“ข้าอยากคัดลอกตำราเคมีและฟิสิกส์ออกมาทั้งชุดโดยปรับแก้เนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ข้าอยากให้ท่านมาช่วยข้าทำให้สำเร็จ” หวาชิงเสวี่ยหยุดพูดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “...หลังจากครั้งนี้ ข้าจะไม่ใช้ชิปอีกแล้ว”
หลูเจิ้งชิงเข้าใจความหมายของนาง
ความรู้ในชิปนั้นมีมากมายไม่มีที่สิ้นสุดนางอยากดึงสิ่งที่ต้องการออกมาทั้งหมดในครั้งเดียว เพื่อให้จบเรื่องนี้ไปตลอดกาล
“แต่มันต้องใช้เวลานานมากเลยนะ...”หลูเจิ้งชิงลังเล
“ไม่นานหรอก” หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้าเบาๆ“พูดตามตรง ก็แค่คัดลอกเนื้อหาในตำราออกมาก็เท่านั้น ที่ลำบากจริงๆ คือช่วงท้ายที่ต้องปรับแก้ตำราใหม่และเรียบเรียงแผนการสอนต่างหาก”
“กระบวนการคัดลอก ก็เหมือนกับการให้ชิปต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง...”หลูเจิ้งชิงมองหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาซับซ้อน “เป็นไปได้สูงมากที่เจ้าอาจจะคัดลอกยังไม่เสร็จแต่เกิดอาการป่วยขึ้นมาเสียก่อน”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มเล็กน้อยตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ข้าก็แค่ยอมแพ้ก็เท่านั้นเอง”
หลูเจิ้งชิงเงียบไป
ใช่สิ ทำไม่ได้ ก็ยอมแพ้ไปซะ...แต่ถ้าหากไม่ลองดูสักครั้งชาตินี้ก็คงไม่อาจตัดใจได้ เหตุใดเขาถึงมองไม่ทะลุปรุโปร่งเหมือนสาวน้อยคนนี้กันนะ
เขาครุ่นคิดแล้วก็พยักหน้า“ได้ ข้าจะช่วยเจ้า”
หวาชิงเสวี่ยดวงตาเป็นประกายกล่าวว่า “เช่นนั้นถ้าหากท่านแม่ทัพถามขึ้นมา ท่านก็บอกว่าร่างกายของข้ายังพอจะลองดูได้แบบนี้ได้หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงมีสีหน้าลำบากใจนี่มันเหมือนการบอกให้เขาช่วยหลอกลวงท่านแม่ทัพชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ?
เขาพูดอย่างกระอักกระอ่วน“หากเจ้าเป็นอะไรไปจริงๆ ท่านแม่ทัพคงจะไม่ปล่อยข้าไปแน่...”
“วางใจเถอะ” หวาชิงเสวี่ยยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ“อย่างน้อยเขาก็คงจะรอให้ท่านรักษาข้าให้หายก่อน”
หลูเจิ้งชิงพูดอะไรไม่ออกได้แต่คิดในใจว่านางช่างมองโลกในแง่ดีเสียจริง
“แต่ช่วงนี้ดูเหมือนท่านจะยุ่งมากเลยนะ...”หวาชิงเสวี่ยถามเขาด้วยความห่วงใย “พอจะหาเวลามาช่วยข้าได้หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงกล่าวว่า“เกรงว่าจะต้องขอให้ท่านเจ้ากรมอนุมัติเสียก่อน”
“เช่นนั้นข้าจะไปขอให้ฮ่องเต้ช่วยก็แล้วกัน!”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยและหลูเจิ้งชิงตกลงกันได้นางก็ดีใจมากเป็นพิเศษ รู้สึกว่ามีเรื่องใหญ่รอคอยนางไปทำให้สำเร็จเต็มไปหมด ร่างกายเต็มไปด้วยพลังและความกระตือรือร้น!
อาหารถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้วหลัวมู่อวี่มาที่ห้องหนังสือเพื่อเรียกคนทั้งสองไปทานอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่น
หลังจากส่งหวาชิงเสวี่ยกลับไปแล้วท้องฟ้าก็เริ่มมืดค่ำ หลูเจิ้งชิงจึงไม่ได้กลับไปที่สำนักหมอหลวง
เมื่อถึงเวลาเข้านอนสองสามีภรรยาตระกูลหลูจึงอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า หลัวมู่อวี่นั่งอยู่ข้างเตียงค่อยๆลูบไล้ท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดจากใจจริงว่า “ถ้าช่วยได้ก็คงจะดี ถือว่าเป็นบุญกุศลด้วยแถมยังไม่ต้องถูกท่านเจ้ากรมใช้งานอย่างไม่เป็นธรรมอีก”
หลูเจิ้งชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก“การรักษาคนป่วยคือหน้าที่ของข้า จะพูดว่าท่านเจ้ากรมใช้งานคนอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างไร?”
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านยุ่งขนาดนี้เลยนี่ตอนนี้กว่าจะเห็นหน้าได้ก็ปาเข้าไปกลางดึก” หลัวมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจ“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ จะไม่เสนอสูตรยาระงับความรู้สึกให้ไปหรอก ท่านเจ้ากรมคงอยากจะยึดความดีความชอบไว้คนเดียวเลยจงใจกันท่านออกไปใช่หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “ท่านเจ้ากรมไม่ใช่คนแบบนั้น ที่ช่วงนี้ข้ายุ่งมากก็เพราะว่าท่านเจ้ากรมให้ข้าและเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนรวบรวมกระบวนการปรุงยาระงับความรู้สึกมาเขียนเป็นตำราเพื่อให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น...”
“แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จเสียทีล่ะ...”หลัวมู่อวี่ยู่ปาก พร้อมกับบ่นด้วยความสงสาร “ท่านเหนื่อยเกินไปจนซูบผอมแล้วนะ”
หลูเจิ้งชิงยิ้มบางๆ“ใกล้จะเสร็จแล้ว เอาล่ะ นอนเถอะ...”
เมื่อแสงเทียนดับลงชายหนุ่มก็กล่อมภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลจนกระทั่งนางหลับไปในที่สุด
แสงจันทร์สลัวๆ ลอดผ่านหน้าต่างบางเบาที่ทำจากกระดาษเข้ามาในห้องในยามค่ำคืนอันมืดมิดและเงียบสงัด หลูเจิ้งชิงนอนอยู่บนเตียง แม้จะเหนื่อยล้ามากแล้วแต่ก็ยังพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ...
...
จวนเว่ยหย่วนโหวจัดงานเลี้ยงอีกแล้ว
ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ล้มหมอนนอนเสื่อมานานในจวนจึงเชิญคณะงิ้วที่มีชื่อเสียงที่สุดในเซิ่งจิงมาแสดงชุดใหญ่ เพื่อสร้างความครึกครื้น
ตระกูลที่ได้รับเทียบเชิญต่างก็รู้สึกว่าจวนโหวมีจุดประสงค์จัดงานเพื่อแก้เคล็ดให้ฮูหยินผู้เฒ่า...
ฟู่ถิงเย่เป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องภายในบ้านเท่าไรนักเมื่อรู้ว่ามีการจัดงานเลี้ยงอีก ก็แค่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ความจริงเขาก็รู้สึกว่าช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มีอารมณ์ซึมเศร้ามากเกินไปการเชิญคณะงิ้วมาเพื่อให้คลายเหงาก็ไม่เลว
พอดีกับที่ช่วงนี้หวาชิงเสวี่ยกำลังพักรักษาตัวอยู่ในจวนพักส่วนตัวนางมักจะบ่นว่าเบื่อ ฟู่ถิงเย่จึงถามหวาชิงเสวี่ยว่าอยากจะไปด้วยกันหรือไม่
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้า“ไม่เอา ข้าฟังงิ้วไม่รู้เรื่อง”
แถมในงานเลี้ยงก็ไม่มีใครที่รู้จักเลยดูไม่น่าสนุกสักนิด
ฟู่ถิงเย่จึงไม่ฝืนใจนาง“ถ้าเช่นนั้นข้าจะมาหาเจ้าอีกทีในตอนเย็น”
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตา“ท่านแม่ทัพไปทำธุระเถอะ ไม่ต้องห่วงข้าหรอก”
ฟู่ถิงเย่คิดในใจว่าสตรีนางนี้จะแสดงความอาลัยอาวรณ์บ้างไม่ได้เชียวหรือ?เหมือนกับหลัวมู่อวี่ที่เวลาเห็นหน้าหลูเจิ้งชิงทีไร...แววตาก็เป็นประกายเหมือนมีฟองหัวใจผุดออกมาตลอดเวลา
เฮ้อ...
หวาชิงเสวี่ยไม่รับรู้ถึงความเศร้าโศกในใจของท่านแม่ทัพ
นางแค่คิดแบบง่ายๆ ว่าตนไม่ใช่เด็กเล็กเสียหน่อยไม่จำเป็นต้องให้ฟู่ถิงเย่มาอยู่เป็นเพื่อนทุกวัน อีกอย่างเขาก็ยุ่งมากเลยไม่ใช่หรือ?
...
ฟู่ถิงเย่กลับมาถึงจวนโหวขณะนั้นบนเวทีงิ้วในสวนด้านหลังกำลังทำการแสดงอย่างครึกครื้น
บนโต๊ะไม้แกะสลักสีแดงเข้มมีผลไม้และของว่างวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เตาผิงทองแดงอุ่นๆ กำลังแผ่ความร้อนออกมามองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ความหรูหราตระการตา เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่งและโอ่อ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถูกแวดล้อมไปด้วยผู้คนอยู่ตรงกลางโถงชั้นสองบนใบหน้าประดับรอยยิ้ม ดูใจดีและสง่างาม ไม่มีท่าทีว่าจะป่วยเลยแม้แต่น้อย
ฟู่ถิงเย่เดินเข้าไปทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พากันชมเชยว่าท่านแม่ทัพนั้นมีความกตัญญู ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวว่า“หากเขามีใจกตัญญูจริงๆ ปีหน้าก็ควรจะมีหลานชายให้ข้าสักคน”
ทุกคนต่างก็หัวเราะและกล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องสมหวังอย่างแน่นอน
ฟู่ถิงเย่นึกถึงภาพที่หวาชิงเสวี่ยคลอดลูกให้ตนเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่อยู่ในอ้อมแขน ช่างเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง บนใบหน้าก็เผลอปรากฏรอยยิ้มบางๆโดยไม่รู้ตัว
เมื่อทุกคนเห็นเช่นนั้นก็มั่นใจว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้มาก จึงรีบเข้ามาแสดงความยินดีกันยกใหญ่ บรรยากาศในงานจึงยิ่งครึกครื้นมากขึ้นไปอีก
หลังจากทักทายกันเสร็จแล้วฟู่ถิงเย่ก็ไปยังที่นั่งถัดจากฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เพื่อชมงิ้ว
การได้นั่งแกะเมล็ดแตงโมไปชมงิ้วไป เป็นโอกาสที่หายากและทำให้เขาได้ผ่อนคลายอย่างมาก เสียดายที่ไม่มีหวาชิงเสวี่ยอยู่ข้างกายทำให้รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
ตอนนี้เขาเริ่มชินกับการจับมือน้อยๆของนาง ลูบแก้มน้อยๆ ของนาง จับผมนุ่มๆ ของนางเล่น...หรือไม่ก็กอดนางไว้บนตัก ถ้าไม่ได้สัมผัสตัวนางก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อนึกถึงตอนที่ออกมาหวาชิงเสวี่ยก็มองด้วยดวงตากระจ่างใสพร้อมกับกล่าวว่า ‘ท่านแม่ทัพไปทำธุระเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า’
ฟู่ถิงเย่ได้แต่ตำหนิในใจ‘นางช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้หัวใจจริงๆ ...’
สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามากล่าวเสียงค่อยว่า “ท่านแม่ทัพ ฮูหยินผู้เฒ่าให้ท่านไปพบหน่อยเจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปอย่างเคลือบแคลง ก็พบว่าที่นั่งของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ว่างเปล่าไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
“ฮูหยินผู้เฒ่าไปไหนแล้ว?”เขาถาม
“ฮูหยินผู้เฒ่าเหนื่อยแล้วจึงไปพักผ่อนอยู่ด้านหลัง บอกว่าให้มาเรียกท่านไปพบเพราะมีเรื่องจะปรึกษาเจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่คิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่คงจะใช้วิธีเดิมๆ เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกกับเขาอีกแล้ว
สาวใช้พาฟู่ถิงเย่มาที่ห้องหนึ่งเมื่อเขาเดินเข้าไป ก็เห็นเฉิงหว่านเมี่ยวอยู่ที่นั่นด้วย
คนทั้งสองคนมองกันตาโตเห็นได้ชัดว่าต่างคนต่างก็ตกใจไม่น้อย
ฟู่ถิงเย่หันไปมองสาวใช้แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
สาวใช้ทำหน้างงงวยเช่นกันตอบว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้บ่าวพาท่านแม่ทัพมาที่นี่ นอกนั้นก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลยเจ้าค่ะ...”
เฉิงหว่านเมี่ยวพูดขึ้นว่า“ท่านป้าบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษาข้า เลยให้ข้ามารอที่นี่ ญาติผู้พี่ลองอยู่รอด้วยกันเถอะอีกไม่นานท่านป้าก็คงจะมาแล้ว”
ในห้องนี้ไม่มีเตาผิงไม่มีแม้แต่กระถางไฟ มีเพียงกระถางเครื่องหอมที่มีไอควันลอยขึ้นมาบางๆ กลิ่นหอมอบอวลแต่กลับหนาวเย็นเหลือเกิน
แน่นอนว่าฟู่ถิงเย่ไม่ได้กลัวความหนาวเย็นแต่เฉิงหว่านเมี่ยวกลับมีริมฝีปากซีดเผือดแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่สั่งให้เฉิงหว่านเมี่ยวมาที่นี่เพียงคนเดียวนางจึงไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย พอเห็นมีคนมาแล้ว เฉิงหว่านเมี่ยวจึงเรียกให้สาวใช้ไปเอาเตาไฟมา
ในห้องจึงเหลือเพียงนางกับฟู่ถิงเย่เพียงสองคน
บนโต๊ะมีน้ำชาอุ่นเหลืออยู่ครึ่งกาเฉิงหว่านเมี่ยวรินชาให้ฟู่ถิงเย่ถ้วยหนึ่ง ตั้งใจจะประจบเอาใจเต็มที่ “ญาติผู้พี่ ดื่มชาให้ร่างกายอบอุ่นหน่อยเถิด”
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าเล็กน้อยแบบส่งๆขมวดคิ้วราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ โดยที่ไม่ได้แตะต้องชานั้นแม้แต่น้อย
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่นางเจอกับความเย็นชานี้ของฟู่ถิงเย่มาหลายครั้ง นางจึงพอจะเข้าใจนิสัยของญาติผู้พี่คนนี้แล้ว
นางรินชาลงในถ้วยของตัวเองแล้วค่อยๆ จิบทีละนิด
ร่างกายเริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทีละน้อย...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้วสาวใช้คนนั้นยังไม่กลับมา ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังไม่ปรากฏตัว
ฟู่ถิงเย่รู้สึกแปลกๆในใจคิดว่าควรจะออกไปดูหน่อยหรือไม่? บางทีฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะป่วยจนเลอะเลือนไปแล้วก็ได้ถึงกับลืมเขาและเฉิงหว่านเมี่ยวเอาไว้ที่นี่?
ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงครางเบาๆอยู่ข้างหู
ฟู่ถิงเย่หันไปมอง ก็เห็นว่าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เฉิงหว่านเมี่ยวใบหน้าหน้าแดงก่ำหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ นางร้องครางเบาๆ พร้อมกับดึงเสื้อผ้าตัวเองด้วยความทรมาน
“เฉิงหว่านเมี่ยว?!”
ฟู่ถิงเย่รีบก้าวไปคว้าข้อมือของเฉิงหว่านเมี่ยวไว้เพื่อไม่ให้นางดึงเสื้อผ้าต่อ
ไม่คิดว่าเฉิงหว่านเมี่ยวจะเบียดตัวเข้ามาหาเขาดวงตาเป็นประกายวาวเยิ้ม ภายในนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน “ร้อนจัง ไม่สบายตัวเลย...ญาติผู้พี่...ญาติผู้พี่...”
หากเป็นบุรุษธรรมดาทั่วไปมาเห็นภาพอันยั่วยวนเช่นนี้ คงจะโผเข้าไปหาแล้ว
แต่ตอนนี้ในใจของฟู่ถิงเย่กลับมีเพียงความตกใจและความโกรธสองคำนี้เท่านั้น!
เขาหยิบถ้วยน้ำชาของเฉิงหว่านเมี่ยวขึ้นมาดมแล้วสีหน้าก็มืดครึ้มลงทันที
ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาคงจะรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแต่ครั้งนี้เพราะอยู่ในบ้านของตน เขาจึงประมาทไป อีกทั้งเครื่องหอมที่จุดไว้ในห้องยังช่วยกลบกลิ่นแปลกๆในน้ำชา ทำให้ฟู่ถิงเย่ไม่ทันสังเกตเลย!
ฟู่ถิงเย่ไม่คิดเลยว่าในจวนเว่ยหย่วนโหวอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ จะมีคนใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำทรามเช่นนี้!
สติของเฉิงหว่านเมี่ยวเริ่มเลือนรางไปแล้วนางรู้สึกร้อนรุ่มทรมานมาก ร่างกายจึงเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ เผลอพิงร่างของฟู่ถิงเย่โดยไม่รู้ตัว
“เฉิงหว่านเมี่ยว เจ้ามีสติหน่อย!”ฟู่ถิงเย่ถูกนางดึงรั้งจนรู้สึกหงุดหงิด จึงคำรามเสียงต่ำ “ในน้ำชาของเจ้ามียา! ตั้งสติหน่อย!”
ใบหน้าที่งุนงงของเฉิงหว่านเมี่ยวชะงักไปเล็กน้อย“เป็นไปได้อย่างไร...”
อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาจะยังไม่ได้ออกฤทธิ์เต็มที่การที่ฟู่ถิงเย่ตะโกนออกมา จึงทำให้นางได้สติกลับมาบ้าง สีหน้าจึงแข็งค้าง
ในชา มีคนวางยาอย่างนั้นหรือ?...
ฝีมือใครกัน?
แม้ว่าความคิดยังสับสนแต่เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่แล้ว เฉิงหว่านเมี่ยวก็เข้าใจขึ้นมา
นางเข้าใจแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของงานเลี้ยงในวันนี้...
แต่...ทำไมถึงเป็นแบบนี้กัน...
จะอย่างไรเฉิงหว่านเมี่ยวก็เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบหกปีที่มีจินตนาการอันสวยงามเกี่ยวกับความรัก นางอาจจะเรื่องมาก เห็นแก่ตัว และคิดอะไรที่ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงไปบ้างแต่นางจะเคยเจอวิธีการที่โหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร?!
ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับต้องการให้นางได้ฟู่ถิงเย่มาด้วยวิธีที่ต่ำช้าเช่นนี้หรือ?เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง!
เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากที่ไกลๆราวกับว่ามีคนจำนวนมากกำลังเดินมาทางนี้จากด้านหน้า
เฉิงหว่านเมี่ยวไม่มีแม้แต่เวลาจะคิด!
ฟู่ถิงเย่ก็ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วเช่นกันจึงผลักนางออกไปอย่างหงุดหงิด หันหลังเตรียมจะหนีออกไปทางหน้าต่างหลังห้องทันที!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองเฉิงหว่านเมี่ยวก็ดูเหมือนจะได้สติขึ้นมา นางกอดขาของฟู่ถิงเย่ไว้แน่น! พร้อมกับร้องไห้“ญาติผู้พี่! หากท่านหนีไปอย่างไม่ไยดีเช่นนี้ วันหน้าข้าจะมีหน้าอยู่ต่อไปอย่างไร?!”