ใต้แสงดาวที่ริบหรี่ เอี้ยเสวียนยืนอยู่หน้าพีระมิดอันสูงตระหง่านหินดำเก่าแก่ที่ประกอบเป็ผิวพีระมิดเรืองแสงอ่อนๆ ราวกับมีชีวิตอักขระกระดองเต่าโบราณจำนวนนับพันเรียงรายปรากฏบนผิวหินแต่ละตัวมีรายละเอียดซับซ้อนและลึกลับเหนือความเข้าใจ เสียงของไป๋เจ๋อดังขึ้นในความเงียบเสียงนั้นไม่ได้ดังจากปากเปล่า แต่ก้องกังวานในจิตใจ "เอี้ยเสวียน ณ จุดนี้เ้ายังมีทางเลือก" เสียงของไป๋เจ๋อหนักหน่วงด้วยความหมาย"เ้าสามารถปฏิเสธและจากไป ท่วงท่าทั้งสามที่เทพาถ่ายทอดให้ 'ท่าเท้าจตุลักษณ์', 'ท่าฝ่ามือเทวราช', 'กระบวนท่าดาบสังหารทวยเทพ' ถือเป็น้ำใจและของขวัญสำหรับผู้กล้าเ้าจะมีชีวิตที่สงบสุข ไร้ภัยอันตราย"
จูหลงเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี"แต่หากเ้าตัดสินใจเดินหน้า..." เสียงของเขาเศร้าโศกแต่มั่นคง"เ้าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้บางครั้ง เ้าจะต้องเลือกระหว่างสิ่งที่เ้าชอบกับสิ่งที่ถูกต้อง ระหว่างความสุขส่วนตนกับความรับผิดชอบต่อโลก"
เอี้ยเสวียนนิ่งงันไปมือทั้งสองกำแน่นจนรู้สึกถึงความเย็นของเหงื่อที่ซึมออกมา ลมกลางคืนพัดผ่านทำให้เสื้อผ้าปลิวไสว ในใจเขาเกิดขึ้นสองเสียงที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน "หนีไปหนีจากที่นี่เดี๋ยวนี้!" เสียงหนึ่งในจิตใจร้องออกมา"เ้าเป็เพียงคนธรรมดาที่โดนเนรเทศมา ไม่ใช่วีรบุรุษในตำนาน!ทำไมต้องแบกรับภาระที่ไม่ใช่ของเ้า?" แต่เสียงอีกเสียงหนึ่งกลับเบาบางแต่แน่วแน่"หากเ้าหันหลังให้ เ้าจะอยู่กับตัวเองได้อย่างไร? เมื่อใดที่โลกถูกปีศาจกลืนกินเ้าจะจำได้ว่าเ้ามีโอกาสแต่เลือกที่จะไม่ทำ"
เอี้ยเสวียนเงยหน้ามองพีระมิดหินดำเก่าแก่นั้นดูเหมือนจะกระซิบบอกเล่าเื่ราวแห่งกาลเวลาอักขระบนผิวหินเ่าั้ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แต่เป็รหัสแห่งปัญญาโบราณที่รอผู้สืบทอด หลังจากคิดครุ่นคิดไปนานเอี้ยเสวียนสูดลมหายใจลึก แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่หาญกล้า"ข้าขอเลือกเส้นทางนี้"
ทันทีที่คำพูดออกมา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป ลมหยุดพัดดาวฟ้าดูเหมือนจะแวววาวมากขึ้น ไป๋เจ๋อและจูหลงมองกันแล้วพยักหน้าความภาคภูมิใจเปล่งออกมาจากดวงตาของพวกเขา "ในกรณีนั้นเราจะมอบบางสิ่งบางอย่างแก่เ้าโดยเ้าจะต้องเสียสละั์ตาเดิมของเ้าเพื่อที่จะแทนที่ด้วยพลังของพวกข้าที่จะเข้าไปทดแทน"ไป๋เจ๋อกล่าวขึ้น
“แลกเปลี่ยนั์ตา” เอี้ยเสวียนอุทานขึ้น
“ใช่เพราะว่าการผสานั์ตาเป็เื่ที่ละเอียดอ่อนในขณะเดียวกันมันจะสร้างภาระให้กับเ้าเป็อย่างมาก ดังนั้นเมื่อเ้าได้รับพลังจากั์ตาของพวกข้าเ้าจะสูญเสียั์ตาของเ้า”ไป๋เจ๋อกล่าวต่อ”เ้าพร้อมหรือไม่”
เอี้ยเสวียนพยักหน้าพร้อมทั้งกล่าวว่า”พร้อม.....ข้ามีทางเลือกอื่นหรือ”ทันใดนั้นเองจูหลงก็ใช้กรงเล็บัสะกิดไปที่ตาของเอี้ยเสวียนทันที
“อ๊ากๆ.....”ความเ็ปพุ่งเข้ามาสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีเสียงของไป๋เจ๋อลอยเข้ามาว่า “ข้าไป๋เจ๋อขอมอบเนตรวงแหวนให้กับเอี้ยเสวียนเพื่อใช้ในการปกป้อง” จูหลงทำเช่นเดียวกัน“ข้าจูหลงขอมอบความสามารถของเนตรสุริยันจันทราให้กับเอี้ยเสวียนเพื่อใช้ในการปกป้อง”ก่อนที่จะมีแสงจากดวงตาของไป๋เจ๋อและจูหลงพุ่งไปยังดวงตาของเอี้ยเสวียนที่มีเืไหลนองอยู่"นี่คือ เนตรวงแหวน ความสามารถในการทำความเข้าใจในสรรพสิ่งสามารถทำลายมายาทั้งปวงได้"ไป๋เจ๋อกล้าวขึ้น ในขณะที่จูหลงเสริม"และนี่คือ เนตรหยินหยาง ที่มีความสามารถในการสร้างสมดุลและควบคุมเวลาและมิติ"
เมื่อแสงทั้งสองผสานเข้าสู่ดวงตาของเอี้ยเสวียนั์ตาของเอี้ยเสวียนก็มีการเปลี่ยนแปลงจากั์ตาเดิมที่ดูดำสนิทและแวววาวด้วยวัยหนุ่มกลายเป็สีแดงที่มีอักขระ “คง (สูญตา)”และมีวงกลมสีดำขาวรูปไท่จี๋ประกบอยู่ซ้ายขวาในขณะที่ดวงตาอีกข้างมีลักษณะเดียวกันเพียงแต่มีสีน้ำเงินแล้วอักขระ “เต้า (วิถี)”ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เอี้ยเสวียนเป็คือวิถีแห่งความอิสระนอกจากนั้นเอี้ยเสวียนยังรู้สึกถึงความผันผวนของหลังงานที่อยู่ใน ตันเถียนสีฟ้าแดงก้อนนั้นที่มีความเปลี่ยนแปลงโดยหมุนเร็วขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่แสงสีทองที่เดิมครอบคลุมอยู่ด้านนอกกลายเป็กระแสพลังที่พุ่งเข้าสู่ร่างกายและเส้นโลหิตชีพจรต่างๆ จนเอี้ยเสวียนรู้สึกได้ ทุกครั้งที่พลังนั้นไหลผ่านมันเหมือนกำลังสลักอักขระโบราณลงบนทุกเส้นเอ็นและกระดูกของเขา"
"สิ่งเหล่านี้จะช่วยเ้าในการต่อกรกับบุตรแห่งยมโลกและนางพญามดิญญา ที่ควบคุมเหล่าอสูรและสาวกของจอมมาร" จูหลงกล่าว"ในฐานะที่เ้าได้ชื่อว่าอัจฉริยะแห่งการจารึกอักขระข้าแนะนำให้เ้าลองศึกษาอักขระบนพีระมิดนี้ซึ่งเป็อักขระที่ใช้ผนึกั์ตาที่สามของจอมมารเอาไว้" ไป๋เจ๋อกล่าวขึ้นเอี้ยเสวียนเงยหน้ามองพีระมิดตอนนี้เขาเห็นชัดแล้วว่ามีอักขระจำนวนหลายพันตัวเรียงรายอยู่บนผิวหินแต่ละตัวมีความซับซ้อนและความหมายที่ลึกซึ้งที่สำคัญเอี้ยเสวียนไม่เคยเห็นอักขระเหล่านี้มาก่อนอีกทั้งอักขระที่จารึกเห็นได้ว่ามาจากปราชญ์ทางด้านอักขระที่มีความเชี่ยวชาญเป็อย่างมากเนื่องจากเส้นสายต่างๆ รวมกันเป็ลวดลายเพียงหนึ่งเดียวหาจุดเริ่มและสิ้นสุดไม่เจอ
"อักขระอะไรกันเนี่ย....แค่มองก็เวียนหัวแล้ว"เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายอย่างลำบาก"อักขระเหล่านี้คือหัวใจของปราชญ์โบราณ" ไป๋เจ๋ออธิบาย"เป็อักขระที่เกิดจากปราชญ์แห่งอักขระผู้ที่ให้กำเนิดวิชาจารึกอักขระเป็ผู้คิดค้นขึ้นเป็คนจารึกลงไปอาจจะกล่าวได้ว่านี่คืออักขระชุดแรกของโลกใบนี้ เป็ต้นกำเนิดของอักขระทั้งปวง”“อะไรนะ?” เอี้ยเสวียนะโออกมาอย่างห้ามใจไม่อยู่“อักขระต้นกำเนิด...นี่ข้ากำลังมองเห็นและได้ัักับต้นกำเนิดของอักขระ”
สามเดือนผ่านไป เอี้ยเสวียนนั่งในท่าสมาธิหน้าพีระมิดแสงแรกของรุ่งอรุณค่อยๆ ส่องลงมาใบหน้าของเขาซูบซีดจากการขาดนอนและการใช้สมาธิอย่างต่อเนื่องแต่ดวงตาทั้งสองคู่กลับเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นใน่ที่ผ่านมาเอี้ยเสวียนพยายามอย่างหนัก จนคาดว่าปราชญ์แห่งอักขระได้ใช้อักขระกระดองเต่า“เจี่ยกู่เหวิน” เป็พื้นฐานในการจารึกและพัฒนาต่อมาโดยตอนนี้เอี้ยเสวียนคิดว่าจะต้องมีสิ่งที่ใช้เชื่อมโยงอักขระเหล่านี้เข้าด้วยกันการศึกษาอักขระเจี่ยกู่เหวินไม่ใช่เื่ง่าย แต่ละตัวมีความหมายหลายชั้นบางตัวแทนธรรมชาติ บางตัวแทนปรัชญา บางตัวแทนพลังเวทมนตร์เอี้ยเสวียนต้องใช้ทั้งสติปัญญา สัญชาตญาณและการััทางจิติญญาในการทำความเข้าใจ
ในระหว่างที่เอี้ยเสวียนนั่งศึกษาหน้าพีระมิดภายในหัวของเขามีภาพตัวเองแยกออกเป็พันๆ คนแต่ละคนนั่งอยู่ในห้องสมุดแห่งความทรงจำ เปิดหนังสือทุกเล่มที่เคยอ่านมาในชีวิตบางครั้งเขาเห็นตัวเองในฐานะเด็กเล็กกำลังฟังคุณยายเล่านิทานเกี่ยวกับเทพและับางครั้งเขาเป็นักเรียนหนุ่มกำลังท่องจำบทกวีแห่งราชวงศ์ถังบางครั้งเขาเป็ชาวนากำลังสังเกตุรูปแบบของธรรมชาติ—การไหลของน้ำการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การเต้นรำของใบไม้ในสายลม
ในวันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนที่หนึ่งเมื่อเอี้ยเสวียนกำลังศึกษาอักขระที่มีรูปคล้ายับินภาพในห้วงความทรงจำของเขาปรากฏหนังสือที่เคยอ่านมาในวัยรุ่น นั่นคือ "เต๋าเต๋อจิ้ง" คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋า"เต๋าที่สามารถพูดได้นั้นไม่ใช่เต๋าอันนิรันดร์"ข้อความเปิดตอนของเต๋าเต๋อจิ้งดังขึ้นในใจ"นามที่สามารถเรียกได้นั้นไม่ใช่นามอันนิรันดร์" ทันใดนั้นอักขระรูปับินเริ่มเปล่งแสง เอี้ยเสวียนเข้าใจแล้วว่าอักขระนี้ไม่ได้แทนัเป็สัตว์แต่แทน "การเปลี่ยนแปลง" ซึ่งเป็หัวใจสำคัญของปรัชญาเต๋า
ในวันที่สิบห้าของเดือนที่สองเมื่อเขากำลังพยายามทำความเข้าใจอักขระที่มีรูปคล้ายนกบินในสายลม ภาพของ "บทอิสระจรของจวงจื้อ" ผุดขึ้นในความทรงจำ"ข้าฝันว่าข้าเป็ผีเสื้อ บินไปบินมาอย่างสนุกสนานไม่รู้ว่าตัวเองคือจวงจื้อ"เื่เล่าอันโด่งดังของนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ดังขึ้น "เมื่อตื่นขึ้นมาข้าไม่รู้ว่าตอนนี้ข้าคือจวงจื้อที่ฝันว่าเป็ผีเสื้อ หรือผีเสื้อที่ฝันว่าเป็จวงจื้อ"อักขระรูปนกในสายลมเปล่งแสงขึ้น เอี้ยเสวียนเข้าใจว่านี่คือสัญลักษณ์แห่ง "อิสรภาพทางจิติญญา" การปลดปล่อยจิตจากกรอบความคิดและข้อจำกัดต่างๆ
เดือนที่สาม ความเข้าใจของเอี้ยเสวียนเริ่มลึกซึ้งขึ้นเขาไม่ได้เพียงแค่อ่านอักขระ แต่เขาเริ่ม "รู้สึก" ถึงพวกมันแต่ละตัวเหมือนมีชีวิต มีจิตใจ มีเื่เล่าของตัวเองอักขระบางตัวเล่าเื่การเกิดขึ้นของจักรวาลบางตัวเล่าเื่สมดุลระหว่างหยินและหยางบางตัวเล่าเื่ความเชื่อมโยงระหว่างทุกสรรพสิ่งบางตัวเล่าเื่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ในคืนเดือนเพ็ญของเดือนที่สามเอี้ยเสวียนนั่งสมาธิหน้าพีระมิดเป็ครั้งสุดท้าย แสงจันทร์เต็มดวงส่องลงมาทำให้อักขระทั้งหมดตัวเรืองแสงพร้อมกัน ในห้วงความคิดของเขาเต๋าเต๋อจิ้งและบทอิสระจรของจวงจื้อผสมผสานเป็หนึ่งเดียวปัญญาแห่งเต๋าที่สอนเื่ความสมดุลและการยอมรับผสมกับปรัชญาของจวงจื้อที่สอนเื่อิสรภาพและการมองโลกจากมุมสูง
"เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสองสองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง" คำสอนจากเต๋าเต๋อจิ้งก้องกังวานในใจ"ท้องฟ้าและแผ่นดินไม่มีความเมตตา มองสรรพสิ่งเหมือนสุนัขฟาง"อีกข้อความหนึ่งดังตาม "ผู้รู้ไม่พูด ผู้พูดไม่รู้" "เมื่อคนธรรมดาได้ยินเื่เต๋าเขาหัวเราะ หากเขาไม่หัวเราะ นั่นก็ไม่ใช่เต๋าอันแท้จริง"
ในขณะเดียวกัน ปรัชญาของจวงจื้อก็ไหลเวียน"จิตใจของนักปราชญ์เหมือนกระจก ไม่เก็บกักอะไรไว้ ไม่ปฏิเสธอะไรรับทุกสิ่งแต่ไม่เก็บเอาไว้" "ใต้ฟ้าไม่มีสิ่งใดอ่อนแอกว่าน้ำแต่ในการโจมตีสิ่งแข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดเทียบได้" "การใช้ชีวิตเป็เหมือนการขี่ม้าป่าหากเ้าไปในทิศทางเดียวกันกับมัน เ้าจะรอดปลอดภัย หากเ้าขัดขืนเ้าจะถูกโยนลงมา"
ทันใดนั้น ปัญญาทั้งสองกระแสรวมเป็หนึ่งเดียวเอี้ยเสวียนเข้าใจถึงสิ่งที่ปราชญ์แห่งอักขระใช้ในการเชื่อมโยงอักขระทั้งมวลเข้าด้วยกันคือ"เส้นทางแห่งการยอมรับและปรับสมดุล" เต๋าเต๋อจิ้งสอนเขาเื่ความสมดุล—วิธีการยอมรับทั้งแสงและเงาทั้งความสุขและความทุกข์ ทั้งการเกิดและการตายทั้งหมดเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่บทอิสระจรของจวงจื้อสอนเขาเื่อิสรภาพ—วิธีการปลดปล่อยจิตจากกรอบความคิดวิธีการมองโลกจากมุมที่สูงขึ้น วิธีการเป็ตัวของตัวเองโดยไม่ถูกบังคับจากสิ่งภายนอก
เมื่อความเข้าใจทั้งสองรวมกันเอี้ยเสวียนเห็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนขึ้น—เขาคือสะพานเชื่อมระหว่างความสมดุลและอิสรภาพระหว่างการยอมรับและการต่อสู้ระหว่างการเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติและการเป็ปัจเจกบุคคล
ใน่เวลานั้น โลกรอบตัวเอี้ยเสวียนเปลี่ยนไป เริ่มแรกท้องฟ้าเปลี่ยนสี จากสีดำกลางคืนเป็สีม่วงเข้ม แล้วเป็สีน้ำเงินครามต่อมาเป็สีเงิน ในที่สุดกลายเป็สีทองอร่ามดูเหมือนว่ามีแสงแปลกประหลาดส่องมาจากทุกทิศทาง พีระมิดเริ่มสั่นไหวอักขระทั้งหมดตัวเปล่งแสงพร้อมกัน แต่ละตัวส่องด้วยสีที่ต่างกัน—แดง เหลือง เขียวน้ำเงิน ม่วง ส้ม ชมพู—ราวกับสายรุ้งที่แตกกระจายออกเป็พันชิ้นเสียงเพลงแปลกประหลาดดังขึ้นจากไหนไม่รู้ เสียงนั้นไม่ได้มาจากเครื่องดนตรีใดๆแต่เหมือนเป็เสียงของธรรมชาติเอง—เสียงของลมที่ไหลผ่านใบไม้ เสียงของน้ำที่ไหลบ่าเสียงของไฟที่ลุกไหม้ เสียงของดินที่หายใจ เสียงของโลหะที่ดังกิ๊งเสียงของไม้ที่เคลื่อนไหว
ขณะเดียวกัน เอี้ยเสวียนรู้สึกว่าตัวเองกำลังขยายใหญ่ขึ้นไม่ใช่ร่างกาย แต่จิติญญาของเขาเขารู้สึกเหมือนตัวเองแผ่ขยายออกไปจนครอบคลุมพีระมิด ป่าไผ่รอบๆูเาที่อยู่ไกลออกไป ท้องฟ้าและดวงจันทร์ ในขณะนั้น เขาเห็นทุกสิ่งจากมุมสูงเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสรรพสิ่งเห็นว่าทุกคนทุกสิ่งล้วนเป็ส่วนหนึ่งของเครือข่ายใหญ่เดียวกันไม่มีอะไรแยกออกจากกัน ทุกสิ่งเคลื่อนไหวในจังหวะเดียวกัน เต้นรำในเพลงเดียวกัน
แต่แล้ว ทุกอย่างเริ่มเงียบลง แสงสีต่างๆ ค่อยๆ จางหายเสียงเพลงแห่งธรรมชาติเบาบางลง ท้องฟ้ากลับเป็สีดำกลางคืนเอี้ยเสวียนรู้สึกว่าจิติญญาของตัวเองค่อยๆ หดตัวกลับมาจากความยิ่งใหญ่มหาศาลสู่ความเรียบง่ายธรรมดาแต่ตอนนี้เขารู้สึกถึงความสงบที่ลึกซึ้ง ความเข้าใจที่ชัดเจนและความมั่นคงที่ไม่มีใครหวั่นไหวได้
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายแปลกกลายเป็สีแดงที่มีอักขระ “คง (สูญตา)”และมีวงกลมสีดำขาวรูปไท่จี๋ประกบอยู่ซ้ายขวาในขณะที่ดวงตาอีกข้างมีลักษณะเดียวกันเพียงแต่มีสีน้ำเงินแล้วอักขระ “เต้า (วิถี)”ที่เปลี่ยนแปลงตามจังหวะของเวลา เอี้ยเสวียนลุกขึ้นยืนความรู้สึกใหม่นี้แปลกประหลาด เขารู้สึกเหมือนยังคงเป็ตัวเขาเองแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนเป็คนใหม่ เขาเงื้อมือขวาออกไปมองไปที่ก้อนหินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตร ในใจเขาคิดว่า"เลื่อนไปข้างหน้าสามเมตร" ทันใดนั้น ก้อนหินก้อนใหญ่เลื่อนตัวไปข้างหน้าสามเมตรพอดีไม่มากไม่น้อย ราวกับมีมือล่องหนที่ผลักมัน "การควบคุมมิติ"เอี้ยเสวียนกึ่งคิดในใจ เขาลองใหม่ คราวนี้คิดว่า"บิดพื้นที่รอบก้อนหิน" พื้นที่รอบก้อนหินเริ่มบิดเบี้ยวราวกับอากาศกลายเป็น้ำที่สามารถโค้งงอได้ ก้อนหินลอยขึ้นมาในอากาศหมุนเวียนอยู่ในกรงล่องหนที่เขาสร้างขึ้น
ต่อมาเขาทดสอบพลังแห่งเวลา เขามองไปที่ใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นจากต้นไผ่ในใจคิดว่า "หยุด" ใบไม้หยุดลอยอยู่กลางอากาศ เหมือนเวลาถูกแช่แข็งหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบไม้ก็หยุดกลิ้งลง แมลงเล็กๆ ที่บินผ่านหยุดนิ่งในท่าบิน"ต่อ" เขาคิด ทุกสิ่งกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ใบไม้ร่วงลงสู่พื้นหยดน้ำค้างไหลตกลงมา แมลงบินต่อไป เอี้ยเสวียนรู้สึกตื่นเต้นปนประหลาดพลังเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็เทพเ้าแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง
เขาปิดตาลง ในจิตใจภาพของปีศาจต่างๆ เริ่มปรากฏขึ้นเขาเห็นปีศาจที่มีร่างเหมือนสิงโต แต่มีหัวสามดวง มีปีกเป็ใบมีดและมีหางเป็งูพิษ ข้อมูลของมันปรากฏในใจทันที "สิงโตสามหัว จุดอ่อนอยู่ที่ข้อต่อระหว่างปีกกับลำตัวหัวกลางเป็หัวจริง หัวซ้ายและขวาเป็ของปลอม หางจะฉีดพิษทุกสามวินาทีวิธีการปราบคือตัดหางก่อน แล้วโจมตีข้อต่อปีก สุดท้ายจู่โจมหัวกลาง"ภาพของปีศาจตัวอื่นตามมา อสูรรูปงู อสูรไฟ อสูรน้ำแข็ง อสูรลิง อสูรนก ทุกตัวมีข้อมูลครบถ้วน"ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวของข้า" แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือเขาไม่รู้สึกว่าสมองจะะเิจากข้อมูลมากมาย แต่กลับรู้สึกสบายราวกับมีห้องสมุดขนาดมหาศาลในหัว และเขารู้ว่าหนังสือเล่มใดอยู่ที่ไหน
เสียงของไป๋เจ๋อดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงนั้นใกล้ชิดกว่าเดิมเหมือนเขายืนอยู่ข้างหู "เ้าได้บรรลุแล้ว เอี้ยเสวียน แต่จงจำไว้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงมิใช่พลังอำนาจ" เอี้ยเสวียนหันไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร"ท่านไป๋เจ๋อ?" "เราอยู่ในจิตใจเ้าแล้ว"เสียงของจูหลงดังตาม "ั้แ่เ้าได้รับเนตรทั้งสองพิสัยจิตของเราได้ผสานเข้ากับเ้าถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่สามารถออกไปช่วยเ้าได้เพราะหน้าที่ในการเฝ้าสถานที่แห่งนี้""หมายความว่าอย่างไร?" "หมายความว่าเ้าจะไม่เดียวดาย"ไป๋เจ๋อตอบ "ในการต่อสู้ครั้งนี้ เราจะอยู่เคียงข้างเ้าเสมอแต่เราไม่สามารถควบคุมร่างกายเ้าได้เราเป็เพียงเสียงแห่งปัญญาและประสบการณ์" เอี้ยเสวียนผ่อนลมหายใจ"ข้าดีใจที่ไม่ต้องเผชิญกับทุกอย่างคนเดียว" "แต่เ้าต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็ของเ้า" จูหลงเตือน "เราให้คำแนะนำได้แต่เ้าต้องเป็คนเลือกเส้นทาง"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า แล้วถาม "พลังเหล่านี้... มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนไม่ใช่คนแล้วบางครั้งข้ากลัวว่าจะใช้พลังมากเกินไป จนทำร้ายคนบริสุทธิ์""นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ทำให้เ้าถูกเลือก" ไป๋เจ๋อกล่าวอย่างอบอุ่น"ผู้ที่มีพลังแต่ไม่กลัวพลังนั้น เป็อันตรายกว่าปีศาจความกลัวของเ้าคือสิ่งที่จะปกป้องเ้าจากการกลายเป็สิ่งที่เ้าต่อสู้""จงจำไว้ว่า" จูหลงเสริม "พลังแท้จริงไม่ได้วัดจากการทำลายแต่วัดจากการปกป้อง ไม่ได้วัดจากการควบคุม แต่วัดจากการปลดปล่อยไม่ได้วัดจากการ แต่วัดจากการให้"
เอี้ยเสวียนเดินไปที่ขอบของยอดเขา มองลงไปยังหุบเขาที่มืดมิดดาวฟ้าส่องแสงอ่อนๆ ลงมา ลมกลางคืนพัดเบาๆ ผ่านใบหน้า "ข้าพร้อมแล้ว"เขากล่าวอย่างเงียบสงบ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะปกป้องผู้คนให้ได้""เ้าไม่ต้องปกป้องทุกคน" ไป๋เจ๋อกล่าว"แต่เ้าต้องปกป้องสิ่งที่ถูกต้อง""บางครั้งสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่สิ่งที่ผู้คน้า" จูหลงเสริม"บางครั้งการช่วยคนหนึ่งอาจหมายถึงการทำให้อีกคนเ็ปเ้าต้องเรียนรู้ที่จะทำใจให้แข็งแกร่ง"
เอี้ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถาม"ถ้าต้องเลือกระหว่างชีวิตของคนหนึ่งกับชีวิตของคนร้อย ข้าจะเลือกอย่างไร?""นั่นคือคำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน" ไป๋เจ๋อตอบ"แต่เ้าต้องเลือกด้วยหัวใจที่สะอาด ด้วยจิตใจที่ปราศจากความเห็นแก่ตัวและด้วยปัญญาที่พิจารณาผลที่ตามมาในระยะยาว""และเมื่อเ้าเลือกแล้ว" จูหลงกล่าวต่อ "เ้าต้องยอมรับผลที่ตามมาไม่ว่าจะเป็การสรรเสริญหรือการติเตียน ความชื่นชมหรือความเกลียดชังเ้าต้องแบกรับทุกอย่าง" เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายอย่างลำบาก"นั่นฟังดูหนักมาก" "เพราะมันหนักจริงๆ" ไป๋เจ๋อตอบด้วยเสียงที่เศร้าโศก"นี่คือเหตุผลที่เราให้โอกาสเ้าเดินจากไปมีชีวิตธรรมดาก็ไม่ใช่เื่ผิด"
"แต่ข้าเลือกแล้ว และข้าจะไม่เปลี่ยนใจ"เอี้ยเสวียนกล่าวอย่างแน่วแน่ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าดวงดาวเก้าดวงเรียงตัวกันเป็รูปกระทิง ดูเหมือนสัญญาณบางอย่าง"ฐานทัพที่ท่านว่านางพญามดและบุตรแห่งยมโลกกำลังสร้างอยู่ที่ไหนในป่าอสูรหรือขอรับ?" "ในปากปล่องูเาไฟที่อยู่ใจกลางดินแดนอสูรสถานที่ต้องห้ามของดินแดนอสูรทางเหนือของที่นี่" จูหลงตอบ"แต่เ้าไม่ควรรีบร้อน เ้าควรฝึกฝนการใช้พลังให้เชี่ยวชาญก่อน""การต่อสู้กับปีศาจไม่ใช่เื่เล่น" ไป๋เจ๋อเตือน"ถึงแม้เ้าจะมีข้อมูลและพลัง แต่ประสบการณ์การต่อสู้ยังน้อย"เอี้ยเสวียนพยักหน้า "ข้าเข้าใจและจะใช้เวลาในการปรับสภาพของตนเองจนกว่าจะมั่นใจ”“แต่ก่อนอื่นข้าต้องส่งข่าวไปที่ด่านซีเหมินเพื่อที่จะได้แจ้งข่าวสารให้ท่านแม่ทัพลู่ทราบ”"ฉลาดแล้ว" ทั้งสองเสียงกล่าวพร้อมกัน