บทที่ 25 เมืองหลวน
หลังจากการประชุมลับในครานั้นจ้าวหานก็ถูกส่งไปยังเมืองหลวนพร้อมกับลั่วอีเซิ้ง หลานชายขอลั่วจุนปั๋วที่ปัจจุบันขึ้นมาเป็นรองเจ้ากรมยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการโดยตรง
การเดินทางของจ้าวหานมาอย่างเงียบที่สุดไม่มีการแจ้งใครก่อนและการเดินทางครั้งนี้เป็นความลับที่สุดทำให้การเดินทางครั้งนี้มีผู้ร่วมทางไม่กี่คน เพียงแค่ตัวจ้าวหานลั่วอีเซิ้งและจอมยุทธตัวแทนของกิเลนทองที่รู้เส้นทางเลี่ยงต่างๆ เท่านั้น
“ถึงแล้ว”
มุมมองจากผู้เขาสามหนุ่มบนหลังม้ามองลงไปยังเมืองหลวนในช่วงเวลาใกล้จะรุ่งสาง บ้านเมืองที่ดูผิวเผินก็สงบหากแต่เมืองท่าเช่นเมืองหลวนที่ไม่เคยสงบ เหตุใดจึงไร้ผู้คนจอแจเช่นปกติ ตามเส้นทางมีร้านค้าขายมากมายแต่ผู้คนที่เดินซื้อกลับไม่ได้คึกคักเท่าที่ควร
“สงบเกินไปจริงๆ”ลั่วอีเซิ้งกล่าวเบาๆ
“เท่าที่ข้าส่งคนมาตรวจสอบข่าวสารเห็นว่าเจ้าเมืองหลวนเรียกเก็บภาษีจากชาวบ้านแพงกว่าที่อื่นแต่กับชาวเรือที่มาแวะค้าขายกลับเรียกเก็บภาษีน้อยเรือบางลำที่เป็นเรือใหญ่ก็ไม่มีการเรียกเก็บเลย”บุตรชายของเจ้าสำนักผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้เรียกเรียกเก็บภาษีจะไม่เกี่ยวกับยุทธภพแต่ความเป็นผู้ของประชาชนย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธภพจอมยุทธ์ส่วนหนึ่งก่อสำนักมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนอีกแรงแม้วิธีการจะไม่เหมือนราชสำนักแต่จุดประสงค์ย่อมเหมือนกัน
สำนักกิเลนทองนั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเมืองหลวนนานแล้วเพราะทางนั้นจะจัดหาสิ่งที่สำนักต้องการให้แลกกับเงินค่าสินค้าจนไม่มีใครเอะใจว่ามันคือการกีดกันและปิดบังจนจ้าวฉางหยางมาขอให้ตรวจสอบจึงได้พบความจริงที่น่าตกใจ
“เราเข้าไปกันเถอะข้าอยากเห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านด้วยตาตนเอง” จ้าวหานพูดด้วยใบหน้าเรียบแววตาฉายแววความไม่ชอบใจอย่างชัดเจน
รองแม่ทัพผู้นี้เติบโตในจวนสกุลจ้าวและเมืองเว่ยที่เห็นชาวบ้านเป็นสำคัญเห็นอะไรแบบนี้ก็ย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มอีกสองคนคิด
... ... ...
ร่างสูงทั้งสามเดินเข้ามาในเมืองหลวนโดยที่บุตรชายของสำนักกิเลนทองเป็นคนพอเข้ามายังช่องทางลับเพื่อหลีกเลี่ยงการยืนยันตัวตน
ในส่วนของถนนหลักเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆและผู้คนที่มีฐานะ กับพวกต่างบ้านต่างเมืองเดินต่อรองแลกเปลี่ยนสินค้ากันภาษาที่หลากหลายถูกพ่นออกมามากมายจนฟังไม่ได้สับ
ชาวบ้านในเมืองที่ยังขายได้ในเส้นทางหลักหากไม่ใช่คหบดีที่ร่ำรวย ก็เป็นชาวต่างชาติจนเกิดข้อสงสัยว่าชาวต่างชาติพวกนี้มาขายของในเมืองได้อย่างไร และชาวบ้านตัวเล็กๆที่เคยเต็มสองข้างทางหายไปไหน
จนทั้งสามคนเดินมายังด้านหลังเมืองก็พบกับความจริงบ้านเมืองที่ควรจะเต็มไปด้วยชาวบ้านที่ร่ำรวยจากการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างแดนบ้านช่องที่ควรจะสะอาดสะอ้านกลับเต็มไปด้วยคนไร้บ้านเต็มข้างถนนหนทาง บ้างก็มีร่างกายที่ซูบผอมบางคนก็มีลูกเล็กที่ดูแห้งติดกระดูก ช่างเป็นภาพที่น่าอดสู
เด็กบางคนวิ่งเล่นกันอย่างไร้เดียงสาส่วนพวกผู้ใหญ่กลับทำหน้าไร้ความสุข ลั่วอีเซิ้งกำหมัดแน่น ตนเป็นคนของกรมยุติธรรมที่ทำงานเพื่อชาวบ้านตาดำๆแต่ชาวบ้านเหล่านี้กลับถูกขับไล่จากบ้านเมืองของตนมาอยู่ด้านหลังเช่นนี้ทั้งยังอดอยาก ช่างเป็นภาพที่ยากจะรับได้
“ท่าน! คนของสำนักกิเลนทองใช่หรือไม่!?”บุรุษผู้หนึ่งพุ่งเข้ามายังพวกเขาทั้งสามพลางพูดด้วยสายตาที่ดีใจราวกับมีความหวังอีกครั้งโชคยังดีที่ตรงนั้นไม่มีคนมาก
“ใช่แล้วพี่ชาย”
แค่คำตอบนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นทรุดตัวลงไปร้องไห้ทายาทแห่งกิเลนทองจึงลงไปนั่งปลอบ
“ข้า... ข้าเคยเป็นคู่ค้าของพวกท่านแต่ถูกทางการแย่งกิจการไปหมด ทั้งยังไม่ให้ข้านำเรื่องนี้ไปบอกพวกท่าน”ความรู้สึกที่พลั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างแม้จะเป็นชายอกสามซอกแต่ก็รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
ทางด้านคนที่พึ่งได้รับรู้เรื่องนี้ก็ตกใจไม่น้อยเจ้าเมืองหลวนนั้นบอกเสมอว่าข้าวของที่ส่งให้สำนักเป็นของชาวบ้าน พวกเขาจึงยินดีจ่ายในราคาที่มากกว่าปกติเพื่อจะช่วยเหลือชาวบ้านได้มีกินมีใช้เพราะสำนักพวกเขามีเงินมากพอ
หากเป็นเช่นที่คนคนนี้ว่าเงินเหล่านั้นก็คงจะไม่เคยมาถึงคนตัวเล็กๆ กลับวนเวียนอยู่ในมือคนใหญ่คนโต
“ถามพี่ชายท่านนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่” จ้าวหานเอ่ยถามด้วยสายตาและน้ำเสียงเรียบ
“เรียนไต้เท้าท่านนี้เมืองหลวนนั้นมีเหตุการณ์ปกติสุขมาตลอดจนกระทั่งปีก่อนเจ้าเมืองได้ประกาศขึ้นภาษีกับชาวเมืองโดยบอกว่าเป็นรายได้ที่จะนำมาพัฒนาเมืองเพื่อให้มีที่ให้ชาวบ้านขายของได้มากขึ้นแต่ไม่นานก็มีการไล่ที่ของชาวบ้านที่ถนนสายหลัก ให้กับคหบดีรวยๆ กับพวกต่างเมืองมาค้าขายแทน”ชายผู้นั้นพูดด้วยท่าทางอ่อนแรงและเสียใจ
“พอพวกข้าโวยวายก็บอกว่าพวกข้าให้ภาษีไม่มากพอถ้าอยากค้าขายในเมืองต่อไปก็ต้องให้เงินมากกว่าใครให้มากก็มีที่สำหรับการทำมาหากิน ใครให้ไม่ได้ ก็ย่อมต้องสละพื้นที่ของตนเอง”น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินที่ดินทำกินดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนถูกยึดและนำไปแสวงหาประโยชน์ของคนไม่กี่คนทำให้ชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าที่ต้องย้ายออกจากบ้านของตนเองมาเร่ร่อนอยู่ที่หลังเมืองนี่
เช่นเดียวกับบุรุษทั้งสามคนที่ต่างก็มีอารมณ์ความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย
“ท่านอดทนหน่อยนะข้าในนามของสำนักกิเลนทอง จะช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้”
คำมั่นสัญญานั้นทำให้บุรุษผู้นั้นก้มหัวลงคำนับหลายต่อหลายครั้งด้วยความหวังที่มากล้นและความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
ทั้งสามคนมองหน้าด้วยความรู้สึกเดียวกันฉากหน้าของความสงบสุขเกิดขึ้นจากการรีบไถชาวบ้านพื้นที่ขับไล่เจ้าของที่เพื่อให้คนที่มีเงินได้ทำมาค้าขายให้ผลประโยชน์แต่คนที่มีเงินให้ตนเอง
ไม่มีขุนนางคนไหนไม่โกงกินแต่ขุนนางที่โกงกินแล้วชาวบ้านเดือดร้อนนี่คงจะทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้เสียแล้ว
“พี่ชายไปพักผ่อนเถิดข้ากับสหายรับปาก”
... ... ...
บุรุษทั้งสามพักที่โรงเตี๊ยมเล็กๆแถวๆ ท่าเรือเพื่อจะได้เคลื่อนไหวง่ายขึ้น แม้จะดูเหมือนเสี่ยงแต่ที่ที่ดูอันตรายก็มักจะปลอดภัยเสมอ
ไม่นานนักจงหรูอี้หัวหน้าราชองครักษ์ก็เดินทางมาสมทบอย่างเงียบๆลูกชายของผู้นำสำนักกิเลนทองจึงขอตัวกลับไปสำนักเพื่อเตรียมการที่เหลือลั่วอี้เซิงเองก็อยู่ที่พัก ส่วนจงหรูอี้ที่พึ่งมาถึงออกไปตรวจสอบกับจ้าวหาน
บุรุษทั้งสองเร้นร่างในความมืดเพื่อตรวจสอบเรือขนส่งที่เข้าออกอย่างผิดปกติในช่วงเวลากลางคืนก็พบเข้ากับเรือที่พึ่งมาเทียบท่าในช่วงหัวค่ำ
“คงเป็นลำนั้นสินะ”จ้าวหานกล่าวพลางชี้นำจงหรูอี้ให้ดูเรือที่ติดธงสินค้าตามปกติ โดยมีคนงานร่างกายกำยำเข้าออกเป็นว่าเล่น
แต่ไม่ใช่การขนส่งสินค้าลงมายังภาคพื้นดินกลับเป็นการขนส่งกล่องไม้ที่ใช้ผ้าคลุมขึ้นเรือโดยเห็นคหบดีคนหนึ่งกำลังยืนชี้นิ้วสั่ง
ถ้าเขาจำไม่ผิดนั่นคือหลานชายของฮูหยินผู้เฒ่าหลิว ที่เคยมีปัญหากับจ้าวอันหรานในครั้งนั้นคนที่จ้าวอันหรานใช้เป็นเครื่องมือในการหย่าขาดกับหลิวซือหมิง
“คหบดีหลิวได้ข่าวว่าช่วงสองสามปีหลังนี้ร่ำรวยผิดปกติ” จ้าวหานเฉลยจงหรูอี้ก็ยิ่งมีสายตามืดครึม เช่นนั้นคงเกี่ยวข้องกับแผนกบฏของตระกูลหลิวและตระกูลเสิ้นในครั้งนั้นแน่
ยามนั้นการหย่าร้างของหลิวซือหมิงและจ้าวอันหรานไม่ได้สร้างความเป็นต่อทั้งหลักฐานเส้นทางการเงินและสินค้ายังอยู่ในมือจ้าวอันหรานทำให้ตระกูลเสิ้นได้แต่อดทนยามนี้อ๋องทั้งสองในเสิ้นฮองเฮาผู้นั้นเติบโตแล้วคงจะไม่แปลกหากจะเคลื่อนไหวอีกครั้ง
“เข้าไปใกล้อีกหน่อยเถอะ”จงหรูอี้กล่าวพร้อมเร้นกายหายไปในความมืดเพื่อเข้าไปตรวจสอบให้มากขึ้น
ท้องฟ้าเคลือบสีรัตติกาลเรือขนส่งสินค้าที่ดูคล้ายจะไม่ผิดปกติกลับกำลังขนส่งบางอย่างขึ้นเรือไปอย่างน่าสงสัย
ร่างของบุรุษทั้งสองขยับในเงามืดเพื่อเข้าไปใกล้กับเรือนั้นเพื่อสอดส่องจนได้เห็นเจ้านายที่อยู่บนเรือนั่น นอกจากคหบดีหลิวผู้นั้นยังมีชายร่างกำยำมีอายุหน้าตาเจ้าเล่ห์และบุรุษในหน้ากากจิ้งจอกที่ดูรูปร่างสูงใหญ่ไม่สามารถเห็นใบหน้าแต่ก็เป็นคนที่จ้าวหานคุ้นเคยดี
“นั่นแม่ทัพหลี่รุ่ยเต๋อ”ชายสูงวัยที่ยังคงแข็งแรงกำยำคือหลี่รุ่ยเต๋อแม่ทัพแห่งแคว้นลี่ที่คอยยุยงและก่อสงครามที่ชายแดนซีหยางมาตลอด เรียกได้ว่าเป็นต้นเหตุของสงครามที่แท้จริง
โดยข้างๆคือทหารในกองที่ใส่หน้ากากจิ้งจอก เป็นหลานชายที่หลี่รุ่ยเต๋อที่รับมาเลี้ยงโดยใส่หน้ากากที่เป็นธรรมเนียมของชาวตะวันออกของแคว้นลี่มาตลอด มีข่าวลือว่าบุรุษผู้นั้นมีหน้าตาอัปลักษณ์เพราะมีแผลที่เกิดจากไฟไหม้ตั้งแต่ยังเด็ก
“คนใหญ่คนโตระดับนั้นมาอยู่ที่นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่” จงหรูอี้กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แต่มันก็ยืนยันได้แล้วว่าเจ้าเมืองหลวนร่วมมือกับกบฏและมีการส่งอาวุธออกนอกแคว้น และยังคหบดีหลานชายของฮูหยินหลิวผู้นั้นก็ด้วย”จ้าวหานกล่าวเสริม
เช่นนั้นทั้งเรื่องที่มีชายฉกรรจ์บางส่วนที่ลงจากเรือแล้วไปอยู่แถวชายป่าที่ภูเขาสูงก็อาจจะเป็นเรื่องจริงแต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้เส้นทางดี เรื่องนี้คงต้องรอคำตอบจากคนในพื้นที่
“งั้นก็กลับกันเถอะตามมากกว่านี้อาจจะถูกจับได้” จงหรูอี้เห็นว่าคงไม่มีประโยชน์หากจะตามต่อไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดผลเสียได้
“ข้าเห็นด้วย”
ร่างสูงทั้งสองคนค่อยๆเร้นกายออกจากต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นอย่างเบาที่สุด และเร็วที่สุด
!!!
เสี้ยววินาทีธนูถูกยิงมาจากทีเรือหนึ่งดอกเฉียดใบหน้าของจ้าวหานไปเพียงเสี้ยวเดียว โชคยังดีที่ร่างกายของชายหนุ่มไหวตัวทัน
“คนบุกรุก! จับมันให้ได้!” ภาษาแคว้นลี่พูดเสียงดังจากที่ไหนไม่รู้แต่พวกคนงานที่คล้ายทหารหันมาทางทั้งสองคนเป็นตาเดียว
“หนี! แยกกันไป อย่าให้มันจับได้!” จงหรูอี้สั่งด้วยอายุและประสบการณ์ที่มากกว่าทันทีบุรุษทั้งสองคนต่างแยกย้ายไปคนละทางเพื่อแยกศัตรูและหลบหนีได้คล่องตัวที่สุด
โชคยังดีที่ทั้งสองคนพลางใบหน้าและลำตัวด้วยชุดดำหน้ากากสีดำจนไม่สามารถระบุตัวตนได้ และสะดวกกับคืนเดือนมืดเช่นนี้
จงหรูอี้ที่เป็นราชองครักษ์มือดีชำนาญการเร้นกายในความมืดเพราะหน้าที่ที่ต้องติดตามฝ่าบาทไปทุกที่โดยห้ามให้ใครรู้ จึงหลุดจากความสนใจของพวกนั้นได้ง่ายด้วยการพลางกายในเงาร่มไม้
ทางด้านจ้าวหานแม้จะไม่ได้สืบราชการเช่นนี้บ่อยๆเพราะส่วนใหญ่เฉินจือหานจะเป็นคนออกแนวหน้าด้วยตัวเอง ทำให้จ้าวหานลำบากไม่น้อย
ปิ้ว!!
ชายหนุ่มกระโดดขึ้นกิ่งไม้แต่ก็ไม่พ้นมีคนเห็นจนยิ่งธนูขึ้นมาแต่จ้าวหานก็หลบได้และกระโดดหนีไปอีก
“ไปตายซะไอ้พวกคนแคว้นลี่!”
เสียงเข้มสบถเบาๆเมื่อลูกธนูแทงที่ไหล่ซ้ายเต็มๆ เมื่อเห็นว่าตนเองบาดเจ็บจึงสะบัดมือขว้างมีดสั้นอาวุธลับไปปักที่กลางหัวของคนที่ตามมาอย่างแม่นยำเพื่อจะสลัดคนพวกนั้นให้พ้น
แรกเริ่มไม่อยากจะปะทะแท้ๆทำไมพวกมันถึงรู้กันนะว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้
ก่อนจะจากไปดวงตาเข้มมองไปยังเรือก็เห็นหลี่รุ่ยเต๋อและลูกบุญธรรมที่ใส่หน้ากากจิ้งจอกยืนมองมาทางนี้แต่ไม่เพียงเท่านั้น ข้างๆ ยังมีผู้ชายอีกคน
ชายหนุ่มร่างสูงที่ใส่เสื้อคลุมสีดำใส่หน้ากากหน้าขาวน่าขนลุกมองมาทางนี้เช่นกัน
หรือว่านั่น...จะคือจูเชว่! มันอยู่ที่นี่ ไอ้คนทรยศนั่น!อยู่ใกล้แค่นี้แท้ๆ!
บัดซบ!
แม้จะเจ็บใจแต่จ้าวหานก็ต้องตัดใจหนีไปก่อน ตอนนี้พวกเขามีแค่สองคน ทั้งพื้นที่ ทั้งกำลังรบไม่เอื้ออำนวยต่อการจับกุม
จะเสียดายเพียงใดแต่หากตาย ทุกอย่างก็ไร้ค่า จ้าวหานได้แต่อดทนและหนีออกจากตรงนั้น
... ... ...
บ้านเมืองยามสว่างยังคงวุ่นวายมากเช่นเดิมผู้คนตื่นมาทำมาหากินเปิดร้านรวงหรูหราเปิดเรียกร้องให้คนมาซื้อของด้วยภาษาที่หลากหลาย ขณะเดียวกันเหล่าผู้คนที่ไร้บ้านก็ต้องตื่นด้วยความหิวโหย
โรงเตี้ยมเล็กๆที่อยู่ในเมืองตัวแทนเจ้าสำนักกิเลนทองติดต่อมาว่าได้ตรวจสอบและพบเส้นทางที่คนแปลกหน้าสำรวจแล้วโชคยังดีที่พวกนั้นไม่ได้เดินทางไปไกล พวกเขาได้ทำการจับกุมและส่งไปที่แคว้นเว่ยเพื่อส่งต่อไปที่เมืองหลวง
ส่วนบุรุษทั้งสามยามนี้กำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดโดยจ้าวหานกำลังทำแผลที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อคืนด้วยตัวเอง
“จากหลักฐานที่พวกท่านได้พบเมื่อคืนและสิ่งที่สำนักกิเลนทองแจ้งมา เรารู้แล้วว่าเจ้าเมืองหลวนมีส่วนรู้เห็น แต่เราจะใช้เรื่องใดจัดการกับเจ้าเมือง”หากจะใช้ข้อหากบฏเลยก็รั้งแต่จะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวและกำจัดหลักฐานเร็วเกินไปแต่ก็ต้องหยุดไม่ให้การกบฏนี้เกิดขึ้น
“บ้านเมืองเป็นเช่นนี้เรื่องการทุจริตภาษี หรือการใช้อำนาจขูดรีดประชาชน เอื้อผลประโยชน์กับพวกต่างแดนแค่นั้นก็คงพอที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าเมืองและเอาผิดได้”จ้าวหานเสนอพร้อมกับแผลที่เสร็จสิ้นชายหนุ่มสวมเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะมองหน้าอีกสองคนที่ร่วมประชุม
“แต่อย่างไรแม่ทัพผู้นั้นก็คงจะกลับไปที่แคว้นลี่แล้ว หากตรวจสอบตอนนี้ก็คงไม่มีทางเจอ”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกบางทีปลายทางของหลี่รุ่ยเต๋อผู้นั้นอาจไม่ใช่ที่เมืองท่าชายแดนเช่นนี้”จ้าวหานคาดการณ์ คนคนนั้นมักจะไม่เคลื่อนไหวด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องในที่ลับ แตกต่างจากเฉินจือหานที่มักจะทำอะไรด้วยตนเอง
แต่หากหลี่รุ่ยเต๋อเคลื่อนไหวด้วยตัวเองนั่นหมายถึงจะต้องทำอะไรที่สำคัญมากเป็นแน่โดยเฉพาะการมาปรากฏตัวที่แคว้นอื่นเช่นนี้ คงไม่ใช่มาดูสินค้าแล้วก็กลับแน่
“อย่างนั้นก็ช่างเถอะหัวหน้าจง ข้ารบกวนท่านไปบอกชินอ๋องให้สักหน่อย ถึงสถานการณ์ในตอนนี้เราจำเป็นต้องใช้อำนาจอ๋องในการจบเรื่องนี้ให้รวดเร็ว”ลั่วอี้เซิ่งกล่าวกับจงหรูอี้แม้อันที่จริงอยากให้จ้าวหานที่คุ้นเคยกับพื้นที่มากกว่าไป แต่อีกฝ่ายบาดเจ็บ
“ได้ฝากเรื่องทางนี้กับพวกเจ้าทั้งสองด้วย”
ทั้งสามคนต่างก็ออกจากที่พักพร้อมกับแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่จงหรูอี้ขี่ม้าที่อยู่นอกเมืองไปตามทางที่ชินอ๋องจะมาส่วนลั่วอี้เซิ่งและจ้าวหานก็เข้าไปในเมืองเพื่อไปพบกับเจ้าเมืองหลวนผู้นั้น
... ... ...
ปึก!
“เมื่อคืนมีใครก็ไม่รู้เข้ามาที่ท่าเรือแล้วก็หนีไปได้อีกงั้นหรือ!” ที่ฝนหมึกถูกปาลงพื้นอย่างรุนแรงจนพื้นเลอะสีดำคนในห้องต่างสะดุ้ง
เจ้าเมืองหลวนชายวัยกลางคนเป็นตาลุงลงพุงที่มีตำแหน่งของขุนนางกล่าวเสียงดังด้วยความโมโห
“ไอ้พวกหลี่รุ่ยเต๋อมัวทำอะไรกัน!” หากคนคนนั้นเป็นพวกจากเมืองหลวง หรือคนคนนั้นเอาเรื่องที่ตนปล่อยให้มีการลักลอบซื้อขายอาวุธที่ท่าเรือละก็คงได้จบไม่สวยแน่
ไหนจะเรื่องขูดรีดและรับส่วนจากพวกต่างบ้านต่างเมืองจนพวกประชาชนไม่มีที่ทำกินขัดกับโอรสสวรรค์ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีกินมีใช้เช่นนั้นตนไม่ถูกสั่งประหารเลยหรือ
หรือถ้าคนพวกนั้นเป็นพวกยุทธภพก็เลวร้ายไม่ต่างกัน เขาอาจจะตายวันตายในวันนี้วันพรุ่งเลยก็เป็นไปได้
“ไอ้พวกไม่ได้ความ! ไปตามหาและจับมันมาให้ได้!”
“ขอรับ!”
ทหารมือดีรับคำอย่างแข็งขันด้วยความกลัวแต่ไม่ทันได้ออกไป ก็มีบ่าวชายวิ่งเข้ามาด้วยหน้าตาตื่น ราวกับเห็นผี
“มีอะไร!”
“ระรองแม่ทัพจ้าว กับเจ้ากรมยุติธรรมลั่ว มารอที่หน้าจวนขอรับ!”
เรื่องเก่ายังไม่ได้จัดการก็มีเรื่องใหม่มาเยือนถึงหน้าจวน ทั้งยังเป็นสองคนที่ไม่อยากเจอที่สุดในยามนี้!
บัดซบยิ่งนัก!