“จิวฟง เดี๋ยวก่อน...”เสียงของชุนจางมินดังขึ้นจนจิวฟงและเพื่อนๆที่กำลังเดินกลับบ้านพักต้องหันหลังมามองพอจิวฟงเห็นว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาก็หยุดรอแล้วมองหน้านางอย่างสงสัย
“ใครน่ะ?” เด็กชายตัวน้อยหันไปถามเพื่อนๆหลางชี่เชี่ยรู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเด็กหญิงคนนี้อย่างไรชอบกลแต่เขาก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นหน้านางที่ไหนต้าไคหันมองจิวฟงแล้วส่ายว่าแทนคำตอบว่าเขาไม่รู้จักนางมาก่อนในขณะที่ชูฉงหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านผ่านๆจากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบๆว่า
“นั่นคือชุนจางมินผู้ผ่านการทดสอบเป็อันดับหนึ่งของบ้านประกายหมอกนางปักหอกวายุเวทลงไปในพื้นได้ครึ่งคมหอก ชุนจางมินอายุสิบสี่ย่างสิบห้าบิดาของนางเปิดกิจการค้าผ้าในเขตที่สิบเอ็ดของแคว้นหานมารดาของนางยังคงมีรูปโฉมที่งามแม้ว่าจะอยู่ในวัยสามสิบแปดคนทั้งหลายกล่าวกันว่าเมื่อโตขึ้น หน้าตาของนางคงจะงดงามไม่ต่างจากมารดาชุนจางมินมีพี่น้องทั้งสิ้นสี่คน นางมีนิสัยเอาจริงเอาจังเหมือนบิดา พวกศิษย์ใหม่ต่างคาดหมายว่านางจะผ่านการทดสอบเป็หัวหน้าบ้านประกายหมอก”
“ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย” จิวฟงขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“นั่นสิ” เ้าอ้วนพยักหน้าสำทับในขณะที่เ้าเฉื่อยก็พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อแสดงว่าเห็นด้วย
ไม่เพียงแต่ศิษย์ที่สังกัดบ้านประกายหมอกเท่านั้นศิษย์ใหม่คนอื่นๆต่างก็เคยได้ยินชื่อของชุนจางมินกันทั้งสิ้นมู่ฉีเชิ่งนายน้อยตระกูลมู่แห่งบ้านเทียมฟ้าหลิวจิงยี่เด็กสาวผู้เปี่ยมไปด้วยพร์แห่งบ้านพายุหวนชุนจางมินผู้มุ่งมั่นแห่งบ้านประกายหมอก ทั้งสามเป็ศิษย์ใหม่ที่คนเฝ้าจับตามองผู้คนคาดว่าทั้งสามจะได้เป็หัวหน้าบ้านและหนึ่งในพวกเขาจะกลายมาเป็ประธานรุ่นในอนาคตดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าชื่อเสียงของคนทั้งสามจะโด่งดังกว่าใครในรุ่น...แน่นอนว่าไม่นับรวมจิวฟงเข้าไปด้วย
ชุนจางมินมองหลางชี่เชี่ยแล้วทำหน้าเหมือนกับจะเป็ลมตอนอยู่ในหอคัมภีร์หลักนางเพิ่งแนะนำตัวกับเขาไป ผ่านไปได้ไม่เท่าไรเขาก็ลืมชื่อนางเสียแล้วนางสะบัดหน้าเล็กน้อยแล้วพยายามไม่สบตากับเด็กผู้มีนิสัยประหลาดๆนางตรงเข้าไปหาจิวฟงเพื่อพูดคุยธุระให้จบๆไป
“ข้าตั้งใจมาเตือนเ้าว่าอย่าก่อเื่ในสำนักสำนักวายุจำรัสมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกหักคะแนน เ้าน่าจะรู้แล้วว่าคะแนนที่ถูกตัดย่อมหมายถึงเหรียญเงินที่จะได้รับในแต่ละสัปดาห์จะลดลงเหรียญเงินสำคัญมากสำหรับผู้ฝึกตนเพราะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็ยาวิเศษที่ร้านวายุโอสถซึ่งตั้งอยู่ที่ตีนเขาเว่ยฟงนอกจากนี้เหล่าศิษย์ของสำนักยังนำเหรียญเงินไปแลกเปลี่ยนเป็อาวุธเวทที่ร้านหมื่นศาสตราซึ่งเป็ร้านค้าอาวุธร้านเดียวของสำนักก็ได้ที่ข้ามาเตือนเ้าในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเป็ห่วงพวกเ้าแต่ข้าเป็ห่วงเพื่อนร่วมบ้านคนอื่นๆระบบบ้านประจำสำนักถูกตั้งขึ้นเพื่อให้เหล่าศิษย์ได้ดูแลตักเตือนซึ่งกันและกันหากเ้าถูกตัดคะแนนบ่อยครั้งก็เป็ไปได้ว่าศิษย์บ้านประกายหมอกคนที่เหลือจะถูกหักคะแนนไปด้วยขอให้เ้าคิดถึงคนอื่นให้มากและจำคำพูดของข้าไว้ให้ดี”
จิวฟงอึ้งไปเล็กน้อยเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าการกระทำของเขาอาจส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมบ้านเด็กชายก้มหน้าห่อไหล่พร้อมกับพูดเสียงด้วยเสียงเบา
“ที่เ้าพูดมาเป็เื่จริงอย่างนั้นหรือ”
“จริงสิ ข้าจะโกหกเ้าไปเพื่ออะไร”
จิวฟงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยืนนิ่งสายตาของเขาทอดต่ำและสั่นไหว ชุนจางมินเห็นดังนั้นก็รู้สึกสงสารนางเดินเข้ามาใกล้เขาแล้วบอกว่า
“เ้าไม่ต้องกังวลไป ขอเพียงแค่เ้าไม่ไปก่อเื่จนถูกตัดคะแนนคนอื่นๆก็จะไม่เดือดร้อน”
จิวฟงเงยหน้ามองชุนจางมินแล้วพยักหน้าหงึกๆราวกับว่าจะเข้าใจจากนั้นเขาก็เอ่ยว่า
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเป็ห่วงหากข้าไม่ยอมยื่นป้ายประจำตัวให้กับผู้ใด ข้าก็จะไม่ถูกหักคะแนน และเมื่อข้าไม่โดนตัดคะแนน ศิษย์คนอื่นๆก็จะไม่โดนตัดคะแนนด้วยแต่ถ้าคนอื่นจะถูกตัดคะแนนจริงข้าก็จะแนะนำให้พวกเขาวิ่งหนีดังเช่นที่พวกข้าทำเมื่อครู่”พูดจบเ้าเปี๊ยกก็ยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวซี่เล็กๆ
“...”
ชุนจางมินอ้าปากค้างและยืนอึ้งไร้คำพูดส่วนสามสหายต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของจิวฟง เด็กหญิงมองเด็กชายทั้งสี่คนสลับไปมาแล้วพึมพำเบาๆว่า
“เกินเยียวยาเสียแล้ว...”
เด็กหญิงยืนเงียบอยู่นานก่อนที่จะระบายลมยาวจากนั้นก็สูดหายใจเข้าแรงๆชุนจางมินยืนตัวตรงแล้วจ้องหน้าจิวฟงเขม็ง
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็หัวหน้าบ้านเพื่อสอดส่องความประพฤติของเ้า!” พูดจบนางก็สะบัดหน้าแล้วเดินจากไปในทันที
“อยากเป็อะไรก็เป็ไปเถอะตำแหน่งเล็กน้อยแค่หัวหน้าบ้านไม่อยู่ในสายตาของข้าหรอก”
เมื่อกลับมาถึงบ้านจิวฟงก็รีบเอาพู่กันขนหยาบออกมาจากถุงวิเศษแล้วนำไปแช่ในชามที่บรรจุน้ำไว้ผ่านไปครู่ใหญ่ขนพู่กันสีซีดที่แข็งกระด้างก็เริ่มคลายตัวออกจากกันจิวฟงลองจับปลายขนพู่กันก็รู้สึกว่ามันยังหยาบกระด้างอยู่ดีเขาแช่พู่กันในน้ำเปล่าต่ออีกครึ่งชั่วยามแต่ถึงกระนั้นขนของมันก็ไม่ได้อ่อนนุ่มขึ้นแม้แต่น้อยเขาลองจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำมันชนิดต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างจากเดิมในที่สุดเขาก็แตะปลายพู่กันขนหยาบๆลงบนแท่นหมึก จากนั้นก็ลองเขียนตัวหนังสือ
พู่กันนี้ไม่ได้ช่วยให้เขียนได้เร็วขึ้นเหมือนพู่กันของชูฉงซ้ำลายเส้นจากพู่กันโบราณยังแตกออกเป็สายจนแทบจะอ่านไม่ออกจิวฟงตวัดพู่กันไปมาอยู่นานก็รู้ว่าพู่กันด้ามนี้ไม่ต่างจากขยะ อย่างไรก็ดีพู่กันประหลาดที่ขนแข็งๆของมันเข้ากันไม่ได้กับตัวด้ามที่ยังดูใหม่ทำให้จิวฟงไม่อาจละความสนใจจากมันได้
จิวฟงเหน็บพู่กันสับปะรังเคไว้ที่เอวเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องนำมันมาออกมาจากถุงวิเศษบ่อยๆเขาหยิบพู่กันขึ้นมามองอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งใกล้สิ้นวันเขาก็ยังไขข้อข้องใจเกี่ยวกับพู่กันประหลาดไม่ได้เมื่อเป็เช่นนั้นเขาจึงหันมาฝึกเดินลมปราณย้อนกลับอยู่ภายในบ้าน
ไม่ว่าจะฝึกฝนเท่าไรกลับไม่มีความก้าวหน้าใดๆฐานลมปราณย้อนกลับขนาดเท่าหัวแม่มือที่จุดตันเถียนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ร่างกายของเขาเพียงเล็กน้อยจิวฟงรู้สึกว่าร่างกายของเขาแข็งแรงและรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นบ้างเท่านั้น
ความสงสัยคืบคลานเข้ามาในหัวใจของจิวฟงอย่างช่วยไม่ได้เขาที่พยายามอย่างหนักในการเดินลมปราณด้วยวิธีการที่แสนจะยากลำบากกลับไม่เห็นผลดังที่คาดไว้ไม่มีใครรู้หรอกว่า ภายใต้ท่าเดินลมปราณประหลาดๆ เด็กชายตัวน้อยต้องมุ่งมั่นฟันฝ่าความทรมานทางร่างกายเท่าไรท่ายืนแบกโลกที่ใช้เดินลมปราณย้อนกลับสร้างความอ่อนล้าตามร่างกายอย่างคาดไม่ถึง
จิวฟงก็ไม่รู้หรอกว่าการที่เขาฝึกฝนตามแบบวิชาคัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุจนได้ฐานปราณเล็กๆมานับว่าเป็พร์ขั้นสูงแล้วที่จิวฟงยังไม่ก้าวหน้าในการฝึกเป็เพราะขาดปัจจัยเพียงอย่างเดียวและปัจจัยนั้นก็เป็เครื่องส่งเสริมผู้ฝึกตนทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
จิวฟงสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวแล้วก้มหน้าก้มตาฝึกเดินลมปราณด้วยท่าทางประหลาดๆต่อไป ความเมื่อยล้าตามร่างกายยังคงอยู่ แต่เขาก็พยายามไม่ไปสนใจกับมันดังเช่นทุกที
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพอพระอาทิตย์ตกดินเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจิวฟงเปิดประตูออกไปก็พบว่าศิษย์พี่หวังหลี่เม่ายืนอยู่หน้าบ้านโดยมีสหายทั้งสามอยู่ที่นั่นเช่นกัน
“ข้ามาเยี่ยมศิษย์น้องที่น่ารักของข้า ข้าชวนต้าไค ชูฉงและหลางชี่เชี่ยมาที่นี่เพื่อที่จะได้สนทนาปราศรัยพร้อมกันในคราวเดียว”หวังหลี่เม่าพยายามฝืนยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก เขามองหน้าจิวฟงแล้วถอนหายใจยาว
จิวฟงเปิดประตูแล้วเชื้อเชิญศิษย์พี่และเพื่อนๆให้เข้ามาในบ้านคนทั้งสี่เดินเข้ามาด้านในแล้วนั่งลงที่โต๊ะกลมตัวเล็กๆ หวังหลี่เม่าจิบชาในถ้วยที่จิวฟงรินให้ก่อนที่จะเอ่ยถามว่า
“ได้ยินว่าพวกเ้าไปที่หอคัมภีร์มา เป็อย่างไรบ้างล่ะ หือ?”
“ที่นั่นสนุกมาก” จิวฟงยิ้มแป้นให้ศิษย์พี่ของเขา
“สบายมากกกกก” ต้าไคลากเสียงยาวเขาคิดถึงอากาศที่เย็นสบายพลันยิ้มออกมาจนตาหยี
“เจ๋งมาก” ชูฉงเอามือลูบถุงวิเศษที่มีพู่กันอยู่ด้านในแล้วยิ้มมุมปากในขณะที่หลางชี่เชี่ยตอบเพียงสั้นๆว่า “ดี...”
หวังหลี่เม่ามองหน้าคนทั้งสี่แล้วยิ้มแหยๆคล้ายกับจะร้องไห้ฟังดูก็รู้ว่าไม่มีใครพูดถึงเื่การค้นคว้าตำราฝึกตนเลยสักคน
่เย็นที่ผ่านมา หวังหลี่เม่าได้ไปซื้อโอสถสีเทาเพื่อเพิ่มพูนพลังปราณที่ตีนเขาเว่ยฟงขากลับเขาผ่านมาที่เขตกลางของสำนักและได้ยินคนพูดถึงวีรกรรมของเหล่าศิษย์น้องไม่หยุดศิษย์พี่ผู้ดูแลทนเฉยอยู่ไม่ไหวจึงต้องแวะมาหาศิษย์น้องของเขาและคำตอบที่เขาได้ยินจากปากเหล่าศิษย์น้องก็เป็เครื่องยืนยันว่าพวกจิวฟงไปก่อเื่มาจริง
ศิษย์พี่แซ่หลี่จ้องหน้าจิวฟงผู้เป็หัวโจกด้วยสายตาจริงจังจากนั้นก็เอ่ยว่า
“ศิษย์น้องจิวจะทำอะไรควรจะคำนึงถึงสหายร่วมบ้านประกายหมอกไว้ให้มากแม้ว่าผู้ฝึกตนหน้าใหม่จะสังกัดบ้านแค่เพียงสามปีแต่ในสามปีนี้ก็ไม่ใช่่เวลาสั้นๆ พวกเราก็อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันมีอาจารย์ผู้ดูแลและอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาเดินลมปราณคนเดียวกันนอกจากนี้ยังใช้ระบบคะแนนแบบจัดสรรร่วมกัน หากศิษย์น้องจิวไปสร้างปัญหาเพื่อนคนอื่นๆก็จะได้รับคะแนนน้อยลงไปด้วยตรงกันข้ามถ้าศิษย์น้องจิวหรือใครก็ตามสร้างความดีความชอบ เพื่อนร่วมบ้านก็จะได้คะแนนมากขึ้น...”หวังหลี่เม่าหยุดพูด เขาล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วหยิบเอาของสิ่งหนึ่งออกมาของชิ้นนั้นมีลักษณะเป็ลูกกลมๆเท่าข้อนิ้วชี้มันมีสีเทาและเป็เงาราวกับมีแก้วบางๆเคลือบไว้นอกจากนี้ยังมีไอปราณจางๆแผ่ออกมาอีกด้วย
“นี่คือโอสถสีเทา ยานี้เป็ทรัพยากรพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตนพวกเ้าลองชิมดูสักหน่อยสิ” หวังหลี่เม่าแบ่งโอสถสีเทาออกเป็สี่ส่วนเท่ากันพอดิบพอดีแล้วยื่นให้เหล่าศิษย์น้องจิวฟงหยิบเอาเม็ดยามาหนึ่งส่วนแล้วโยนเข้าปาก หลังจากนั้นคนที่เหลือก็พากันทำตาม
ทันทีที่โอสถสีเทาแตะลิ้น จิวฟงก็รู้สึกว่ามีพลังปราณละลายออกมาจากยาเม็ดพลังปราณส่วนหนึ่งรวมกับน้ำลายแล้วไหลลงสู่คอและซึมซาบเข้าสู่ร่างกายปราณส่วนนี้ช่วยให้เด็กชายตัวน้อยคลายจากอาการเมื่อยล้าที่ได้รับจากการฝึกตน
ขณะที่พลังปราณอีกส่วนหนึ่งก็ระเหยกลายเป็ไอคล้ายหมอกขาวแล้วลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจปราณส่วนนี้ไหลเอิบอาบและซาบซ่านเข้าไปยังจุดตันเถียน ขณะนั้นเองจิวฟงก็เห็นว่าฐานลมปราณย้อนกลับซึ่งมีขนาดเท่าหัวแม่มือมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย...เล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่ได้จริงๆแต่นั่นก็ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นเด็กชายตัวน้อยก็รู้ทันทีว่าที่เขาไม่ก้าวหน้าในการฝึกเดินลมปราณย้อนกลับเป็เพราะว่าเขาขาดแคลนทรัพยากรนั่นเอง!
จิวฟงลืมตาขึ้นมาแล้วใช้สองมือเขย่าแขนศิษย์พี่แซ่หวังแรงๆจากนั้นก็รีบถามหวังหลี่เม่าว่า
“ศิษย์พี่หวัง ทำอย่างไรจึงจะได้โอสถนี้มา” น้ำเสียงของจิวฟงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ที่ร้านวายุโอสถซึ่งเป็ร้านขายยาประจำสำนักมียาหลากหลายประเภทให้ผู้ฝึกตนเลือกหาแต่ยาทุกเม็ดไม่ได้ได้มาเปล่าๆ ต้องใช้เหรียญเงินแลกซื้อทั้งนั้นดังนั้นเหรียญเงินนี้จึงมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง” หวังหลี่เม่าเห็นว่าจิวฟงอยากได้ทรัพยากรสำหรับฝึกตนจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหรียญเงินเพื่อที่ศิษย์น้องของเขาจะได้ไม่ไปก่อเื่จนถูกตัดคะแนน
แท้จริงหวังหลี่เม่าตั้งใจเอายาเม็ดสีเทามาล่อพวกเด็กๆเพื่อให้พวกเขาทำตัวให้ดีขึ้นเขาคิดไม่ถึงว่าจิวฟงจะตื่นเต้นเป็อย่างมากเมื่อได้ลิ้มลองยาเม็ดพื้นฐาน
“ทุกหนึ่งสัปดาห์ผู้ฝึกตนที่ยังไม่บรรลุถึงลมปราณขั้นที่หนึ่งจะได้เหรียญเงินห้าเหรียญหากบรรลุถึงลมปราณขั้นที่หนึ่งแล้วจะได้สิบเหรียญเงินหนึ่งเหรียญสามารถแลกซื้อโอสถสีเทาได้สองเม็ด” หวังหลี่เม่ารีบกล่าวต่อในขณะที่จิวฟงยังคงรับฟังด้วยท่าทีที่สนอกสนใจเห็นดังนั้นหวังหลี่เม่าก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวน
“หากได้เป็หัวหน้าบ้านก็จะได้รับเงินพิเศษอีกสิบเหรียญเชียวนะเมื่อรวมกับเงินประจำแล้วก็จะเป็สิบห้าเหรียญต่อสัปดาห์ เงินจำนวนนี้ไม่น้อยเลยเ้าว่าจริงไหม?”
“สิบห้าเหรียญเชียวรึ!” จิวฟงผุดลุกขึ้นแล้วร้องออกมาด้วยเสียงดังหากเขาได้เงินมากขึ้นย่อมหมายถึงว่าการฝึกตนจะไม่ยากลำบากเหมือนแต่ก่อนเขามั่นใจว่าการฝึกเดินลมปราณย้อนกลับต้องก้าวหน้าในเร็ววันอย่างแน่นอน
“ทำอย่างไรจึงจะได้เป็หัวหน้าบ้าน”จิวฟงเอ่ยถามศิษย์พี่ด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
“สัปดาห์หน้าอาจารย์ประจำบ้านจะถ่ายทอดวิธีเดินลมปราณให้หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนจะมีการทดสอบพลังปราณ ผู้ที่มีพลังปราณสูงสุดจะถูกเลือกให้เป็หัวหน้าบ้าน”