บทที่ 6
นั่งชมละคร(2)
หลังจากการแข่งเดินหมากจบลงได้ผู้ชนะเป็ที่ประจักรกระดานหมากจำลองขนาดใหญ่ซึ่งจำลองจากการเดินผู้เล่นทั้งสองบนศาลาถูกนำไปเก็บเตรียมแข่งรายการต่อไปก็คือการแข่งฉิน
"อาเฉียวเ้าว่ารอบนี้ผู้ใดชนะ"
"แน่นอนว่าต้องเป็มู่หรงเหลียนอวี้สงสัยล่ะสิว่าทำไม...ข้าเคยฟังนางเล่นมาก่อน แม้รอบก่อนหน้านั้นข้าจะไม่ได้มาฟังก็เถอะนางเล่นได้ไพเราะมาก สื่อถึงอารมณ์เพลงแต่ละบทได้อย่างได้ตะลึงแถมนางไม่ใช่เพียงแค่เข้ารอบชิงการแข่งฉินนะยังเข้ารอบการแข่งวาดภาพอีกด้วย...แล้วนอกจากนั้นข้าคิดว่าเร็ว ๆนี้นางน่าจะมีส่วนร่วมในการชิงตำแหน่งชายารัชทายาทด้วย แม้นางจะมาจากตระกูลสายรองแต่ได้ยินมาว่ามีท่านโหวตระกูลมู่หรงคอยหนุนหลัง"
"เ้านี่รู้เื่ผู้อื่นละเอียดจริงๆ"
บทสนทนาของชายหนุ่มสวมแว่นตากับสหายเรียกความสนจากหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าทั้งสามแม้อีกฝ่ายจะกระซิบพูดคุยกันเสียงเบาทว่าพวกชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังดันเป็ผู้ฝึกยุทธ์หูตาจึงดีกว่าคนทั่วไป
ชายชุดฟ้าครามชำเลืองเพียงครู่ก่อนแพขนตายาวจะหลุบลงนั่งนิ่งเงียบไม่สนใจส่วนชายชุดดำยืนอยู่ด้านหลังคิ้วขมวดมองแวบหนึ่ง
ชายหนุ่มชุดขาวหรูหราผู้ยืนอยู่ข้างๆ ชายชุดดำดูจะสนใจบทสนทนานี้เป็อย่างยิ่ง จ้องแผ่นหลังคนทั้งสองพลางฉีกยิ้มสะกิดแขนชายชุดดำกระซิบ
"นี่อาฉีเ้าว่าเขา...ไม่สินางรู้เื่บ้านข้ามากกว่าตัวข้าได้อย่างไร"
เ้าของบทสนทนาด้านหน้าแม้จะแต่งกายเป็บุรุษ ถ้าหากมองผ่าน ๆก็เหมือนเด็กหนุ่มงดงามกับชายหนุ่มสวมแว่นหน้าหวานแต่เมื่อเอ่ยปากออกมาเสียงยังเป็เสียงของสตรีอยู่ดี
"คนบ้านเ้ามีความทะเยอทะยานสูงเสียดฟ้าผู้อื่นเลยเห็น" ชายหนุ่มชุดดำที่ถูกเรียกว่าอาฉีเอ่ยตอบเสียงเรียบ
"ข้าเองก็อยากรู้ว่าคนบ้านเ้าจะเลือกผู้ใด โฉมงามแสนเย่อหยิ่ง คุณหนูผู้น่ารัก...น่าชังหรือว่าคนงามอัจฉริยะของบ้านข้า"
หญิงสาวทั้งสามที่ถูกพาดพิงถึงล้วนเป็คุณหนูที่มีเื้ัเป็คนมีอำนาจในราชสำนักทั้งสิ้น
"ข้าไม่ใช่เขา"
ในขณะเดียวกันบทสนทนาของสตรีด้านหน้าเริ่มอีกครั้งทำให้บทสนทนาของชายหนุ่มทั้งสองหยุดลง โดยมิได้นัดหมาย
"อาเฉียวเ้าว่าใครจะชนะในชิงปลาหลี่เน่าครั้งนี้"
สตรีสวมแว่นนามว่าอาเฉียวหัวเราะออกมาเบาๆ "ฟังกี่ครั้งก็อดขำไม่ได้ช่างเข้าใจตั้ง...ฉายานี้มาได้อย่างไรหรือ"
"ตอนเด็กๆ ข้าเคยเลี้ยงปลาหลี่[1] อยู่มาวันหนึ่งเขาก็มาฉี่ใส่บ่อปลาของข้าทำให้มันตายหมด ต่อมาข้าโมโหจึงผลักเขาตกบ่อ แต่ตอนนั้นทำได้ไม่เนียนเลยถูกกักบริเวณเกือบเดือน"
ประโยคหลัง ๆหญิงสาวกระซิบเสียงเบามาก ทำให้ชายหนุ่มชุดขาวฟังไม่ได้ความอะไรรู้เพียงแต่ว่าพวกนางกำลังหัวเราะ
"อยู่ดีๆ ปลาหลี่เน่าโผล่มาได้ไงกัน" เขาสะกิดถามชายหนุ่มชุดดำอีกครั้งแต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ
"นางน่าจะหมายถึงบุตรคนที่สองของบ้านอาฉี..."แต่กลับเป็ชายหนุ่มชุดฟ้าครามเอ่ยตอบแทน
ได้ยินดังนั้นชายชุดขาวก็นิ่งคิดสักพักถึงได้กระจ่างแก่ใจว่าเป็ผู้ใด ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างอย่างใ ขวัญผวา
"องค์รัชทายาท!"เขารีบเอามือปิดปากตนเอง เหลียวมองสตรีตัวเล็กใบหน้าขาวสะอาดหมดจดกำลังยิ้มเสวนากับสตรีสวมแว่นตา
"พวกนางเป็คุณหนูบ้านใดกันถึงกล้าหาญเทียมฟ้า ทั้งแปลกเช่นนี้..."
ไม่มีผู้ใดเอ่ยตอบทำให้คำถามเมื่อครู่ลอยไปกับสายลมแสงแดด
เมื่อการแสดงบรรเลงเพลงพิณจบลงต่างได้รับเสียงเอ่ยชมจากผู้คนจำนวนมาก หญิงสาวเอ่ยขอบคุณอย่างเขินอายแล้วขึ้นเดินลงจากศาลา เพื่อให้คู่แข่งได้ขึ้นทำการแสดงเป็รายต่อไป
ขณะที่ทั้งคู่เดินผ่านไหล่ชนกันเหมือนไม่ได้ตั้งใจทั้งสองหันมาสบตาครู่หนึ่งก่อนเดินทางใครทางมันราวกับไม่อะไรเกิดขึ้น
"นั่นเริ่มแล้วอย่างไร!"อาเฉียวตีหน้าขาตนด้วยความตื่นเต้นดวงตาเป็ประกายจ้องมองเห็นการณ์บนศาลาทำการแสดง
"เว่ยเจียวจูยังคงทำตัวริษยาผู้อื่นเช่นเดิม..."หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเอือมระอา
เว่ยเจียวจูถือเป็สาวกผู้หลงใหลคลั่งไคล้รัชทายาทเมื่อก่อนเยี่ยนเฟยหรงมักจะมาที่ตำหนักของนาง เพื่อกลั่นแกล้งและทำให้นางร้องไห้เป็สิ่งที่เขาชอบนัก
ต่อมาเว่ยเจียวจูรู้จึงตามมาและคิดจะรังแกนางอย่างเปิดเผยแต่ไม่ดูตัวเองเอาเสียเลยว่าตนเป็ผู้ใด คนที่นางคิดจะรังแกเป็ผู้ใดถึงแม้นางจะไร้มารดาและอำนาจหนุนหลัง แต่อย่างไรยังได้ชื่อว่าเป็องค์หญิงผู้หนึ่ง
คุณหนูอย่างเว่ยเจียวจูยังต้องดูสีหน้าคนสกุลเยี่ยนก่อนเพราะการเหยียดหยามนางก็ไม่ต่างกับการหยามคนแซ่เยี่ยนยิ่งเยี่ยนเฟยหรงเป็คนหยิ่งและรักในเกียรติศักดิ์ศรีความเป็สายเืัอันสูงส่งทั้งยังรักหน้าตา มีหรือจะอยู่เฉย ๆ
ถ้าหากปล่อยให้น้องสาวที่ใช้แซ่เยี่ยนโดนรังแกในขณะที่เขายังอยู่ที่นี่ถ้าเื่นี้หลุดออกไป มันไม่ดีต่อชื่อเสียงแน่นอน
เว่ยเจียวจูถือว่าเป็คุณหนูสมองหมูตัวจริง มีดีแต่หน้าตา
หลังจากนั้นสามารถบอกได้เลยว่าหนึ่งในสิ่งที่รัชทายาท เยี่ยเฟยหรงรังเกียจ้าหลีกเลี่ยงก็คือ เว่ยเจียวจูนี่เอง
อาเฉียวหัวเราะคิกคักเอนตัวกระซิบถาม "ข้าว่าท่านต้องตั้งชื่อให้นางแล้วเป็แน่คุณหนูเว่ยผู้นี้เรียกว่าอะไรหรือ"
หลี่หว่านเอ๋อร์ทอดถอนลมหายใจ "จะอะไร ก็แม่หมูตัวหนึ่ง"
หลังจากมู่หรงเหลียนอวี้เริ่มบรรเลงเพลงทำให้เหมือนทุกคนอยู่ในอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปตามทำนองทั้งเศร้า หดหู่ ปลอบประโลม ถือว่าไพเราะซึ้งกินใจ ส่งผลให้หลายคนต่างตกในภวังค์จนกระทั่งมือนางหยุดบรรเลง ผู้คนถึงกลับมาได้สติ
เงียบชั่วครู่เสียงปรบมือจึงดังสนั่นพร้อมคำชมเชย ซึ่งมากกว่าก่อนหน้าหลายเท่าตัวมู่หรงเหลียนอวี้เผยยิ้มขอบคุณ นั่งรอผลคะแนนบนศาลาส่วนเว่ยเจียวจูก็เดินมานั่งอีกฝั่งหนึ่ง คนถือกล่องต่างเดินรวบรวมไม้สลักบุปผา
"ท่านจะเลือกผู้ใด..."อาเฉียวเอ่ยถามพลันหยุดชะงักเมื่อนึกบางอย่างได้ จึงเอ่ยออกมายิ้ม ๆ
"ต้องไม่ใช่แม่หมูตัวหนึ่งแน่"
หลี่หว่านเอ๋อร์มองสำรวจหญิงสาวทั้งสองบนศาลาเมื่อมานั่งข้างกันก็อดเปรียบเทียบไม่ได้เว่ยเจียวจูวันนี้สวมชุดสีชมพูปักกลีบดอกไม้เล็ก ๆ น่ารักสีสดใส นางเป็หญิงสาวที่มีใบหน้าค่อนข้างงดงามออกไปทางน่าเอ็นดูผิวของนางดูสุขภาพดีแก้มแดงระเรื่อมีเืฝาด จัดว่าเป็หญิงงามผู้หนึ่งแต่กิริยาท่าทางการวางตัวดูเป็คุณหนูเอาแต่ใจ ดูเป็หญิงสาวใสซื่อไร้เดียงสา
ถ้าจะให้เอ่ยตามภาษาชาวบ้านธรรมดาก็คือดูโง่งมไม่มีหัวคิดไปหน่อย...ถึงความจริงนางอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็เถอะ
คนเช่นนี้เป็คุณหนูอยู่ในบ้านพอไหวแต่หากให้แต่งเป็ชายารัชทายาทเห็นทีจะอายุสั้น
ส่วนมู่หรงเหลียนอวี้นางสวมชุดขาวทับด้วยเสื้อสีเหลืองอ่อนบางเบาแลดูอ่อนโยนขับกับใบหน้าอ่อนหวาน ริมฝีปากอวบอิ่ม แม้นางจะไม่ได้ผิวขาวเรียบเนียนเหมือนคุณหนูลูกผู้ดีในเมืองหลวงทว่ามันกลับดูโดดเด่นและมีเสน่ห์ ทั้งการวางตัวก็สุขุมนุ่มนวลไม่เย่อหยิ่งแต่ก็ไม่ถึงกลับอ่อนน้อม
อีกทั้งตอนที่เว่ยเจียวจูตั้งใจเดินชนนางก็ไม่ได้ตอบโต้กลับ ดูใจเย็น และรู้สถานการณ์เป็อย่างดี ว่าควรทำเช่นไรในเวลาดังกล่าว
คนเช่นนี้ดูแล้วไม่ธรรมดา...
เพียงเวลาไม่นานไม้สลักบุปผาถูกตามเก็บจนครบและกำลังทำการนับคะแนนจนเรียบร้อยชื่อผู้ชนะจะถูกประกาศในไม่ช้า รอบด้านจึงเงียบจับจ้องผู้ทำหน้าที่นับคะแนนตาไม่กะพริบ
อาเฉียวเอียงข้างเอ่ยกับหลี่หว่านเอ๋อร์อย่างข้องใจ "เหตุใดท่านจึงเลือกเว่ยเจียวจู"
หลี่หว่านเอ๋อร์ยิ้มตอบน้ำเสียงผ่อนคลาย "ข้าเลือกนางเพราะ...อย่างน้อยนางจะได้อับอายน้อยลงหน่อย"
อาเฉียวเลิกคิ้ว ฉงนกับคำตอบแต่ในไม่ช้านางจึงเข้าใจเมื่อผลประกาศออกมาว่าผู้ชนะคือมู่หรงเหลียนอวี้
"ข้าว่าที่นางเข้ารอบนี้มาท่านได้ล้วนเป็เพราะอิทธิพลของบิดานางแต่รอบนี้ผู้ตัดสินมีแต่คุณหนูที่สถานะไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก"
หลี่หว่านเอ๋อร์อธิบายสิ่งที่นางคิดให้อาเฉียวฟังพลางแกะห่อขนมขึ้นมากิน
"ถึงว่า...ฝีมือนางก็งั้นๆ "
อีกด้านหนึ่งหลังจากผลประกาศจบเว่ยเจียวจูดูไม่พอใจ มองคู่แข่งเขม็งด้วยความโมโหคิดจะผลักอีกฝ่ายให้ล้มเพื่อระบายความอึดอัดภายในใจ ทว่าดันแตะไม่ถูกเสื้อผ้าศัตรูเลยด้วยซ้ำััแต่อากาศผลสุดท้ายกลับเป็นางที่เสียหลักล้มลงกับพื้นอย่างน่าอนาถ
ผู้คนล้วนเห็นเหตุการณ์ต่างแอบกลั้นหัวเราะแต่ใช่ว่าจะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เว่ยเจียวจูรู้สึกอับอายรีบวิ่งหนีไม่แลหลัง
"จุ๊ๆ ท่านอย่าได้ทำเช่นนางเด็ดขาดนะ ข้ารับไม่ได้ ...นี่มันตัวร้ายไร้ระดับเกินไป"อาเฉียวนั่งกุมขมับพลางเอ่ยเตือนคนด้านข้างไม่จริงจัง
หลี่หว่านเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็หางกระตุกหรี่ตามองอาเฉียวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ขณะเดียวกันมู่หรงเหลียนอวี้เดินลงจากศาลาเดินผ่านฝูงชนเดินตรงมุ่งหน้ามายังทิศที่หลี่หว่านเอ๋อร์กับอาเฉียวนั่งอยู่ทั้งสองมัวแต่พูดคุยกันจึงไม่ทันมองกว่าจะรู้ตัวมู่หรงเหลียนอวี้ก็เดินมาใกล้ถึงพวกนางแล้ว
ทั้งสองต่างฉงนเ้ามองข้า ข้ามองเ้าอย่างไม่เข้าใจ
หลี่หว่านเอ๋อร์ "นางรู้จักเ้าหรือ..."
อาเฉียวส่ายหน้าปฏิเสธ ทั้งยังมีสีหน้างงยิ่งกว่า "ไม่ใช่นะ..."
มู่หรงเหลียนอวี้เดินมายิ้มให้พวกนางทั้งสองโดยไม่ได้เอ่ยอะไร แล้วเดินผ่านไปเอ่ยทักทายคนด้านหลังเสียงหวาน
"เหลียนอวี้คารวะท่านอ๋องเ้าค่ะคุณชายเยี่ยน ท่านพี่ไป๋อวิ๋น การดีดฉินของข้าเป็เช่นไร เข้าตาหรือไม่เ้าคะ"
ถ้อยคำของมู่หรงเหลียนอวี้ั้แ่คำแรกจนคำจนท้ายทำเอาหลี่หว่านเอ๋อร์กับอาเฉียวยืนอึ้ง ร่างกายแข็งทื่อแทบไม่กล้าขยับ
กลุ่มคนใหญ่คนโตเหล่านี้เหตุใดจึงมานั่งเงียบๆ อยู่ด้านหลังพวกนาง แล้วได้ยินได้ฟังอะไรไปบ้างเหงื่อพลันผุดขึ้นบนใบหน้าของหลี่หว่านเอ๋อร์ ทั้งที่อากาศวันนี้ไม่ร้อนแถมยังมีลมพัดอยู่ตลอด
ส่วนอาเฉียวนั้นแอบมองบุรุษทั้งสามอยู่นานแล้วก็พบว่าเป็กลุ่มชายหนุ่มรูปงามหาตัวจับยาก โดยเฉพาะชายที่สวมชุดฟ้าครามนั่น
"อาเฉียวหนีเร็ว!"
แขนอาเฉียวทั้งถูกดึงถูกลากให้เดินตามไปไม่อาจแย้งได้หลี่หว่านเอ๋อร์แทบจะเปลี่ยนจากเดินปกติเป็เดินเร็วจากเดินเร็วแทบจะกลายเป็วิ่งราวกับหนูที่กำลังวิ่งหนีแมวอาเฉียวจึงส่งสายตาตั้งคำถาม
"กลับก่อนค่อยว่ากัน" หลี่หว่านเอ๋อร์กระซิบ
อาเฉียวอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองข้างหลังอย่างอาลัยอาวรณ์ฉากเมื่อครู่หากอยู่ดูได้คงดี
เวลาเดียวกันเองราวกับฟ้าดินเห็นใจนางอยู่ ๆ ร่างสีฟ้าครามกำลังเดินตามหลังพวกนางมาอย่างสบาย ๆ ไม่เร่งรีบทว่ากลับตามพวกนางทัน
"เอ๊ะ! ท่านเซียนกำลังตามมา"
หลี่หว่านเอ๋อร์หยุดชะงักหันหน้ากลับไปมองพลันหน้าซีดเผือดด้วยความใ ภายในใจคอยภาวนาให้ชายหนุ่มเดินผ่านพวกนางไปเฉย ๆ
ชายหนุ่มชุดฟ้าครามสีหน้าเรียบเฉยเดินอย่างมั่นคงเดินผ่านหญิงสาวจอมนินทาทั้งสองโดยที่สายตาไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกนางเสียด้วยซ้ำทำราวกับพวกนางเป็เพียงอากาศไม่มีตัวตน
หลี่หว่านเอ๋อร์เกือบจะโล่งอกทว่าจู่ ๆ เขาก็หยุดเดินกะทันหัน
"คราวหน้าจะเอ่ยอะไรมองหน้าหลังให้ดี..." น้ำเสียงทุ้มราบเรียบฟังไม่ออกว่าผู้พูดรู้สึกเช่นไร เอ่ยจบก็เดินจากไปโดยไม่ชายตาแลสตรีด้านหลังสักนิดก็ไม่มี
[1] ปลาหลี่ คือปลาคาร์ป (鲤鱼) ในท้องถิ่นเชื่อกันว่าปลาที่มีความพากเพียรจนะโข้ามประตูัในแม่น้ำฮวงโหจะกลายเป็ัซึ่งหมายถึงผู้ที่มีความพยายาม จะสามารถบรรลุเป้าหมาย