ตอนที่10
แฝงกาย
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ"เสียงชายคนหนึ่งะโขึ้นมาตอนที่เขากำลังจะกินิญญาของชายที่กำลังวิ่งหนี ราวินทร์หันไปมองว่าคนคนนั้นคือใครชายสองคนสวมชุดสีดำสนิท ยืนมองมาที่ราวินทร์ ชายคนหนึ่งเดินไปหาโหน่งที่นอนตายอยู่ข้างๆ
“ไม่ทันแล้ว โดนดูดิญญาไปหมดแล้ว”
“แกเป็ปีศาจที่ออกล่าิญญามนุษย์แถวนี้สินะทำคนเดียวหรือมีตัวอื่นคอยช่วย”
ราวินทร์ใที่พวกเขารู้ว่าตนเองเป็ปีศาจและเริ่มระวังตัวมากขึ้น พวกเขาเป็ใครและ้าอะไรจากตน สัญชาตญาณของสัตว์ที่กำลังจะถูกทำร้ายทำให้เขากางกรงเล็บออก“พวกแกเป็ใคร”
“พวกฉันคือยมทูตที่จะมาส่งแกลงนรกไง”
หลังพูดจบยมทูตทั้งสองก็เรียกอาวุธออกมาคนหนึ่งถือดาบยาว อีกคนถือแส้ ราวินทร์รีบวิ่งหนีเพราะไม่มีทางที่เขาจะสู้สองคนนี้ได้ แต่เขาก็พลาดโดนแส้รัดไว้จนดิ้นไม่หลุดเขาคิดขึ้นมาได้ว่าต้องหาทางเพิ่มพลังให้มากกว่านี้จึงได้เอามือแตะไพ่ในกางเกงเพื่อดึงพลังที่เก็บไว้มาใช้ และมันก็ได้ผลพลังิญญาสีแดงไหลเข้าไปในร่างเขาจนหมด ทำให้เขาสะบัดแส้นั้นจนหลุด และเริ่มตอบโต้บ้าง
“กษิต มันเก็บพลังไว้ในกระเป๋าระวังด้วย”
กษิตใช้ดาบรับกรงเล็บนั้นไว้และถีบจนราวินทร์กระเด็นออกไป
“วงกต ใช้แส้รัดมันไว้”
วงกตพยายามจะใช้แส้รัดราวินทร์อีกครั้งแต่กลับโดนปัดอย่างง่ายดาย
วงกต : มันสะสมพลังไว้มากแค่ไหนเนี้ยถึงขนาดปัดแส้ฉันได้
กษิตเรียกพลังจากนรกขึ้นมาที่ดาบเป็พลังไฟที่ร้อนจนเผาไหม้ได้ทุกอย่าง และเล็งดาบนั้นไปที่ราวินทร์
กษิต : วงกต ตอนนี้แหละใช้แส้จับมันไว้
ราวินทร์จ้องมองที่ลูกไฟนั่น ความรู้สึกราวกับตัวเองจะต้องกลับไปลงนรกอีกครั้งเขารู้สึกกลัวและรีบวิ่งหนี วงกตจึงใช้แส้ฟาดใส่และมัดเขาไว้อีกครั้ง แต่จู่ๆแส้ที่มัดแน่นนั้นก็ขาดในตอนที่กษิตขว้างดาบนั้นมาพอดีทั้งราวินทร์และวงกตกระเด็นไปคนละทาง ก่อนที่ดาบนั้นจะพุ่งไปปักที่ต้นไม้ใกล้ๆเพราะไฟที่ลุกอยู่ตรงหน้าและตาข้างขวาที่มองไม่เห็นของเขา ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่มาช่วยคือใคร
“หนีไป เร็วเข้า”
พอได้ยินเสียงนั้นเขาก็รีบวิ่งสุดชีวิตกษิตกับวงกหันไปมองปีศาจที่เขามาขวางการเก็บิญญาของเขา
กษิต : วงกตตามไป ทางนี้ฉันจัดการเอง(หันไปหาชายที่มาช่วย) แกเป็ใคร
ปีศาจตนนั้นใช้พลังบางอย่างทำให้รอบๆกลายเป็สีดำทั้งหมด วงกตจึงหยุดนิ่งเพราะไม่รู้ว่าพลังนั้นทำอะไรได้บ้าง กษิตมองไปรอบๆเพื่อหาปีศาจตนนั้นแต่ก็ไม่เห็นมันเสียแล้ว
กษิต : ม่านอาคมงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว”
กษิต :คิดว่ามันจะทำอะไรฉันได้อย่างนั้นเหรอ?
“ฉันไม่ได้้าทำอะไรนายหรอกแค่ขอเวลาหนีเท่านั้น”
กษิต : ไม่มีทางที่พวกแกจะหนีรอดไปได้หรอกไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ หรือวันถัดๆไปยังไงฉันก็จะหาพวกแกจนเจอและก็ส่งพวกแกลงนรกไปซะ
“แล้วฉันจะรอแล้วกันนะ ยังไงซะก็หาทางออกจากม่านอาคมนี้ให้ได้ก่อนแล้วกันนะพวกยมทูต” (หัวเราะ)
หลังเสียงนั้นหายไป ทั้งคู่ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่การัักับม่านอาคมที่ไม่รู้ว่ามีระดับพลังอยู่แค่ไหนนั้นมันเสี่ยงที่จะทำให้าเ็ทั้งคู่จึงรอเวลาให้มันค่อยๆสลายไปอย่างใจเย็น
ด้านราวินทร์ที่วิ่งหนีไปก็เรียกแท็กซี่กลับไปที่สวนสาธารณะ เขากลับไปที่รถและนั่งหอบอยู่ในนั้นพอยกมือขึ้นมาก็พบว่าร่างกายเริ่มเหี่ยวลงอีกแล้ว เป็เพราะเมื่อกี้เขาใช้พลังไปกับการต่อสู้นั่นจนหมดเขาได้แต่หัวเสียและถอนหายใจ เกิดเื่ขึ้นอีกแล้ว คชาต้องไม่พอใจอีกแน่ๆ เขาขับรถกลับบ้านด้วยความรีบร้อนและนึกถึงชายคนนั้นที่มาช่วย ด้านหลังของชายคนนั้นมันดูคุ้นมากเหมือนคนเคยรู้จัก
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดฝนก็เริ่มตกหนักด้วยตาซ้ายข้างเดียวทำให้เขามองถนนไม่ถนัด และตอนที่กำลังเลี้ยวรถเข้าซอยก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งข้ามถนนกระทันหันทำให้เขาเบรคไม่ทัน
“แย่แล้ว ทำไมซวยอย่างนี้วะ”
พอลงไปดูก็เห็นเธอนอนนิ่งอยู่ เขามองไปรอบๆ ซ้ายและขวาจนเห็นว่าไม่มีคนอื่นอยู่จึงคิดจะหนีพอจะกลับขึ้นรถเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสีแดงที่อยู่รอบๆร่างของเธอ
“แดงเืนก เลยงั้นเหรอ?”
มันเป็สีของิญญาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเขาจึงอุ้มเธอขึ้นรถและพากลับบ้าน มองเธออยู่พักหนึ่งคิดว่าหากดูดพลังเธอตอนนี้เธอต้องตายแน่ๆ เพราะกำลังาเ็อยู่ถ้าเธอตายพวกยมทูตต้องมาที่นี่และเจอตัวเขาอีกเป็แน่ แต่กลิ่นนั้นมันลอยออกมาและเชิญชวนให้ลิ้มลองอย่างมากเขาจึงเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความกระหาย
“นิดเดียว แค่นิดเดียวเท่านั้น”
เขาสูดหายใจเล็กน้อยแล้วแสงสีแดงนั้นก็ค่อยไหลเข้าร่างกายเข้าไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นแต่เขากลับฟื้นพลังได้อย่างรวดเร็วไม่เพียงแค่ฟื้นพลังได้ เขายังรู้สึกอิ่มและหายเ็ปด้วย
“สุดยอด ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเธอเป็ใครกันแน่”
เขาจึงพาเธอกลับไปที่บ้าน ในขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ดีเธอก็ฟื้นขึ้นมาและหันมามอง
“คุณเป็ใครคะ เอ๊ะ!เหมือนเมื่อกี้ฉันจะถูกรถชนเลย”
ราวินทร์ : เอออออ ฉันชื่อราวินทร์เธอไม่เป็อะไรใช่มั้ย?
แล้วสิ่งที่กำลังกลัวก็เกิดขึ้น นทีก็เดินลงมาจากข้างบน
นที : กลับมาแล้วเหรอ?(มองไปที่หญิงสาวคนนั้น) เธอเป็ใคร?
ราวินทร์ทำท่าร้อนรนและเริ่มอึกอักไม่รู้ตอบยังไงเขาไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนให้นทีสงสัย และเขาก็นึกถึงเื่ที่คุยกันก่อนหน้านี้ได้
“เธอก็เป็พนักงานใหม่ของฉันไง เธอชื่อ.......”
เขารีบหันไปทางหญิงสาวคนนั้นที่นั่งทำหน้างงอยู่ เธอคนนั้นจึงได้ตอบกลับไป
“ศิวาค่ะ”
นที : แล้วพามาทำไมตอนดึกๆแบบนี้
ราวินทร์ : อ่อจากนี้ไปเธอจะพักและทำงานที่นี่เลยน่ะ เพราะฉันจะรับงานกลางคืนเพิ่มแล้ว
นที : งั้นเหรออืม...งั้นก็บอกให้เธอระวังตัวหน่อยแล้วกันเหมือนแถวนี้จะมีพวกต่างถิ่นมาอาศัยอยู่ใหม่ อาจทำอันตรายเธอก็เป็ได้
พูดจบนทีก็เดินขึ้นข้างบนไป ราวินทร์ถอนหายใจออกมาทันทีที่นทีไม่ได้ซักถามอะไรมากมายและก็มองศิวาด้วยความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรกับเธอต่อจากนี้
พอฟ้าสางราวินทร์ก็พาศิวาไปโรงพยาบาลตรวจเช็คอาการแล้วไม่มีอะไรมากแค่รอยถลอกเล็กน้อยที่หัวหลังจากรับยาเสร็จเขาก็ขับรถพาเธอไปกินอาหารและเริ่มเจรจาข้อตกลง
ราวินทร์ : เอาแหละฉันอยากให้เธอมาเป็พนักงานที่สำนักดูดวงของฉัน
ศิวา : โอเคค่ะ
ราวินทร์ : ห๊ะ! ตอบรับง่ายเกินไปมั้ย
ศิวา : ฉันตกงานมา 6 เดือนแล้วค่ะจะว่าไปตอนนี้ก็ไม่มีเงินสักบาทถ้าคุณจะจ่ายค่าทำขวัญโดยการรับเข้าเป็พนักงานฉันก็โอเคค่ะ
ราวินทร์ :แต่เธอจำเป็ต้องพักที่สำนักงานฉันนะ เพราะฉันบอกหุ้นส่วนไปอย่างนั้นแล้ว
ศิวา : ก็ไม่มีปัญหาเช่นกันค่ะ ห้องที่พักอยู่ไม่ได้จ่ายค่าเช่ามาหลายเดือนแล้วอีกไม่นานก็ต้องโดนไล่ออก ได้ที่นอนฟรีก็โอเคเหมือนกันค่ะ
ราวินทร์รู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัวอย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อเขาจึงพาเธอมาที่บ้านและเริ่มแจ้งเงื่อนไขทั้งหมดให้เธอฟัง
ราวินทร์ : สิ่งที่สำคัญที่สุดคือห้ามเข้าห้องมืดเด็ดขาด ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม
เหมือนศิวาจะเข้าใจดีและไม่ถามอะไรมากมายเธอเริ่มทำงานในวันนั้นได้อย่างดี ไม่ว่าจะคิว ติดต่อลูกค้า คอนเฟิร์มนัดราวกับเธอเตรียมพร้อมในการมาทำงานที่นี่แล้ว ราวินทร์มองเธอทำงานแล้วก็ยิ่งสงสัย
ราวินทร์ : คล่องจังนะ
ศิวา : งานธรรมดามากค่ะลูกค้ามีน้อยนิดจนไม่น่าจะทำให้รวยได้ การจดรายละเอียดลูกค้าแค่วันละคนสองคนใครทำไม่ได้ลาไปตายได้เลยค่ะ
สิ่งที่ศิวาพูดกระทบใจเขาอย่างจังเพราะเขาไม่สามารถจัดการลูกค้าที่มีแค่วันละคนสองคนนั้นได้เลย
“หึหึหึ เพราะทำไม่ได้สินะฉันก็เลยต้องตายอยู่แบบนี้”
แล้วเขาก็เผลอหัวเราะออกมา พอรู้สึกตัวก็คิดว่าความรู้สึกแบบนี้มันไม่เกิดขึ้นกับเขามานานแล้ว ความผ่อนคลายและสิ่งที่เกือบจะเหมือนมนุษย์
ผ่านไปหลายวันราวินทร์เริ่มหิวและอยากหาเหยื่อ เขามองไปที่ศิวาหลายครั้งเพราะอยากจะกินพลังิญญาของเธอพอคิดว่านิดเดียวคงจะไม่เป็ไร แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขาต้องห้ามใจไว้เขาไม่เคยกินิญญาผู้หญิงมาก่อน เขาไม่อยากทำร้ายผู้หญิงเพราะมันทำให้เขานึกถึงภรรยาของเขาที่ถูกฆ่าตายเขาจึงยอมเสี่ยงที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้ง โดยไม่รู้ตัวว่า ศิวาคอยจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิด
หลังจากที่ราวินทร์ออกไปข้างนอกในตอนกลางคืนนทีเดินลงมาจากข้างบนและไปหาศิวาที่ห้อง
นที : เป็ยังไง เขาสงสัยเธอรึเปล่า
ศิวา : คุณนที อย่ามาแบบนี้สิคะถ้าฉันหัวใจวายตายไป มันจะเสียเปล่านะคะที่อุตส่าห์ช่วยฉันไว้
นที : (มองด้วยหางตา)ฉันถามว่าเขาสงสัยอะไรเธอรึเปล่า
ศิวา : ไม่เลยค่ะ เชื่อสนิทใจดูแล้วไม่เห็นเหมือนจะเป็คนที่มีพิษมีภัยได้เลยนะคะ
นที : เขาไม่ใช่คน เขาเป็ปีศาจซึ่งมันแปลว่า เขาอันตรายทุกเวลาอยู่แล้ว
ศิวา : แล้วเก็บเขาไว้ทำไมล่ะคะไล่เขาออกก็ได้นิคะ แล้วก็หาคนอื่นมาทำแทน
นที :นั่นไม่ใช่เื่ที่ฉันจะตัดสินใจได้ ฉันแค่ทำตามคำสั่งของจอมปีศาจเท่านั้น
ศิวา :เอ๋...นึกว่าคุณเป็หัวหน้าคุณราวินทร์ซะอีก
นที :ฉันเป็ปีศาจที่ถูกส่งมาช่วยเหลือและดูแลเขาอีกนัยหนึ่งก็คือต้องคอยจับตาดูว่าเขาทำงานที่ได้รับคำสั่งมาอย่างดีหรือเปล่าแต่เ้านั่นมันฉลาดและไหวตัวทันตลอด (หรืออาจจะมีใครคอยช่วยมันปกปิดอยู่ก็ได้)ฉันเลยต้องให้เธอมาคอยจับตาดูแทนฉันไง
ศิวา : แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะไม่มีไกด์ไลน์ให้หน่อยเหรอคะว่าจะให้ดูอะไร หรือต้องจับตาอะไรเป็พิเศษบอกให้จับตามอง มันกว้างอยู่นะคะ
นที : ไกล์....ไลน์...งั้นเหรอ?
ศิวา :ก็เช่นว่าต้องสังเกตให้ดีว่าเขาพาใครมาที่บ้านบ้าง หรือชอบออกไปข้างนอกตอนกี่โมงหรือเป็พิเศษกับใครมากกว่าคนอื่น อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ เท่าที่ดูมาได้สองสามวันก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากชอบออกไปตอนกลางคืน กว่าจะกลับก็เกือบเช้า แค่นั้นเองเพราะกลางวันก็อยู่แต่ข้างบน ซึ่งเขาก็ห้ามไม่ให้ฉันขึ้นไป
ศิวาพูดไปก็เดินไปเดินมาในห้องโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองใส่ชุดนอนที่บางเฉียบจนเห็นด้านในนทีเริ่มจ้องมองที่กลางอกของเธอ แสงสีแดงที่ล้อมรอบตัวเธอนั้นมันเริ่มส่งกลิ่นยั่วยวนให้เขาเข้าหายิ่งนัก พอศิวารู้ตัวว่าถูกจ้องเธอก็รีบดึงเสื้อคลุมมาใส่ทันทีนทีเห็นแบบนั้นจึงรีบหันหลังและเดินออกจากห้องไป ก่อนจะหันกลับมาพูดย้ำ
“ตอนนี้จับตามองทุกอย่างที่เขาทำทั้งหมดก็พอ แล้วฉันจะสั่งอีกทีว่าต้องทำอะไร”
