ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 51 ตกหลุมพราง (เปิดฟรีวันที่ 12 มกราคม 2569)

    ฉางอู๋อิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามเสียงเบา “ซื่อจื่อ ต้องการให้ไปตรวจสอบหรือไม่”

    หากซูอิ่นเย่ว์ทำเรื่องที่ทรยศต่อเจ้านายของเขาจริง เขาจะไม่ปล่อยนางไปเป็นคนแรก

    ฉู่จี้เฟิงยังไม่ทันตอบ ก็มีคนช่างสอดร้องขึ้นว่า “หลิงอ๋องซื่อจื่อ เมื่อครู่ข้าก็เห็นเช่นกันว่า รถม้าของจวนหลิงอ๋องออกจากเมืองไป แน่นอนว่าภรรยาของท่านต้องนั่งอยู่ข้างใน!”

    คำพูดนี้ทำให้ทุกคนต่างจินตนาการไปไกล

    ยังกล้านั่งรถม้าของสามีไปพบชู้รักอีก ช่างเถอะ ซูอิ่นเย่ว์ช่างกล้าหาญไม่น้อย

    ฉู่จี้เฟิงเอ่ยด้วยเสียงสงบ “เป็นรถม้าของจวนหลิงอ๋องจริงหรือ อาจจะมองผิดไปหรือไม่”

    ชายหลายคนสบตากัน แล้วตอบเป็นเสียงเดียว “พวกเราจะกล้าหลอกหลิงอ๋องซื่อจื่อได้อย่างไร มันคือรถม้าของจวนหลิงอ๋องแน่นอน!”

    ฉู่จี้เฟิงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง แสยะยิ้มเล็กน้อย “ดีมาก ในเมื่อสตรีผู้นั้นไม่ต้องการรักษาหน้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องปรานี หากใครอยากชมเรื่องสนุก ก็ตามมา”

    หลิงอ๋องชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบห้ามปราม “เฟิงเอ๋อร์ แม้ว่าซูอิ่นเย่ว์จะไม่ต้องการศักดิ์ศรี แต่จวนหลิงอ๋องของเรายังต้องการ! หากให้ผู้อื่นเห็นเรื่องอัปยศของนาง เรื่องนี้ต้องแพร่ไปทั่วเมืองหลวงแน่ แล้วข้ายังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้!”

    “เจ้าจะไม่ตามไปหรือ หรือว่าขอแค่ตาไม่เห็นใจก็จะไม่เจ็บสินะ” ฉู่จี้เฟิงไม่สนใจนางแล้วให้ฉางอู๋อิ่งเปลี่ยนทิศทางออกจากเมือง

    แม้ฉู่จิ้งเสียนอยากจะตามไป แต่ร่างกายของนางเต็มไปด้วยบาดแผลจากแส้ แม้แต่จะคลานยังยากลำบาก จึงทำได้เพียงล้มเลิก

    หลิงอ๋องไม่มีทางเลือก จึงได้แต่สั่งให้คนส่งฉู่จิ้งเสียนกลับจวนอ๋อง แล้วจึงรีบขี่ม้าตามไป

    เดิมทีเขาคิดจะให้ทหารองครักษ์ของจวนอ๋องไล่ชาวบ้านที่มุงดูออกไป เพื่อรักษาชื่อเสียงของจวน แต่ฉู่จี้เฟิงเพิ่งกล่าวคำพูดไปเมื่อครู่ บางคนในหมู่ชาวบ้านกลับไม่เกรงกลัว กล่าวขึ้นว่า “หลิงอ๋องซื่อจื่อได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้ พวกเรามาที่นี่เพื่อให้กำลังใจหลิงอ๋องซื่อจื่อ หาใช่มุงดูเรื่องสนุกไม่!”

    “หลิงอ๋องวางใจเถิด ซูอิ่นเย่ว์ไม่รู้จักรักษาคุณธรรมของสตรี เราย่อมยืนอยู่ข้างท่าน!”

    “ใช่แล้วๆ ยังต้องกักตัวซูอิ่นเย่ว์แห่ประจานให้ทั่วทั้งเมืองหลวงได้รับรู้ถึงความอัปยศของนาง!”

    ชาวบ้านต่างพากันพูดคุยเสียงดัง สนุกสนานกันไม่น้อย

    เรื่องซุบซิบของตระกูลขุนนางใหญ่และเชื้อพระวงศ์มักแพร่สะพัดออกมาเป็นระยะ พวกเขาเคยได้ยินแต่ข่าวลือ ไม่รู้ว่าจริงเท็จเพียงใด

    แต่เหตุการณ์เช่นวันนี้ กลับเป็นครั้งแรกที่ได้ติดตามเจ้าบ้านไปจับคาหนังคาเขา 

    ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่จี้เฟิงเป็นที่รู้จักในเมืองหลวงเป็นอย่างดี พวกเขายิ่งไม่อยากพลาดโอกาสนี้ คนหลายสิบคนพากันตามขบวนรถม้าของฉู่จี้เฟิงไป ส่วนหลิงอ๋องที่มีทหารองครักษ์เพียงสิบกว่าคนไม่อาจขับไล่ผู้คนออกไปได้

     

    อีกด้านหนึ่ง

    ซูอิ่นเย่ว์พอออกจากเมืองมาก็พิงหมอนนุ่ม หลับตาพักผ่อนตลอดทาง เซียงเถารู้สึกไม่สบายใจนัก คอยแง้มม่านรถม้าดูข้างนอกเป็นระยะ

    นางขมวดคิ้วแน่น สีหน้ากังวล “พระชายาซื่อจื่อ จากเมืองหลวงไปหมู่บ้านเป่ยเหอใช้เวลาครึ่งค่อนวัน วันนี้เราอาจกลับถึงเมืองหลวงไม่ทัน หากรู้แต่แรกควรพาข้ารับใช้ติดตามไปด้วย จะได้อุ่นใจขึ้นสักหน่อย”

    ซูอิ่นเย่ว์ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น “ไม่เป็นไร วันนี้เราน่าจะกลับไปถึงทัน”

    เซียงเถาขมวดคิ้ว “แต่...บ่าวได้ยินมาว่าแถวนี้มีโจรป่า ระยะนี้ไม่ค่อยสงบ”

    ซูอิ่นเย่ว์ลืมตาขึ้น สีหน้าครุ่นคิด ทันใดนั้นเอง ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาทำให้สารถีรีบกระตุกบังเหียน หยุดรถม้าทันที

    “เกิดอะไรขึ้น” เซียงเถาถามเสียงดัง

    “คุณชายก่วงนั่งไม่ดี หล่นจากรถม้าแล้วขอรับ” สารถีตอบ

    “ทำไมถึงไม่ระวังเลย” เซียงเถาเอ่ยพลางแง้มม่านออกดู

    ก่วงเหวินเทานั้นเป็นเพียงคนที่มีความรู้ยากจน ไม่มีทางมีม้าเป็นพาหนะ ดังนั้นเขาจึงนั่งร่วมกับสารถีด้านหน้า ทำให้มีโอกาสพลัดตกได้ง่าย

    ขณะนี้สารถีช่วยพยุงเขาขึ้นมาแล้ว ก่วงเหวินเทาตัวเต็มไปด้วยฝุ่น ใบหน้าและมือมีรอยถลอก แถมยังเดินกะเผลก

    ก่วงเหวินเทาหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ พูดว่า “ข้างหน้ามีวัดร้างอยู่ เราไปพักที่นั่นก่อนดีหรือไม่”

    ซูอิ่นเย่ว์แง้มม่านหน้าต่างขึ้น เห็นวัดร้างอยู่ทางขวาไม่ไกลนัก

    ดูจากสภาพของก่วงเหวินเทาแล้ว คงเดินทางต่อไปไม่ได้จริงๆ นางจึงพยักหน้าตอบรับ “เช่นนั้นไปพักกันก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อ”

    ก่วงเหวินเทาดีใจนัก รถม้าจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังวัดร้าง

    ใครจะรู้ว่า พอรถม้าเข้าไปถึงวัดร้าง ก็มีเงาคนราวสิบคนพุ่งออกมาจากมุมต่างๆ ล้อมรถม้าเอาไว้!

    คนเหล่านั้นล้วนถืออาวุธในมือ คมดาบสะท้อนแสงเย็นเยียบ สารถีและเซียงเถาต่างขาสั่นด้วยความหวาดกลัว

    พวกเขาดึงสารถีออกไปก่อน แล้วจึงพยายามจะลากเซียงเถาลงมา ไม่คาดคิดว่าทันใดนั้น มีกริชเล่มหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปักมือลงบนแผ่นไม้ของรถม้า!

    ชายคนนั้นร้องลั่น เสียงโหยหวนดังสะท้าน

    คนอื่นๆ รู้สึกตัว รีบชักดาบเตรียมช่วยพวกพ้อง แต่ซูอิ่นเย่ว์ดึงมีดผ่าตัดออกมา แล้วเตะชายที่บาดเจ็บกระเด็นไป กระแทกใส่พวกเขา

    เซียงเถาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็หวาดกลัวจนขาสั่น โชคดีที่ซูอิ่นเย่ว์ประคองไว้ นางจึงยืนได้มั่นคง

    “เจ้า...เจ้า...” ก่วงเหวินเทามองซูอิ่นเย่ว์ที่ถือกริชประหลาดอยู่ในมือ เลือดยังหยดจากปลายมีด พูดแทบไม่ออก

    ต้องรู้ไว้ว่าก่อนหน้านี้ ซูอิ่นเย่ว์ยังไม่กล้าฆ่าแม้แต่ไก่สักตัว!

    “ขี้ขลาดยิ่งนัก เจ้ากลัวอะไร!” หัวหน้ากลุ่มที่ชื่อจางต้าหู่ ตบหน้าก่วงเหวินเทาฉาดใหญ่

    จากนั้น เขามองซูอิ่นเย่ว์ตรงๆ แล้วเลียริมฝีปากล่าง “เป็นสาวงามที่เร่าร้อนแท้ นิสัยก็ร้ายกาจนัก”

    ซูอิ่นเย่ว์ปรายตามองก่วงเหวินเทาอย่างเย็นชา “เจ้าตั้งใจพาข้ามาที่นี่หรือ ดูท่าว่าอาการป่วยหนักของแม่เจ้า คงเป็นเรื่องที่เจ้ากุขึ้นมาเองสินะ”

    ก่วงเหวินเทายกมือกุมหน้า ตั้งสติขึ้นมาใหม่ พวกเขามีจำนวนมากกว่า ต่อให้ซูอิ่นเย่ว์ใช้กริชได้ แล้วจะน่ากลัวตรงไหนกัน

    เขาเชิดอกขึ้น พูดเสียงดัง “ใช่แล้ว แล้วจะทำไม! ใครใช้ให้เจ้ามีเงินเป็นพันตำลึงแต่ไม่ยอมให้ข้า เจ้าร่ำรวยแล้วก็ลืมคนเก่า!”

    “คนชั่วช้า!” เซียงเถากำหมัดแน่น ตะโกนตำหนิเสียงกร้าว “เจ้าเป็นคนมีความรู้แท้ๆ!”

    ก่วงเหวินเทาไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมองเขาเช่นไร เขาอ่านหนังสือมาหลายปี แต่สอบจอหงวนก็ไม่ผ่าน ถูกคนในหมู่บ้านดูถูกตลอดมา ที่แย่ที่สุดคือ ซูอิ่นเย่ว์มีเงินมากมาย แต่กลับไม่ช่วยเหลือเขาเลย

    ในเมื่อนางใจดำ ก็อย่าโทษว่าเขาไร้คุณธรรม!

    คราวนี้แค่พาซูอิ่นเย่ว์ออกจากเมืองก็ได้ค่าตอบแทนหนึ่งพันตำลึงแล้ว แต่เขาไม่ได้ต้องการแค่เงิน

    สายตาของก่วงเหวินเทากวาดไปทั่วร่างซูอิ่นเย่ว์ เขายิ้มประจบประแจงให้จางต้าหู่ “หัวหน้าหู่ ข้าไม่รู้ว่ารอสักพัก ข้าจะได้มีส่วนร่วมด้วยหรือไม่”

    จางต้าหู่ตบหลังเขาแรงๆ “ทำไมจะไม่ได้ นายจ้างบอกแล้วว่ายิ่งมากคนยิ่งดี!”

    ดวงตาของซูอิ่นเย่ว์หรี่ลง 

    นางเดาถูกจริงๆ มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง

    ถ้าไม่อย่างนั้น ก่วงเหวินเทาจะมายังเมืองหลวงได้อย่างไร

    เซียงเถาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดของพวกเขา ได้แต่รวบรวมความกล้าพูดขึ้น “นายของข้าคือพระชายาซื่อจื่อแห่งจวนหลิงอ๋อง พวกเจ้าไม่สามารถล่วงเกินได้ตามใจชอบ!”

    ซูอิ่นเย่ว์ยังคงสงบนิ่งเป็นพิเศษ เอ่ยถามว่า “เช่นนั้น เจ้านายพวกเจ้าเสนอเงินเท่าไหร่ ข้าสามารถให้ราคาเป็นสองเท่าได้”

    จางต้าหู่แหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง จากนั้นจึงส่ายหัว “วันนี้ถ้าข้าปล่อยพวกเจ้าไป แล้ววันหน้าจะยังมีที่ยืนในเส้นทางนี้ได้อย่างไร!”

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน