงนั้นอาจเกิดจากเวทมนตร์หรืออาคมของผู้ใดผู้หนึ่งก็เป็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเกาลัดกลับพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างร้องเรียกให้นางขึ้นไปบนยอดเขาให้ได้
ขณะที่เกาลัดกำลังยืนเหม่อมองอยู่ใกล้ตีนเขาหัวโล้นลูกนั้น ไม่นานนักท้องฟ้าที่สว่างจ้ากลับเริ่มครึ้มลง สัญญาณนั้นบ่งบอกว่าอันตรายกำลังย่างกรายเข้ามาถึง
ฉับพลันปรากฏเงาร่างประหลาดตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากหินกรวดนั้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายของมันใหญ่โต ผิวกายขรุขระ หน้าตาคล้ายมนุษย์ั์โบราณ
เกาลัดยืนอ้าปากค้างแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น กว่าที่นางจะตั้งสติได้มนุษย์ั์มันก็ใช้ดาบยาวขึ้นสนิมเล่มหนึ่งฟาดกลางศีรษะของนางไปอย่างแรง เกาลัดได้แต่ตื่นใและรู้สึกแสบคันเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงรีบวิ่งปรี่ขึ้นไปบนเนินเขาลูกนั้นทันที
แต่ยังไม่ทันที่เกาลัดจะวิ่งไปถึงเป้าหมาย เสียงกระหืดกระหอบน่าสะพรึงกลัวของบางอย่างกำลังติดตามมา มนุษย์ั์ตัวนั้นมันวิ่งก้าวะโไล่ตามหญิงสาวมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้นางสะดุดล้มลง
มนุษย์ั์แยกเขี้ยวเล่มใหญ่ออกมาอย่างโกรธแค้น มันใช้ดาบขึ้นสนิมเล่มเดิม เพื่อหวังจะปลิดชีวิตเกาลัดให้ได้
ระหว่างนั้นมีเสียงโวยวายของชายคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เชาวีที่ไร้ซึ่งอาวุธใดๆ เขาได้แต่สาวหมัดเข้ากลางหลังของมนุษย์ั์เพื่อให้มันยอมแพ้ แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม ตัวประหลาดนั้นไม่มีทีท่าร่างกายจะโอนเอนแต่อย่างใด มันหันหลังกลับมาเพื่อเล่นงานชายหนุ่มทันที
เกาลัดได้ยินเพียงเชาวีะโมาหานาง เพื่อให้วิ่งขึ้นไปบนยอดเขาให้ได้ เสียงนั้นคล้ายแรงผลักให้หญิงสาววิ่งไปข้างหน้า จากเนินเขาลาดชันที่แทบปีนขึ้นไม่ได้ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็พื้นที่ราบอย่างน่าประหลาด
เมื่อเกาลัดมาถึงเขาลูกนั้นแล้ว ความรู้สึกของนางกลับหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ประกายแสงปริศนานั้นได้ดับวูบไปแล้ว หลงเหลือเพียงไอหมอกสีขาวท่ามกลางความเวิ้งว้างบนยอดเขานั้น
ครั้นเมื่อสายลมหอบหนึ่งพัดพาไอหมอกเริ่มจางหายไป เงาสะท้อนของบางสิ่งเริ่มปรากฏ สถานที่แห่งนี้เกาลัดคล้ายรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
ริมผาแห่งนั้น... ต้นไม้ใหญ่สีขาวที่เคยตระหง่านยิ่งใหญ่ ในตอนนี้มันกลับยืนต้นตาย กิ่งก้านของมันเริ่มผุพังจนแทบเหลือแต่เพียงลำต้น
เกาลัดทรุดกายนั่งร้องไห้ หญิงสาวย่อมรู้ว่าต้นไม้สีขาวนั้น คือต้นเดียวกันกับที่เคยเจอกับพยัคฆ์ขาวทุกครั้งที่อยู่ในความฝัน
หรือว่าพยัคฆ์ขาวจะตายแล้ว..
เกาลัดพลันลืมตาตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความฝัน ดวงตาของนางเปียกชื้น รอบกายของนางเหมือนรู้สึกโคลงเคลง ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนตลอดเวลา หญิงสาวนอนอยู่ฟูกนุ่มบนเตียงในห้องแห่งหนึ่ง
พอเกาลัดดีดตัวขึ้นมานั่งก็พบว่ามีใครคนหนึ่ง นำเม็ดยาหวานหอมมายัดเข้าปากนางอย่างรวดเร็ว “ตื่นจากฝันแล้วหรือ ยานี่เ้ารีบกลืนซะ”
เชาวาเข้ามานั่งข้างๆเกาลัด นางใช้มือลูบหลังหญิงสาวไปมา เกาลัดคล้ายจะกลืนเม็ดยานั้นลงไปแล้ว ความรู้สึกวิงเวียนและชวนจะอวกนั้นก็พลันหายไปทันที เชาวากล่าวลอยๆไปว่ามันเป็ยาวิเศษที่ช่วยเื่อาการเมาเรือ กินเม็ดเดียวอยู่ได้นานหลายวัน
เชาวีที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาเพิ่งออกจากสมาธิ จึงบิดตัวไปมาพลางะโว่า “มนุษย์ั์ตัวนั้น เ้าเคยฝันถึงมันมาก่อนหรือไม่”
เกาลัดครั้นได้ยินก็พลันมีท่าทีประหลาดใจ จนชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้พลางกล่าวเบาๆต่อว่า “เห็นว่าเ้ากำลังฝันร้าย ข้าเลยเสี่ยงใช้วิชาถอดจิตไปช่วยเ้าในความฝัน เอ่อ..อันที่จริงข้าถูกบังคับมาน่ะ”
เชาวีหันมองผู้เป็พี่สาว ขณะที่นางลุกขึ้นไปเก็บของบางอย่างที่มุมห้อง
“มิน่าล่ะ ข้าถึงเห็นท่านในความฝันด้วย แต่..เื่เ้ามนุษย์ั์นั่น ข้าเพิ่งจะเคยฝันเห็นเป็ครั้งแรก” เกาลัดผ่อนเสียงลง นางหลุบตาต่ำครุ่นคิดเื่ความฝันประหลาดนั้น
เพี๊ยะ!!
เสียงตบดังฉาดหนึ่ง จนเชาวีเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อย เขาลูบศีรษะตนไปมาพลางส่งสายตาแค้นเคือง
เชาวายิ้มเยาะก่อนจะเข้ามานั่งข้างเกาลัด นางเอ่ยปลอบใจเกาลัดไปว่า “ต่อให้เ้าถูกทำร้ายในความฝัน พวกข้าก็ต้องช่วยเ้าอย่างแน่นอน ดูสิ อย่างพวกเผ่าพยัคฆ์ดำ ตอนนี้ไล่หลังเรามาไม่ทันแล้ว”
เื่เวทย์อาคมของที่นี่ช่างน่าประหลาดยากจะอธิบายนัก แม้แต่ตัวนางที่ติดอยู่ในความฝันก็ยังมีคนเข้ามาช่วยได้ เกาลัดเล่าเื่ความฝันที่ตนไปเจอซากต้นไม้ยืนต้นตายต้นหนึ่งบนยอดเขา แต่หญิงสาวไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับนางบ้าง
ั้แ่เกาลัดข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ คงเป็ครั้งแรกที่นางฝันเกี่ยวข้องกับพยัคฆ์ขาว เกาลัดไม่รู้ว่าต้นไม้ยืนต้นตายในความฝันนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือว่าพยัคฆ์ขาวจะหายสาบสูญไปแล้วจริงๆ
เกาลัดมองพี่ชายพี่สาวทั้งสองคนนี้ ก็พลันรู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ท่านยายปาเนียงส่งพี่น้องฝาแฝดคู่นี้มาได้ทันเวลาจริง
ตอนที่เกาลัดแสร้งทำเป็ท้องเสียที่โรงเหล้าแห่งนั้น ก็เพื่อมาพบเชาวากับเชาวีที่กำลังวางแผนมาช่วยนาง ทั้งสองรู้ความเคลื่อนไหวคนของเผ่าพยัคฆ์ดำมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงมั่นใจว่าพวกเขากำลังมีแผนการเื่ไม่ดีกับเกาลัดแน่นอน
ปาเนียงย้ำเตือนเกาลัดตอนที่อยู่เมืองไพรนารัมว่าไม่ควรที่จะไว้ใจใคร โดยนางก็ไม่ได้ระบุว่าจะเป็อังเตหรือไม่ เกาลัดเข้าใจและรู้สถานการณ์จึงพยายามที่จะยื้อเวลาจนเชาวาและเชาวีมาช่วยนางในตอนนั้นได้ทัน
แม้ว่าอังเตจะอธิบายเื่นั้น ก็ไม่อาจทำให้เกาลัดเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้อีก หากอารันรู้ว่าเผ่าพยัคฆ์ดำที่เขาเอ่ยถึงในครั้งแรก จะกลายมาเป็พวกเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน
ถ้าตอนนั้นเขาพาเกาลัดไปได้จริง อารันคงจะเสียใจมากเป็แน่ ที่พานางเดินไปสู่ความตายด้วยตัวเอง
เกาลัดทำตามคำสั่งของท่านยายปาเนียง นางเดินทางไปแดนทางใต้เพื่อภารกิจอันสำคัญยิ่ง ปาเนียงบอกว่าของสิ่งนั้นย่อมไม่อาจตามหาได้โดยง่าย แต่ต้องมีของหายากหลายอย่างเพื่อใช้ในการปลุกของสิ่งนั้นออกมา หากทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
เกาลัด..นางจะได้กลับบ้าน
การมีเชาวากับเชาวีคอยช่วยเหลือและร่วมการเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย เกาลัดยิ่งมีความเชื่อมั่นอยู่หลายส่วนว่านางจะต้องทำภารกิจสำเร็จ
แต่อุปสรรคที่น่าจะยากลำบากของเกาลัด นั่นก็คือจะต้องเริ่มต้นการสืบจากดินแดนทางใต้ก่อน และเ้าเมืองโกนิล เ้าอองที.. ย่อมอยู่ในหมากตัวสำคัญครั้งนี้ของนางด้วย
เชาวาบอกว่าหลังจากที่หลบหนีคนของเผ่าพยัคฆ์ดำได้พ้น ทั้งสองจึงพาเกาลัดขึ้นเรือลำที่จอดอยู่ท้ายสุดของท่าเรือลำเพา เรือขนส่งสินค้าอิสระลำนี้มาจอดเทียบท่าเมื่อวันก่อน เชาวีจึงได้เข้าไปเจรจาและทราบว่าพวกเขากำลังจะไปดินแดนทางใต้พอดี
ท่าเรือลำเพา เมื่อมีเรือเข้าออกหลายสิบลำต่อวัน ย่อมไม่สามารถตรวจสอบได้หมด แต่ถึงแม้คนของเผ่าพยัคฆ์ดำจะรู้ว่าพวกเขาเดินทางไปที่ไหน ก็ไม่อาจติดตามมาได้ทัน อาวุธเวทย์ของปาเนียงที่ใช้ในการอำพรางโดยเฉพาะ มันคลุมเรือลำนี้ไว้เสมือนเป็เกราะกำบังชั่วคราว
เกาลัดที่ขึ้นเรือสำเภาลำใหญ่เป็ครั้งแรก หญิงสาวทำท่าทางดีใจและยังรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย แม้ว่าเชาวาจะไม่ให้นางออกไปนอกห้องโดยสารในเรือ แต่เกาลัดก็สุขใจที่ได้ทอดตามองผิวน้ำด้านนอกจากริมหน้าต่างห้อง ฝูงนกบินร่อนเล่นลมอย่างอิสระ ลมเย็นพัดโชยตลอดเส้นทาง
ผ่านไปนานหลายวันที่เกาลัดไม่ได้ออกมานอกห้องพักบนเรือ แม้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนักแต่หญิงสาวก็สามารถปรับตัวได้เป็อย่างดี
เชาวาคาดการณ์ว่าอีกสิบกว่าวันน่าจะถึงเขตเมืองทางใต้แล้ว หากถึงที่หมายคงต้องอาศัยขี่ม้าต่อเพื่อเดินทางสู่อาณาจักรโกนิล
อีกฝ่ายเล่าเพิ่มเติมอีกว่าแดนทางใต้ค่อนข้างแตกต่างจากแดนทางเหนือ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างอิสระ การค้าขายรุ่งเรือง มีเมืองน้อยใหญ่และกลุ่มเผ่าพันธุ์มากมาย
โดยเฉพาะอาณาจักรโกนิลที่มีพันธมิตรแปดเผ่าใหญ่ให้การหนุนหลัง และยังมีเมืองขึ้นที่อยู่ใต้อาณัติกว่าสิบแห่ง นับได้ว่าอาณาจักรโกนิลเป็เมืองใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดของแดนทางใต้ก็ว่าได้
หัวหน้าคุมเรือที่ชื่อจันบา เป็ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่วัยกลางคนที่เป็คนรับเงินและจะพาทั้งสามไปส่งถึงเมืองทางใต้ เขาชอบพูดจากระโชกโฮกฮาก บางครั้งเขาแอบมองมายังบริเวณหน้าห้องพักเกาลัดและเชาวาเป็ประจำ
แม้จะยังเกรงใจเชาวีที่เฝ้าอยู่ด้านนอก แต่ก็ไม่วายที่จะให้ลูกเรือบางคนมาดูลาดเลาเพื่อสังเกตดูอะไรบางอย่าง
กลางดึกคืนหนึ่งขณะที่เรือสำเภากำลังแล่นกินลมมาอย่างเอื่อยเฉื่อย เกาลัดได้โอกาสออกไปด้านนอก ข้าวของบนเรือที่เคยดูรกรุงรังบัดนี้กลับเบาบางลง เห็นได้ชัดว่าน่าจะใกล้ถึงเมืองทางใต้เข้ามาทุกที
เกาลัดยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้าอยู่มุมหนึ่งของดาดฟ้าเรือ คืนนี้ดวงดาวกลาดเกลื่อนท้องฟ้าจนราวกับว่าเกาลัดกำลังอยู่ใจกลางสรวง์ หากแม่กำไลของนางอยู่ด้วยกันตอนนี้ เกาลัดน่าจะหาคำตอบของเื่ราวของทุกอย่างได้แล้ว
“เ้าคือสตรีลึกลับในห้องนั้น..”
จันบา ชายร่างใหญ่โหนเชือกลงมาจาก้าเสากระโดงเรือ เขานั่งลงบนขอบเรืออย่างสบายอารมณ์ต่อหน้าเกาลัด ในมือเขายังถือไหเหล้าอย่างระมัดระวัง
ในตอนนั้นเขายังไม่ทันได้เจอเกาลัดเพราะวุ่นอยู่กับการติดต่อนำสินค้าขึ้นเรือ จึงให้เพียงผู้ช่วยดูแลเท่านั้น เป็เหตุให้เขาอยากเจอหญิงสาวมากเป็พิเศษ
เกาลัดทำสีหน้าอึ้งงันเล็กน้อย นางกระชับผ้าคลุมศีรษะไว้แน่นพลางกล่าวตอบ “ข้า ป่วยเป็โรคประหลาด ขออภัยที่ข้าไม่ได้ออกมาทักทายท่านเ้าค่ะ”
อีกฝ่ายยิ้มร่าชูไหสุราที่อยู่ในมือไปมา “ฮ่าๆ ข้ารับเงินมาย่อมไม่สอดรู้สอดเห็นเื่ของลูกค้า เรือสำเภาเก่าๆของข้าไม่ได้ต้อนรับแขกพิเศษมานานมากแล้ว เ้าหนุ่มนั่นยอมจ่ายให้ข้าสองเท่า ข้ากลัวมีปัญหาก็คิดว่าจะไม่รับ แต่การมีผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับเช่นนี้อยู่ในเรือเพิ่มขึ้น ข้ากลับอุ่นใจเป็ที่สุด”
จันบาลูบหน้าอกตัวเองพลางทำทางเรอออกมากเสียงดัง อีกฝ่ายทำทีจะเดินเข้ามาถึงตัวเกาลัด แต่ถูกปลายคมดาบของใครคนหนึ่งรั้งไว้ เงามืดสลัวของคบเพลิงบนดาดฟ้าเรือ เผยให้เห็นใบหน้าคมดุของเชาวาที่กำลังจะเงื้อดาบเชือดคออีกฝ่าย
จันบาพลันรู้สึกว่าร่างกายของเขาอ่อนยวบลง พลังเวทย์ในร่างถูกกดทับ เขาเป็เพียงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางระดับต้นเท่านั้น คงไม่อาจสู้กับเชาวาที่มีระดับสูงกว่าแน่
เชาวาไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเขาอยู่แล้ว แค่เป็การตักเตือนเขาเล็กน้อย นางเห็นอีกฝ่ายคล้ายขลาดกลัวจึงพลันลดดาบในมือลงอย่างว่าง่าย
เชาวียืนประกบข้างเกาลัดแล้วกันหญิงสาวไว้ด้านหลังตน พลางเอ่ยกับจันบาไปว่า “น้องสาวข้าร่างกายอ่อนแอ คงเสียมารยาทกับท่านแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ จนเชาวายักไหล่ไม่พอใจคราหนึ่ง นางสาดสายตาอำมหิตมายังจันบา อีกฝ่ายหนังศีรษะชาวาบเหมือนกำลังถูกไฟร้อนพุ่งเข้ามาใส่ร่าง
“เห๊อะ ข้าน่าจะยินดีที่มียอดฝีมืออยู่บนเรือ พวกเ้าน่าจะรู้มาบ้าง เส้นทางเดินเรือไปยังดินแดนทางใต้ต้องผ่านช่องเขาเมืองโดกูร ที่นั่นจะชอบมีโจรดักปล้นเรือสินค้า หรือไม่พวกมันก็จะคิดค่าผ่านทาง
ถ้าพวกมันไม่โผล่มาหรือหากโชคดีมีทหารมาคุมที่นั่น เราก็จะผ่านมันไปด้วยดี แต่หากไม่มีแล้วล่ะก็..” เขาทำท่าทีชะงักงันแล้วปรายตามองมายังเกาลัดที่อยู่ด้านหลังเชาวี
เชาวาถลึงตาใส่จันบา หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าฮึกเหิมไปว่า “ข้าจะสังหารพวกมันให้หมด เปิดทางให้เ้าเอง”
ชายร่างใหญ่เหลียวมองเชาวาผาดหนึ่ง “โจรแห่งช่องเขาโดกูรไม่เหมือนกับที่อื่น พวกมันมีเผ่าลึกลับเผ่าหนึ่งหนุนหลังมันอยู่ แค่ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงธรรมดาอย่างพวกเ้าก็สู้มันไม่ได้หรอก” จันบาอธิบาย ในใจของเขายังไม่ค่อยเชื่อมั่นพี่น้องฝาแฝดสองคนนี้เท่าใดนัก
เชาวากับเชาวีแลกเปลี่ยนสายตากันครู่หนึ่ง ก่อนเชาวาจะส่งสัญญาณให้เกาลัดรีบกลับลงไปห้องพักในเรือ เกาลัดแอบมองจันบาอย่างหวาดระแวงเล็กน้อย ก่อนที่หญิงสาวจะเดินตามเชาวาออกไป
เชาวีเมื่อเห็นทั้งสองลงไปแล้ว เขาจึงหันกลับมาสนทนากับจันบาเื่ที่เรือสำเภาจะผ่านช่องเขาโดรกูร เชาวีย่อมเคยเดินทางไปดินแดนทางใต้ทั้งทางบกและทางเรือ เขาเคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับกลุ่มโจรนี้มาไม่มากนัก และยังไม่เคยเจอะเจอกลุ่มโจรนี้อย่างที่จันบาว่าเลยสักครั้ง
โดยจันบาบอกว่า่ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวพืชพรรณของดินแดนทางใต้ กลุ่มโจรแห่งช่องเขาโดรกูรจะออกอาละวาดค่อนข้างบ่อย จึงเป็เหตุให้เรือสินค้าต่างๆ ว่าจ้างคนคุ้มกันที่เป็ระดับผู้ใช้ไสยเวทย์ฝีมือดีด้วยค่าตัวสูงลิ่ว
แต่สำหรับจันบาเมื่อรู้ว่าพี่น้องฝาแฝดสองคนนี้เป็ถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูง เขาจึงไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลาไปค้นหาคนคุ้มกันคนอื่น แถมพวกเขายังให้ค่าโดยสารเรือสองเท่าอีก
เมื่อเชาวีกลับเข้ามายังห้องพักของเกาลัดและเชาวา ชายหนุ่มก็พบว่าใบหน้าของเกาลัดถูกเปลี่ยนเป็คนอื่นไปแล้ว เชาวาให้เกาลัดใส่หน้ากากหนังมนุษย์แทนการใช้เวทย์ปกปิดอำพรางเพื่อความปลอดภัย หน้ากากหนังมนุษย์ชนิดพิเศษนี้ หากมิใช่เวทย์อาคมขั้นสูงก็ไม่อาจตรวจจับได้
เชาวีได้เล่าเื่กลุ่มโจรจากช่องเขาโดรกูรให้ทั้งสองฟัง เชาวาเริ่มมีสีหน้าตึงเครียด นางเองก็เคยได้ยินเื่กลุ่มโจรนี้มาไม่น้อย พวกเขาจึงคิดว่าอาจจะต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง
หากพวกมัน้าแค่เงินทอง พวกเขาย่อมมีให้ แต่หาก้าอย่างอื่นก็คงต้องเปิดศึกกันสักตั้ง
ภายหลังการเดินเรือมากว่าครึ่งเดือนก็ใกล้ถึงเขตช่องเขาเมืองโดรกูรแล้ว ในเวลาใกล้พลบค่ำปรากฏอาทิตย์สีส้มแดงยามสนธยา มันเฉิดฉายอาบย้อมทั่วผืนฟ้าจนเหมือนลางร้ายที่กำลังมาเยือนในอีกไม่นาน จันบาส่งสัญญาณให้ลูกเรือเตรียมพร้อมสำหรับการแล่นเรือผ่านช่องเขาเมืองโดกูร
สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็อันตรายอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทาง เรือสำเภาเคยอับปางลงไม่รู้กี่ร้อยลำ สุสานใต้น้ำที่หลายคนขลาดกลัว
การประจันหน้ากับโจรแห่งช่องเขานี้ถือว่าเป็ศึกขนาดย่อมที่จะผ่านด่านเข้าสู่ดินแดนทางใต้ หากโชคดีอาจจะแค่การต่อรองค่าผ่านทาง แต่หากโชคร้ายก็จำต้องลองเสี่ยงชีวิตดูสักครั้ง
เชาวาและเชาวีได้เพียงแต่นั่งลับคมดาบของตนและเตรียมอาวุธเวทย์อยู่ในห้องพักเงียบๆ ส่วนเกาลัดดูจะไม่รู้สึกตื่นกลัวมากนัก ที่เรือสำเภากำลังจะแล่นผ่านช่องแคบของหุบเขา
หากมองทั้งสองฝั่งของช่องเขาโดรกูรแล้ว มันกลับเป็เหมือนปราการเหมาะอย่างยิ่งที่จะให้กลุ่มโจรนั้นได้หลบซ่อนตัว
ขณะเรือสำเภากำลังไหลไปตามแม่น้ำอย่างนิ่งสงบ พลันก็มีเสียงอึกทึกของกลุ่มคนปริศนาดังแว่วมา เสียงฝีเท้านับสิบกำลังกระโจนขึ้นเรืออย่างบ้าคลั่ง พวกมันไม่ต่างจากปีศาจที่เห็นเนื้อสดวางอยู่ตรงหน้า
ไม่นานนักเสียงปะทะของลูกเรือและกลุ่มโจรก็เริ่มสงบลง กลิ่นอายผู้ใช้ไสยเวทย์ของกลุ่มโจรพวกนั้นค่อนข้างประหลาดนัก พลันนั้นหัวหน้ากลุ่มโจรคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางระดับสูง เขายื่นข้อเสนอค่าผ่านทางมายังจันบาในจำนวนเงินก้อนใหญ่พอควร ซึ่งจันบาย่อมไม่อาจทำตามพวกมันได้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีบ่ายเบี่ยง หัวหน้ากลุ่มโจรผู้นั้นจึงสบถคำหยาบออกมาหลายคำ แล้วจึงสั่งลูกน้องร่วมสิบคนเข้าไปค้นของมีค่าในเรือทันที
ระหว่างที่กลุ่มคนกำลังขยับตัว เงาร่างสายหนึ่งโผล่ออกมาจากมุมด้านในของตัวเรือ แสงปริศนามาพร้อมกับใบมีดคมกริบตรงเข้าสังหารกลุ่มโจรนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ส่วนจันบาและลูกเรือที่เหลือต่างหาที่หลบกันอย่างพัลวัน
เสียงเชาวาหัวเราะร่าเสียงดัง ขณะที่กำลังลงมือเชือดกลุ่มโจรพวกนั้นอย่างไร้ปรานี
ภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับน่าสยดสยองยิ่งกว่า เมื่อศพชายฉกรรจ์นับสิบถูกละเลงเืเต็มดาดฟ้าเรือ หัวหน้ากลุ่มโจรผู้นั้นััได้ว่าผู้มาใหม่เป็ถึงผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูง ในใจก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เวทย์อาคมเมื่อครู่นี้เขาย่อมไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ทว่าหัวหน้ากลุ่มโจรผู้นั้นไม่มีเวลาที่จะตื่นใ ก้อนลำแสงโปร่งใสกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากฝ่ามือเขา มันลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วหายลับไปอย่างเงียบเชียบ
เชาวาเมื่อจัดการกลุ่มโจรนั้นเสร็จสิ้น เป้าหมายของนางก็พุ่งมายังหัวหน้ากลุ่มโจรผู้นั้น และกลุ่มโจรที่เหลือไม่กี่คนที่คุมเชิงอยู่ด้านหลังเขา
เชาวาเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็แค่ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลาง ในใจก็คิดเย้ยหยัน มิน่าเล่าจันบาถึงได้มีท่าทีไม่ยินยอมในการจ่ายค่าผ่านทางให้กับพวกนี้
คิดจะยืมมือพวกเขาจัดการกับโจรชั้นต่ำพวกนี้หรือ?
ขณะนั้นกลิ่นอายลึกลับกลุ่มหนึ่งแผ่เข้ามาในเรืออย่างรวดเร็ว เชาวาขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน พลังนั้นยากจะคาดเดาว่าเป็ของหัวหน้ากลุ่มโจรที่อยู่ตรงหน้า หรือผู้ใช้ไสยเวทย์คนอื่นที่แฝงตัวมากันแน่
เชาวาก้าวถอยหลังเล็กน้อย นางส่งกระแสจิตไปยังเชาวีที่หลบอยู่ด้านในห้องพัก แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับกลับมา เชาวาเริ่มพบความผิดปกติ จึงคิดจะล่าถอยเพื่อเข้าไปตรวจดูด้านใน พลันนั้นเสียงทรงพลังของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาจากอีกฝากหนึ่งของเรือ
“หึๆ ไม่คิดว่าบนเรือโทรมๆแห่งนี้จะมีสาวงามซ่อนอยู่ด้วย” ผู้มาใหม่นั้นเป็ชายหนุ่มผู้หนึ่ง หนวดเครารกครึ้ม ดวงตาประดุจนกเหยี่ยว
ส่วนข้างกายของเขาปรากฏเงาร่างของเกาลัดที่ถูกตรึงแขนเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างของชายผู้นั้นกลับหิ้วตัวเชาวีที่กำลังหมดสติเอาไว้
สักพักชายผู้นั้นก็โยนร่างของเชาวีออกมากองอยู่ตรงหน้าเชาวา นางแสดงอาการตื่นใอย่างเห็นได้ชัด จึงรีบใช้เวทย์อาคมของตนเข้าสำรวจอาการของผู้เป็น้องชายทันที
เชาวีถูกเวทย์อาคมลึกลับทำร้ายโดยไม่รู้ตัว ชายปริศนาที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ระดับใด จากที่จันบาเคยเล่าว่ากลุ่มโจรจากช่องโดรกูรมีเผ่าลึกลับอยู่เื้ั ก็นับว่าจะเป็จริง
“เ้าเป็ใคร!” เชาวาเืขึ้นหน้า สายตาคมดุนั้นแข็งกร้าวทันใด นางทำทีพยักหน้าพร้อมส่งสายตาจ้องมองเกาลัดเพื่อให้หญิงสาวตั้งสติ
ชายผู้นั้นเหลือบมองเชาวีเล็กน้อย อีกฝ่ายพอจะเดาออกว่าทั้งสองคนนี้น่าจะเป็พี่น้องกัน “พวกเ้านับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ข้าชอบคนเก่งจึงเมตตาไว้ชีวิตพวกเ้า ส่วนนกน้อยหายากตัวนี้ ข้าขอแล้วกัน..”
ชายผู้นั้นไม่กล่าวให้มากความ ริมฝีปากเขาขยับเล็กน้อยคล้ายกำลังท่องบทสวด เพียงไม่กี่อึดใจนั้น ศพนองเืของกลุ่มโจรที่อยู่ด้านหลังเชาวาก็เริ่มขยับร่าง พวกเขาถูกปลุกชีพขึ้นมาในขณะที่เป็เพียงร่างไร้ิญญา
เกาลัดแทบอยากจะหวีดร้องอย่างสุดเสียง คำว่าผีดิบนั้น.. นางคิดว่าเื่นี้จะมีแต่ในหนังในละครในยุคปัจจุบัน กลับไม่คิดว่าจะได้มาเจอของจริงกับตัวในยุคนี้
ภายหลังจากศพผีดิบพวกนั้นถูกปลุกขึ้นมาแล้ว มันก็ได้ตรงเข้าจู่โจมคนในเรือทันใด เชาวาและจันบารีบร่ายเวทย์อาคมป้องกันตัว ผีดิบพวกนี้แม้จะถูกพลังเวทย์เข้าเล่นงานไม่รู้กี่ครั้ง พวกมันก็กลับลุกขึ้นมาใหม่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในระหว่างความชุลมุนที่เกิดขึ้น หัวหน้ากลุ่มโจรผู้นั้นก็ได้เข้ามาโค้งเคารพชายผู้นั้นอย่างรู้หน้าที่ อีกฝ่ายกล่าวกับหัวหน้ากลุ่มโจรไม่กี่ประโยค หลังจากนั้นก็ดึงตัวเกาลัดหายเข้าไปในเงามืดสลัวด้านหลังทันที
ครั้นเมื่อเวลาผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์พลันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดแผ่ปกคลุมเข้ามาแทนที่ กลุ่มผีดิบพวกนั้นก็เริ่มอ่อนแรงลง มันทยอยล้มลงเป็ศพคนตายดังเดิม แต่กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงนั้นราวกับว่าพวกเขาตายมานานมากแล้ว
ทว่าเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็ปกติ พวกกลุ่มโจรที่เหลือก็หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เชาวาเมื่อรู้ว่าเกาลัดถูกลักพาตัวไปก็มีท่าทีแค้นเคืองและนึกโทษตัวเองในใจ นางยังไม่รู้ว่าชายผู้นั้นเป็ใครกันแน่ หากเขามาจากเผ่าลึกลับอย่างที่จันบาเคยกล่าวไว้ ก็นับว่าเป็เื่ยากที่นางจะออกตามหาเกาลัด
ชายผู้นั้นบอกว่าเกาลัดเป็นกน้อยหายาก หรือเขาจะล่วงรู้ตัวตนว่าหญิงสาวเป็ใคร หากเป็ดั่งเช่นที่เชาวาสงสัย ผู้ที่้าไอพลังจันทราสีเืในตัวเกาลัด ย่อมมีมากกว่าผู้ที่นางคาดการณ์ไว้แล้ว
>โปรดติดตามตอนที่17<