หลังจากการพูดคุยกับเหล่าผู้าุโประจำตระกูลอู อูหมินจิงได้แยกออกไปฝึกที่ป่าเมฆฝนต่อ ส่วนจงิ่นั้นได้ถามอูหลินเฟิงเกี่ยวกับข้อสงสัยของตน
“เ้ามีเื่อะไร้าพูดกับข้างั้นหรือ” อูหลินเฟิงถาม
“หากเ้าตอบได้ ข้าอยากรู้ความจริงจากปากของเ้า” จงิ่เกริ่นออกมา ทันทีที่ได้ยินอูหลินเฟิงราวกับคาดเดาได้ว่าจงิ่จะถามว่าอะไรเขาได้เริ่มกางยันต์เพื่อปิดกั้นเสียงไม่ให้เล็ดลอดออกไป
“ได้…ข้าจะไม่โกหกเ้า” อูหลินเฟิงให้คำมั่น
“ข้าสงสัยมาตลอด..ว่าเ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกขังอยู่ที่ร้านค้าทาสเมืองศิลาแดง...เื่นี้ข้าลองถามหลายคนในตระกูลอูแล้วกลับไม่มีใครรู้เื่ที่ข้ารอดชีวิตอยู่แม้แต่คนเดียว แม้แต่ท่านลุงอูไต้หรงก็ไม่รู้มาก่อน แต่ว่าอยู่ๆเ้าก็ขอออกไปเมืองศิลาแดงเพื่อช่วยข้า อีกทั้งเ้ายังสามารถบอกแนวทางการฝึกที่ข้าควรฝึก หรือแม้แต่พร์เส้นลมปราณของข้า เ้าก็รู้เื่นี้ คนที่รู้มีแต่ท่านพ่อของข้าเท่านั้น เ้าสามารถไขข้อสงสัยให้ข้าได้หรือไม่” จงิ่ถามอูหลินเฟิง ไม่ใช่ว่าเขาไปไม่ไว้ใจอูหลินเฟิง อูหลินเฟิงช่วยเหลือเขามากมายนักและเพราะเขาไว้ใจว่าสหายของเขาจะไม่คิดร้ายต่อเขา เขาจึงกล้าที่จะถามตรงๆ
“คิดไว้แล้วว่าสักวันเ้าจะต้องถามเื่นี้” อูหลินเฟิงเองก็คิดไว้แล้วว่าจงิ่จะต้องสงสัยเื่นี้แน่นอน เพราะจงิ่ไม่ใช่คนโง่
“เฮ้อ คือเื่ทั้งหมดนั้นเริ่มจาก...” อูหลินเฟิงก็ได้เล่าความลับของตนให้จงิ่ฟัง ั้แ่เื่ความฝันของเขาั้แ่เด็กที่เขาจะพบ เรนกับลุคทุกทั้งที่หลับ และการรวมกันของิญญาทั้งสาม รวมถึงนิยายเื่จอมยุทธ์จตุรธาตุด้วย
“เ้าจะบอกว่าชีวิตของข้าเป็เพียงนิยายหรือ” เมื่อได้ยินเื่ทั้งหมดแล้วจงิ่กลับทำใจเชื่อได้ยากทั้งเื่การแยกิญญา การรวมตัวของิญญาสามดวง หรือ ที่ชีวิตของเขาเป็นิยายหนึ่งเื่
“ไม่ ชีวิตของเ้าไม่ใช่นิยาย แต่ว่าผู้เขียนนิยาย คงได้เห็นชีวิตของเ้าแล้วนำมาเขียนเป็นิยายมากกว่า” อูหลินเฟิงกล่าวสิ่งที่คิด เขาเองก็พยายามคิดว่าเหตุใดผู้เขียนถึงสามารถเขียนนิยายที่เป็เื่ราวของจงิ่ออกมาได้
“หมายความว่าไงเห็นชีวิตของข้า? เ้าจะบอกว่ามีผู้ที่คอยสังเกตชีวิตของข้าอยู่ตลอดเวลางั้นหรือ” จงิ่กล่าวถาม
“งั้น…ข้าจะค่อยๆ อธิบาย ถึงความเป็ไปได้ที่ข้าคิดออกแล้วกัน…ในโลกแห่งจิตและวิทยาการ ในสมัยเด็กของลุค เคยมีเพื่อนอยู่หนึ่งคนชื่อว่าเมร่า นางเป็เพื่อนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของลุค เมร่าไม่สามารถที่จะฝึกฝนพลังจิตได้เลย แต่ว่าทุกครั้งที่เมร่าหลับ นางจะฝันถึงเหตุการณ์ฆาตกรรมทุกครั้ง โดยที่เมร่าจะฝันถึงชายคนหนึ่งที่ทำตัวเป็ฆาตกรต่อเนื่อง ในความฝันฆาตกรคนนั้นจะฆ่าคนมากถึงหนึ่งร้อยคนก่อนถูกจับได้ แต่ใน่เวลานั้นไม่มีข่าวการฆาตกรรมต่อเนื่องเลยเมร่าจึงนึกว่าตนเพียงฝันร้ายเท่านั้น
แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมีครั้งหนึ่งนางได้พบเจอกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้า ชื่อ ลักษณะทุกอย่างตรงกับหญิงในฝันของตัวเอง ว่าผู้หญิงคนนี้เป็เหยื่อรายแรกของฆาตกรในความฝัน หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนพบศพของหญิงสาวคนนั้น โดนฆาตกรรมโดยที่วิธีการลงมือ สภาพศพ สถานที่พบเหยื่อ ตรงกับความฝันทั้งหมด และ มันยังตรงอย่างต่อเนื่องจนถึงเหยื่อรายที่สาม ทำให้ได้รับรู้ว่านางสามารถฝันเห็นอนาคตของคนผู้หนึ่งได้
จนถึงตอนนั้นเมร่าจึงได้ลองไปหาตำรวจของโลกใบนั้น ในครั้งแรกที่ไปตำรวจกลับไม่รับฟังสิ่งที่เมร่า้าบอกเลย จนเมร่าได้เขียนข้อความการลงมือครั้งต่อไปทั้งสถานที่ ลักษณะของเหยื่อ หรือชื่อ กลายเป็ว่าต้องมีเหยื่ออีกสามรายตำรวจถึงจะเชื่อ และ ได้ขอให้เมร่าช่วยเหลือในการสืบ จนสามารถจับฆาตกรได้ก่อนที่จำนวนเหยื่อจะไปถึงร้อยรายตามความฝันของเมร่า
เหตุการณ์นั้นจึงทำให้สังคมรับรู้จึงพลังจิตอีกรู้แบบคือฝันนิมิต เป็พลังจิตที่ไม่สามารถฝึกได้ และ ตัวของผู้ใช้เองก็ไม่สามารถควบคุมได้ พลังจิตฝันนิมิต จะสามารถฝันเห็นอนาคตบางส่วนของคนบางคนได้ เหมือนที่เมร่าฝันเห็นการกระทำของฆาตกร
หากว่าผู้ที่เขียนเื่จอมยุทธ์จตุรธาตุมีจิตฝันนิมิตเหมือนกัน ฝันเห็นอนาคตของเ้าแล้วนำมาเขียนนิยายละ สำหรับข้าแล้ว นี่เป็ความสมเหตุสมผลที่สุดที่ข้าจะสามารถนึกได้” อูหลินเฟิงบอกความคิดของตนทั้งหมด
“เช่นนั้นอนาคตของข้าก็จะเป็ไปตามนิยายงั้นหรือ” จงิ่ถามต่อ
“ย่อมต้องไม่เหมือน เพราะในนิยาย่เวลานี้เ้าจะยังอยู่ที่โรงค้าทาส กว่าเ้าสามารถออกมาได้ ตระกูลอูของข้า ตระกูลกวน ตระกูลถง ก็ได้ถูกฆ่าล้างตระกูลหมดแล้ว” อูหลินเฟิงตอบ
“ถ้าเป็แบบที่เ้าเล่ามา เหตุใดรัฐบาลโลกถึงได้ตามลบร่องรอยนิยายเื่นี้กัน” จงิ่ถามต่อการที่องค์กรยิ่งใหญ่สั่งการคนที่เก่งกาจมาจัดการเื่นิยายเล็กๆ นั้นแปลกประหลาดเกินไป
“เื่นี้ข้าก็มีความคิดในหัวเช่นกัน” อูหลินเฟิงตอบ
“คืออะไรหรือ”
“ในนิยายตอนล่าสุดที่ลุคได้อ่าน ตัวของเ้าสืบจนเจอผู้อยู่เื้ัของการฆ่าล้างตระกูลระดับกลาง โดยร่วมมือกับตระกูลโอวหยาง สิ่งที่เ้าในนิยายเจอก็คือผู้ต่อสู้ที่ใช้ปราณโลหิตและปราณมรณะ เป็ผู้เหลือรอดจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ล่มสลาย ราชวงศ์ราชันโลหิตที่ล่มสลายไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อนของทวีปลมปราณฟ้า และ ราชวงศ์จันทราทมิฬที่ล่มสลายไปเมื่อสามหมื่นปีก่อนของทวีปรัตติกาล” อูหลินเฟิงค่อยๆ บอกสิ่งที่ตัวเองรู้
“ราชวงศ์ราชันโลหิตกับราชวงศ์จันทราทมิฬ??” จงิ่ทวนชื่อที่ได้ยิน เป็ชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ใช่ ในนิยายตอนนั้นเ้าเป็ชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูง สามารถสืบจนได้ลงมือต่อสู้กับทายาทราชวงศ์ราชันโลหิตแต่ว่าเ้าก็ไม่สามารถชนะได้ เพราะว่าอีกฝ่ายนอกจากจะมีลมปราณโลหิตแล้วยังมีปราณมรณะอีกด้วย เป็ปราณโลหิตที่ประสานจนเข้ากันกับปราณมรณะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง”
“สามารถใช่ได้ทั้งปราณโลหิตและปราณมรณะเป็ไปได้ด้วยงั้นหรือ” จงิ่ถาม เพราะว่าปราณโลหิตและปราณมรณะนั้นเป็ปราณโบราณที่สืบสายเืจากเทพในสมัยโบราณ ลมปราณเฉพาะแบบนี้มักจะมีเจตจำนงแห่งเทวะเหลืออยู่ หากผู้ที่มีปราณโบราณที่ต่างกันมีบุตรหลานนั้น บุตรหลานที่เกิดมาจะมีเพียงหนึ่งปราณโบราณที่เข้ากับร่างกายได้ไม่อาจมีสองปราณโบราณได้ ไม่เหมือนกับปราณธาตุที่สามารถมีได้หลายธาตุภายในหนึ่งคน
“โดยปกติแล้วไม่สามารถเป็ไปได้ แต่ว่าหากมีรัฐบาลของโลกแห่งจิตและวิทยาการคอยช่วยเหลือแล้วละก็ การหลอมรวมสายเืสองราชวงศ์ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้” อูหลินเฟิงบอก เพราะในนิยายบอกเพียงว่าพวกนั้นได้ก่อตั้งแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ คือ แดนจันทราโลหิต แต่ที่ซ่อนตัวในนิยายกลับไม่ได้บอก หากว่าราชวงศ์ที่ควรล่มสลายไปแล้วยังเหลือรอดได้โดยการอาศัยการช่วยเหลือจากอีกโลกหนึ่งก็มีความเป็ไปได้อย่างมาก
“มีรัฐบาลของโลกแห่งจิตและวิทยาการคอยช่วยเหลือ เ้าจะบอกว่าราชวงศ์ทั้งสองได้รับการช่วยเหลือการอีกโลกงั้นหรือ”
“ข้าคิดว่าเป็แบบนั้น เพราะถ้านับจากเวลาที่ลุคได้อ่านนิยายแล้ว หลังจากในนิยายได้เปิดเผยถึงชื่อราชวงศ์ราชันโลหิตกับราชวงศ์จันทราทมิฬเพียงไม่นานก็ได้มีข่าวการตามหาผู้เขียนนิยายเื่นี้จากรัฐบาลโลกทันที จากนั้นนิยายก็เริ่มโดนถอนออกจากการขาย ผู้เขียนนิยายฆ่าตัวตาย รวมถึงลุคที่ได้นำต้นฉบับนิยายมาก็ได้ถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน ข้าจึงคิดว่ารัฐบาลโลกของโลกแห่งจิตและวิทยาการ พยายามแทรกแซงโลกลมปราณอยู่ โดยอาศัยราชวงศ์สองราชวงศ์ที่มีความแค้นต่อโลกลมปราณ เป้าหมายของพวกมันก็อาจเป็แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด” อูหลินเฟิงอธิบายความคิดของตน
“ไม่ใช่ว่าพวกมันแค้นแค่ราชวงศ์โชติ่หรือ” จงิ่ถามต่อ เพราะหากจะมีความแค้นก็ควรที่จะเป็เพียงแดนโชติ่เพียงเท่านั้น
“เื่นี้ไม่ได้มีบอกไว้ในตำราของตระกูลข้า แต่มีเขียนในนิยาย ในนิยายได้บอกว่าในาของแดนศักดิ์สิทธิ์ ราชวงศ์โชติ่ได้รับการช่วยเหลือจากแดนศักดิ์สิทธิ์จากทวีปอื่นคือหอคอยิญญา ส่วนาเมื่อสามหมื่นปีก่อนในทวีปรัตติกาล ราชวงศ์แสงจันทร์ได้รับการช่วยเหลือจากแดนจ้าวสมุทรในการต่อสู้กับราชวงศ์จันทราทมิฬ เพราะฉะนั้นราชวงศ์ทั้งสองที่ล่มสลายไปย่อมต้องแค้นแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดแน่นอน แต่ว่ากำลังรบที่เหลือรอดไม่อาจต่อสู้โดยตรงพวกมันจึงได้ร่วมมือกับทั้งตระกูลระดับกลางและระดับสูงต่างๆ คอยทำลายตระกูลที่ภักดีต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ เริ่มจากตระกูลระดับกลางก่อน จากนั้นค่อยทำลายตระกูลระดับสูง สุดท้ายเหล่าแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีตระกูลใต้อาณัตินั้นแม้จะแข็งแกร่งแต่ก็โดดเดี่ยว พวกมันก็เปิดศึกตอนนั้น” อูหลินเฟิงกล่าว
เพราะการต่อสู้ของแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีสิทธิ์ที่จะทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์ที่ทำาเกิดเสียหายทั้งสองฝ่าย แต่ว่าหากมีแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นควรช่วยเหลือการต่อสู้ย่อมง่ายขึ้นและความเสียหายที่ได้รับก็จะน้อยลง
“ไม่นึกเลยว่าเื่ราวมันจะใหญ่โตเพียงนี้” จงิ่บอกหลังจากได้ยินเื่ทั้งหมด จุดเริ่มต้นที่ตระกูลระดับกลางถูกฆ่าล้างหนึ่งตระกูลกลับเป็ขั้นแรกของการจู่โจมแดนศักดิ์สิทธิ์
“ข้าจึง้ากำลังของเ้า และ ต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้ตระกูลของข้าล่มสลาย” อูหลินเฟิงกล่าว การที่เขาช่วยจงิ่นอกจากจะเป็การทำให้อนาคตที่ควรจะเป็นั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าหากโลกลมปราณกำลังโดนแทรกแซงจากโลกวิทยาการจริง หากทุกอย่างเดินไปตามนิยาย ทางฝั่งโลกวิทยาการก็จะได้เปรียบโลกลมปราณที่ไม่รู้เบื้องลึกเื้ัเลยแม้แต่น้อย แต่หากเื่ราวได้เปลี่ยนไปจากนิยายต่อให้ต้นฉบับนั้นทางฝั่งโลกวิทยาการจะเก็บไว้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้วเพราะอนาคตได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
“ขอบคุณที่บอกความจริงกับข้า เช่นนั้นข้าก็จะเป็กำลังให้กับเ้า” นี้คือคำสัญญาที่จงหมินให้กับอูหลินเฟิง “แล้วสิ่งที่เ้าคิดจะทำต่อไปในงานล่าอสูรครั้งนี้คืออะไร”
“ข้าต้องกระตุ้นให้พวกมันโจมตีตระกูลอูหลังงานล่าอสูร” อูหลินเฟิงได้เริ่มอธิบายแผนของตน “หากเป็ไปตามนิยายกว่าที่เ้าจะหาหลักฐานได้จากฆ่าล้างตระกูลจงได้ ตระกูลโอวหยางก็เริ่มที่จะถูกเล่นงานโดยตรงแล้ว แต่ว่าหากข้าสามารถล่อให้มันเข้าโจมตีตระกูลอูได้ โดยเราลงมือเตรียมการป้องกันไว้ก่อนหากชนะ เราก็จะมีหลักฐานว่าตระกูลระดับกลางร่วมมือกันเพื่อกวาดล้างตระกูลระดับกลางอื่นอย่างไร้เหตุผล เมื่อตระกูลโอวหยางได้หลักฐานแล้ว ครั้งนี้ทางราชวงศ์และทางการเองก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ จำเป็ต้องหาสาเหตุอย่างเร็วที่สุด หากแดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวจะต้องหาร่องรอยของแดนจันทราโลหิตพบแน่”