“จับตาดูนางอย่าให้คลาดสายตา!” สตรีมีอายุคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ฟังดูไร้เยื่อใย
นางสั่งให้คนใช้จับตัวลูกสะใภ้ตนเอง กักขังให้อยู่แต่ในห้องแคบๆ และให้นางอดอาหาร
แสงจันทราบนนภาสาดแสงส่องลงมาลอดซี่ไม้เล็กๆ ภายในห้องให้ได้เห็นรูปโฉม สตรีหน้ามนรูปไข่ ั์ตาเหม่อลอยเสมือนเมฆที่นางกำลังมองลอดออกไปดู ปากอวบตึงแต่งแต้มด้วยสีชาด ซึ่งมองออกว่ามิใช่เครื่องประทินโฉม
ร่างกายบอบช้ำเป็จ้ำทั่วร่างดูน่าพิศวง ราวกับใช้นางเป็สิ่งระบายอารมณ์
นางไม่ได้งดงามพิเศษอันใด ดูธรรมดาเหมือนปุถุชนคนทั่วไป ทั้งที่เป็บุตรสาวของคนยศใหญ่นายโต
“อี้เฉินไปราชการหลายวันค่อยจัดการนางง่ายขึ้นหน่อย”
กัวเจียงผู้เป็มารดาของอี้เฉินพูดขึ้นอย่างไม่อายปาก นางแอบกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ลับหลังลูกชายตนทุกครั้งเมื่อออกราชการ
เป่าเป้ยหญิงสาวผู้อาภัพ ได้ตกแต่งมาเป็สะใภ้บ้านนี้ ก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนเพราะคำว่ารักแค่คำเดียวเท่านั้น นางไม่เคยปริปากบอกสามีแม้แต่คำคำเดียว เพราะกลัวอี้เฉินนั้น จะเจ็บช้ำน้ำใจเสียยิ่งกว่านางที่โดนกระทำ
นางคิดถึงขั้น หากสามีรู้เื่ที่นางโดนทำร้าย เรือนนี้คงลุกเป็ไฟแน่แท้ นางไม่อยากให้อี้เฉินผิดใจกับมารดาตนเพราะนาง เพราะเช่นนี้ นางถึงอดทนมาโดยตลอด และเก็บงำความรู้สึกเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“ฮูหยิน ฮูหยิน ท่านเจี้ยนกั๋วมาหาคุณหนูเป่าเป้ยเ้าค่ะ!!!” เมื่อเสียงคนใช้รายงานจบลง จากสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ ฉุดกลับมุมปากลงมาอย่างหงุดหงิด
“ดึกดื่นป่านนี้นะหรือ?” นางตีคิ้วขึ้นถามย้ำ
ผู้ที่อยู่ด้านนอกประตูจวนอยู่มาสักพักหนึ่งได้แล้วก็รออย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งประตูถูกเปิดออก
“ท่านมีอันใดหรือ? มาถึงจวนข้าตั้งดึกดื่น…” จบคำถามนางก็หันไปอีกทางด้านหนึ่ง ซึ่งนางดูไม่พอใจเสียยิ่งกว่าเดิม “แม่หญิงจินเยว่เ้าก็มาด้วยหรือ?” นางทำหน้ายียวนกวนใจ
“แทนที่จะเอ่ยเช่นนั้น เ้าควรเชิญพวกข้าเข้าจวนก่อนมิใช่หรอกหรือ?” หลี่จินเยว่เอ่ยขึ้นอย่างไม่พออกพอใจ การที่จะมาหาบุตรสาวของตนนั้นเป็เื่ไม่น่าแปลกใจเท่าใด ทว่าคำพูดตระกูลกัวไม่ค่อยจะรื่นหูสักเท่าไหร่นัก จึงทำให้อารมณ์อีกฝ่ายร้ายตอบ
เจี้ยนกั๋วผู้ดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ อย่างใจเย็น เห็นท่าทีไม่ค่อยดี จึงว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น เพื่อให้เกียรติแก่ทั้งสองตระกูล
“กัวฮูหยิน พวกข้า้าที่จะพบปะกับบุตรสาวของข้า คงใช้เวลาไม่นานถึงขนาดรบกวนเ้าหรอก ขอข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
“พวกเ้าเข้ามาแล้วอย่างไร บุตรสาวแม่ทูนหัวของพวกท่านเข้าห้องั้แ่หัววันแล้ว ดูท่าจะไม่เอาการเอางานเสียด้วย ยามสามีไม่อยู่! ” ริมฝีปากเล็กแดงปานหยาดโลหิต เอื้อนเอ่ยขึ้นแบบดูถูก โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดเสียดสีมันทิ่มแทงใจดำของคนเป็พ่อแม่
จินเยว่อ้าปากเถียงไม่ทัน ทำได้แค่อ้ำอึ้งสงวนคำพูดเอาไว้ และเดินตามเข้าจวนไปที่หน้าห้องของเป่าเป้ย
ทั้งท่านเจี้ยนกั๋วและแม่นางจินเยว่ขานเรียกลูกของตนอยู่สักพัก แต่ไร้เสียงโต้ตอบกลับมา มีเพียงความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่ แต่หารู้ไม่ว่าด้านในห้องไม่มีแม้แต่คนอยู่
หลี่เป่าเป้ยอยู่ในห้องขังได้ยินเสียงบิดามารดาก็ใจชื้นยกยิ้มออกมา แต่ฉุกคิดว่าตนไม่สามารถะโออกไปตอบรับได้ ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มกลับค่อยๆ จางลงทุกที
ท่านทั้งสองซึ่งรอให้เป่าเป้ยตอบรับ แม้แต่เสียงก็ยังดี กลับได้แต่ความว่างเปล่า….
ครั้นเป่าเป้ยจะขานรับจากห้องซึ่งถูกขัง ก็คงจะเกรงว่า เมื่อมาเห็นบุตรสาวซึ่งเป็ที่รักดั่งแก้วตาดวงใจ อาจจะทำให้ท่านทั้งสองช้ำใจตาม
จึงเลือกกัดฟันทน ให้ความเ็ปนั้นกล้ำกลืนแต่นางผู้เดียว อย่าได้มีใครมาเ็ปเพราะตัวนางเองอีก….
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ คนเป็พ่อแม่ก็ได้แต่ละเหี่ยใจ ก้มหน้ากับความผิดหวังกลับไปยังจวน
กัวเจียงรู้ดี ว่าสะใภ้ตนไม่ยอมให้บุพการีของนางได้เ็ปเป็แน่ ถึงมั่นอกมั่นใจนักที่ได้พาพวกเขาเข้ามา โดยไม่เกรงกลัวว่าจะโดนจับพิรุธได้
นางออกมาส่งพวกเขาเ่าั้กลับไป จนเห็นแต่แผ่นหลัง มุมปากเล็กๆ ถูกกดลงมาจนโค้งส่งไปตามหลังรถม้า
นางดูเย้ยหยันผู้เป็บิดามารดาของสะใภ้ตนเหลือหลาย ตอนอยากรับสะใภ้เข้าจวนแรกๆ ก็อยากได้จนตัวสั่น พอได้แล้ว ก็ทำเหมือนนางเป็หมูเป็หมา มีเื่ด่าทอไม่เว้นวัน
หนำซ้ำถ้าบุตรชายตนนั้นออกไปราชการยิ่งเคี่ยวเข็ญเป่าเป้ยเข้าไปใหญ่ ไม่พอยังมีการทำร้ายร่างกายให้บอบช้ำ
เคราะซ้ำกรรมซัดยังถูกให้อดอาหาร และบางวันซึ่งจะดูเหมือนนางผู้นั้นใจดี เอาอาหารประเคนให้ถึงปาก แต่ไม่เลย ข้าวปลาอาหารที่นำมา มันกลับเน่าเหม็นเสียยิ่งกว่าซากสัตว์ตาย นางถูกบังคับให้กินจนหมด ห้ามเหลือแม้แต่ข้าวเมล็ดเดียว
เสียงบานประตูไม้บานเก่าถูกเปิดออกอีกครา ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าสิ่งที่นำมาคืออะไร กลิ่นอาหารเน่าเหม็นน่าขยะแขยงซึ่งเหลือจากนางกิน ชวนสะอิดสะเอียน ถูกนำมาวางไว้ต่อหน้า
หน้ากลมหม่นหมองดูหมดอาลัยตายอยากผละหน้าหนี ยิ่งกระตุ้นหญิงใจชั่วผู้นี้ให้ไฟที่ลุกโชนอยู่ในอกแผดเผาจนสีหน้าแสดงอาการ
ผู้สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์งามงอนั้แ่หัวจรดเท้า กลิ่นเครื่องหอมจากดอกไม้นานาชนิดถูกชโลมร่าง ผิดกับอาหารซึ่งถือมาวางเมื่อสักพัก
ทว่าความหอมที่ประโคมใส่กาย มิได้ทำให้กลิ่นคาวความชั่วช้านั้นหมดไป ความพยายามนี้ช่างน่าขันนัก มิได้รู้เลยว่าตัวนางเอง น่าขยะแขยงกว่าอาหารเน่าเสียอีก
หนังตาหย่อนคล้อยเปรยตามองเหยียดหยามสะใภ้สาวราวกับว่ามิใช่คน สตรีผู้ซึ่งถูกข่มเหงรังแกนั่งกอดเข่าอยู่ในมุมมืดเงียบๆ ไร้การตอบรับ หน้าไร้สีสันคล้ายศพ นิ่งเฉยไม่ส่งวาจา แม้กระทั่งขยับตัว
เปรียบดั่งพระพายพัดผ่านความมืดมิด ยวนยีไฟที่สุมในอกคนมองเต็มทน
ปากเล็กปาดด้วยสีชาดเริ่มบิดเบี้ยวมากด้วยความเดือดดาล ทันใดนั้นเอง ผมยุ่งพะรุงพะรังขาดการบำรุงรักษา ถูกฉุดกระชากด้วยน้ำมือสตรีแก่ใจทราม!
นางดึงไปด้านหลังพร้อมด้วยของติดไม้ติดมือ คือเส้นผมขาดรุ่ย ความคิดความอ่าน รู้ซึ้งทะลุปรุโปร่งว่านางจะทำอะไร
มือชั่วจากการทำลายชีวิตผู้คน กอบกำเมล็ดข้าวขึ้นมากรอกปากอีกคน
นางดิ้นสู้สุดกำลัง แต่เพราะอิดโรยกับร่างกายที่ถูกทำร้ายเหมือนตายทั้งเป็ มิมีพละกำลังพอที่จะสู้ ทำได้เพียงกุมปากของตนเองไว้
ปากแห้งกระดากเปื้อนเืจนเหือดแห้ง ทนกัดฟันสู้ ครั้นมือนางผู้นี้ยิ่งลงแรง
“กินสิ!”
เป่าเป้ยดิ้นสะบัดหน้าออกจากการรังแก แต่ไม่วายจะหลุดพ้น กัวเจียงเรียกบริวารของตน ให้มาจับสะใภ้ตนไว้ เพื่อจะกรอกอาหารลงไป
“เ้าจะมาเลือกกินมิได้หรอก นี่ถือว่าบุญมากแล้วที่เ้ายังได้กินอาหารในเรือนข้า” น้ำเสียงแข็งกร้าวอำมหิตเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้มจางๆ แลดูพอใจกับผลงานชิ้นตระการตาเป็อย่างมาก ว่าแล้วก็พูดต่อ
“กินเข้าไป กินเข้าไปสิ..” แต่ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ยัดเยียดเข้าปากกลายเป็สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนมากกว่าเดิม
“เ้ากลั่นแกล้งข้ารึไง รู้ไหมชุดนี้มันราคาเท่าใด แค่เทียบกับเ้า ราคายังไม่ถึงครึ่งเลย” หลี่เป่าเป้ยอาเจียนอาหารออกมาจนหมดไส้หมดพุง แน่ละใครมันจะไปทนกินของบูดเน่าให้เสียสุขภาพ ขืนท้องอ้ารับทุกอย่าง อาจจะทำให้ทรุดตัวจริงๆ ก็ได้
“ข้าก็คนแต่ท่านกลับทำเหมือนข้าเป็หมูเป็หมา ท่านทำได้อย่างไร?” เสียงสั่นเครือมากด้วยความโกรธต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้า แต่ถูกตอบกลับมาด้วยความเืเย็นราวกับผู้ไร้หัวใจ
“แล้วข้าจะสิ้นเปลืองไปกับเ้าทำไมกัน ก็แค่สตรีดวงซวยคนหนึ่ง ถ้าข้าไม่เห็นแก่อี้เฉินข้าคงฆ่าเ้าให้ตายั้แ่รับเ้าเข้าจวนแล้ว!”