เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 46 :คุณสมบัติกึ่งปราชญ์?

    ตอนที่ 46 :คุณสมบัติกึ่งปราชญ์?

     

    “เจ้า เจ้า เจ้า......”

     

    หลี่เหวินโป๋ร่างกายสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุมได้

     

    ชุดสมบัติวรรณกรรมหมาป่าน้ำเงิน !

     

    หลินอี้มีชุดสมบัติวรรณกรรมหมาป่าน้ำเงิน !

     

    ในฐานะบุตรแห่งสวรรค์คนที่สามแห่งสำนักศึกษา หลี่เหวินโป๋รู้ถึงความหมายของชุดสมบัตินี้ดีเพราะในต้าเหยียนนั้นมีเพียงแค่สี่ชุดเท่านั้น

     

    นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สร้างจากร่างกายของเทพปีศาจ ชั้นข้ามชะตาขั้นสองไปแล้วครึ่งก้าวซึ่งหาได้ยากยิ่ง

     

    ทุกครั้งของการปรากฏสมบัติล้ำค่านี้ เพียงพอที่จะกระตุ้นความบ้าคลั่งของเหล่าปัญญาชน

     

    เดิมที

     

    ปัญญาชนคนหนึ่งที่มีชุดสมบัติวรรณกรรมชั้นดวงเดือนธรรมดา ก็มากเกินกว่าปัญญาชนทั่วไปแล้ว

     

    สมบัติวรรณกรรมชั้นตะวัน เรียกได้ว่าเป็นศิษย์เอกแห่งสำนักศึกษาใหญ่โดยมากล้วนมี

     

    สมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพ นี่จึงจะเป็นสมบัติแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นอย่างแท้จริง

     

    ส่วนสมบัติวรรณกรรมชั้นฟ้า ในต้าเหยียนกว้างใหญ่นี้ มีเพียงสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นเท่านั้นที่มีในครอบครองหนึ่งชุด

     

    “ข้าทำไมหรือ ? ”

     

    หลินอี้มองไปทางหลี่เหวินโป๋ พอจะรู้ได้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเสียสติเช่นนี้

     

    เมื่อครู่เขาเพิ่งจะอธิบายเรื่องวรรณกรรมอย่างแท้จริงออกมา จึงมีความรู้เรื่องสมบัติทางวรรณกรรมบ้างเล็กน้อยทำให้ทราบถึงคุณค่าของสมบัติวรรณกรรมหมาป่าน้ำเงิน

     

    เรียกได้ว่าเป็นชุดสมบัติวรรณกรรมชั้นยอดแห่งจังหวัดหนานเซียง

     

    “ท่าน......ท่านคณบดีมอบให้เจ้าหรือ ? ”

     

    หลี่เหวินโป๋น้ำเสียงสั่นคลอนเล็กน้อย เขามองไปทางหลินอี้อย่างไม่กะพริบตาบัดนี้เขามีอาการวิงเวียนด้วยเล็กน้อย

     

    “ถูกต้องแล้ว เจ้ามีปัญหาอันใดหรือ ? ”  หลินอี้พยักหน้ามิได้ปฏิเสธ

     

    ตูม !

     

    ตึก ตัก ๆ

     

    หลี่เหวินโป๋ราวกับถูกสายฟ้าโจมตี เขาถอยออกไปหลายก้าว ริมฝีปากสั่นระริกกล่าวว่า“เจ้ารู้ถึงความหมายของสมบัติวรรณกรรมนี้หรือไม่ ? ”

     

    “สมบัติวรรณกรรมสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น? ”

     

    หลินอี้พอจะรู้ว่าสมบัติวรรณกรรมหมาป่าน้ำเงินเป็นสมบัติล้ำค่าของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น

     

    ส่วนจะมีความหมายอื่นหรือไม่นั้น......เขามิแน่ใจ

     

    “หาใช่ไม่......”

     

    หลี่เหวินโป๋รีบส่ายหน้า บัดนี้อารมณ์ของเขายังอยู่ในความตกตะลึง “สำนักศึกษาผิงโจวมีคำสอนจากบรรพบุรุษโดยผู้ก่อตั้งซึ่งสังหารราชาหมาป่าน้ำเงินได้ในฐานะคณบดี สมบัติทางวรรณกรรมชั้นพิภพชุดนี้สามารถใช้ได้เพียงสามครั้งในชีวิต"

     

    “และผู้ที่สามารถสืบทอดสมบัติวรรณกรรมชุดนี้ได้จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติกึ่งปราชญ์ ! "

     

    “ท่านบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักศึกษานี้มีระดับการบ่มเพาะระดับราชบัณฑิตขั้นสามเขาหวังว่าในสำนักศึกษาแห่งนี้จะปรากฏผู้ที่มีระดับบ่มเพาะสูงกว่าเขาได้......”

     

    “ข้ามองมิออกเสียจริงว่าเจ้านั้นมีคุณสมบัติกึ่งปราชญ์ได้อย่างไรเจ้ามิอาจสู้ข้าได้ด้วยซ้ำ มิอาจเทียบได้กับบัณฑิตในสำนักศึกษานี้สักคน ! ”

     

    “ทว่า......เจ้ากลับได้รับการยอมรับจากพู่กันหมาป่าน้ำเงินมันยินดีรับเจ้าเป็นนาย......”

     

    หลี่เหวินโป๋ทรุดร่างนั่งลงที่เก้าอี้

     

    เขาตกตะลึงอย่างถึงที่สุด

     

    สายตาจ้องมองไปทางหลินอี้ ดวงตาคู่นั้นกล่าวลอย ๆ ว่า “นั่นหมายความว่า......พู่กันหมาป่าน้ำเงินเห็นว่าเจ้า......มีคุณสมบัติเป็นกึ่งปราชญ์! ”

     

    “......”

     

    หลินอี้ก็เงียบลงเช่นกัน

     

    เขาหันกลับไปมองพู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น มิน่าเล่า วินาทีที่เขาจับพู่กันหมาป่าน้ำเงินนี้จึงได้ยินเสียงหมาป่าดังขึ้น

     

    พลังห้าวหลานเจิ้งชี่ยังดำเนินหมุนเวียนอย่างราบรื่น

     

    ที่แท้ ชั่ววินาทีนั้นพู่กันหมาป่าน้ำเงินยอมรับเขาเป็นเจ้าของนี่เอง

     

    ตนมีคุณสมบัติเป็นกึ่งปราชญ์หรือ ?

     

    “เจ้าคิดมากไปเองพู่กันหมาป่าน้ำเงินนี้ใต้หล้ามีสี่แท่งก็จริงอยู่ เช่นนั้นผู้เป็นเจ้าของครอบครองล้วนเป็นกึ่งปราชญ์หรือ ? ”

     

    หลินอี้หัวเราะแล้วส่ายหน้า

     

    เจ้าของร่างเดิมมิมีแม้แต่จิตใจใฝ่วรรณกรรม แล้วจะเป็นกึ่งปราชญ์ได้อย่างไร

     

    ส่วนตัวเขา

     

    ในสมองเพียงพอจะจดจำบทกวีเหล่านั้นได้เล็กน้อย อย่างมากคงช่วยให้การบ่มเพาะเร็วขึ้นเท่านั้น

     

    แต่เหวินกงเป็นตัวกำหนดระดับ

     

    คนคนหนึ่งที่มิมีแม้แต่จิตใจใฝ่วรรณกรรม เหวินกง......จะแข็งแกร่งได้อย่างไร

     

    “เอ่อ......”

     

    หลี่เหวินโป๋กระอักกระอ่วนด้วยคำถามนี้

     

    หลินอี้ยิ้มขึ้น จากนั้นบอกกับหลี่เหวินโป๋ว่า “บัดนี้ข้ามิมีเรื่องใดแล้วเจ้าจงไปทำธุระของเจ้าเถิด ! ”

     

    “เอ่อ อืม”

     

    หลี่เหวินโป๋ได้สติกลับคืนมา เขาเดินออกจากห้องนั้นไปด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง

     

    เขายืนอยู่นอกประตู

     

    ในสมองปรากฏความคิดขึ้นมากมาย จากนั้นจึงกำหมัดแน่น พึมพำเสียงเบาว่า“เด็กรับใช้หนึ่งปีหรือ ? มิได้หรอก......อย่าได้คิดสะบัดข้าออกไป ข้าจะทำจนกระทั่งเจ้ามิอาจก้าวหน้าไปอีกหากเจ้าได้เป็นกึ่งปราชญ์ ข้าจะ......”

     

    หลี่เหวินโป๋แววตาเป็นประกาย “ข้าจะสร้างเกียรติแก่บรรพบุรุษ ให้ชื่อเสียงคงอยู่ตลอดไป! ! ! ”

     

    “ฮ่า ๆ......”   ←~(o `▽´ )oΨ

     

    หลี่เหวินโป๋อดมิได้ที่จะเผยอยิ้มออกมา น้ำเสียงก้องไปทั้งลาน เมื่อเขานึกได้จึงรีบปิดปากของตนลง

     

    ภายในห้อง

     

    หลินอี้ได้ยินเสียงหัวเราะออกมาของหลี่เหวินโป๋ เขาก็ขนหัวลุก “เจ้าหมอนี่บ้าไปแล้วหรือ ? ”

     

    โชคดีที่หลี่เหวินโป๋มิได้หัวเราะต่อไป

     

    หลินอี้ส่ายหน้า จากนั้นมิได้สนใจเขาอีก ได้แต่พลิกหนังสืออ่านตำราของตนต่อ

     

    ส่วนเรื่องของการบำเพ็ญตน

     

    เขามีแผนการอยู่ในใจแล้ว ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจในเส้นทางแห่งวรรณกรรมและวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์เสียก่อนแล้วค่อยอ่านตำราเขียนอักษร

     

    ท้ายที่สุดจึงจะฝึกฝนวิทยายุทธ์วรรณกรรม

     

    ขณะเดียวกันที่รอคอยการสอบคัดเลือกระดับจังหวัดของจังหวัดหนานเซียงมาถึงเขาจะได้รับตำแหน่งเจี่ยหยวนในเส้นทางวรรณกรรม

     

    นี่คือก้าวแรกของเขาในเส้นทางวรรณกรรม !

     

    หลินอี้มิใช่คนที่พึงพอใจในความธรรมดามาแต่ไหนแต่ไรบัดนี้เขามีคุณสมบัติพอที่จะบำเพ็ญตนในเส้นทางวรรณกรรม เขามิอาจเลือกดำเนินชีวิตเช่นคนธรรมดาได้อย่างแน่นอน

     

    เขาอยากขึ้นไปดูโลกนี้จากที่สูงสุด

     

    บรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้น......

     

    คงงดงามยิ่งนัก !

     

    ......

     

    เวลาพลบค่ำ

     

    หลินอี้อ่านหนังสือตำนานปีศาจจบแล้ว เขาก็มุ่งความสนใจไปยังหนังสือบันทึกปีศาจจิ้งจอกเล่มนั้น

     

    เขาเปิดมันออกอ่าน

     

    ในมิช้า หลินอี้ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน

     

    “จิ้งจอกเก้าหางเป็นปีศาจที่เทียบเท่าระดับสอง? พอ ๆ กับกึ่งปราชญ์ ? ”

     

    “เช่นนั้นหมายความว่าวิญญาณปีศาจที่ปรากฏตัวที่ห้องเมื่อคืนนี้มิใช่ปิศาจเก้าหางอย่างแท้จริง ! ”

     

    “เพราะหากเป็นปิศาจระดับสองละก็ต่อให้ข้ามีห้าวหลานเจิ้งชี่ก็คงตายอย่างมิต้องสงสัย ! ”

     

    “อ้อ ? มีวิชาที่สามารถทำให้กลายเป็นปีศาจจิ้งจอกเพื่อหลอกลวงตาได้หากปัญญาชนใช้ทักษะนี้จะทำให้เห็นผลกว่า ? ”

     

    หลินอี้เห็นบันทึกปีศาจนี้ มีอยู่บทหนึ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับการเรียกปีศาจจิ้งจอก

     

    เนื้อหากล่าวว่า หลังจากบัณฑิตฝึกเรียกปีศาจจิ้งจอกได้แล้ว เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับจิ้งจอกด้วยพลังพรสวรรค์ของตนซึ่งสามารถควบแน่นจิตวิญญาณของจิ้งจอกได้

     

    หากบทความนั้นยอดเยี่ยมเพียงไร วิญญาณปีศาจจิ้งจอกก็จะแข็งแกร่งเพียงนั้น

     

    อาทิเช่น เมื่อบัณฑิตเขียนบทความเกี่ยวกับปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง อาคมลัทธิเต๋าจะแสดงพลังเหนือธรรมชาติและควบแน่นจิตวิญญาณของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางไว้หากเขียนว่าปีศาจจิ้งจอกเก้าหางดูดซับเลือดของปัญญาชน ปีศาจจิ้งจอกนี้ก็จะไปดูดกินเลือดของปัญญาชนจากนั้นจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    ท้ายที่สุด

     

    เมื่อปีศาจจิ้งจอกเก้าหางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มันจะกัดกินเลือกเนื้อร่างกายของผู้ที่เรียกมันออกมาและเข้าแทนที่เขา

     

    ในที่สุดปัญญาชนผู้นั้นจะกลายเป็นปีศาจจิ้งจอก

     

    การฆ่าอย่างกระหายเลือดเช่นนี้จะทำให้สูญเสียชีวิตของตนไป

     

    “มิน่าแปลกใจที่ปัญญาชนและปีศาจมักขัดแย้งกันเมื่อฝึกอาคมลัทธิเต๋าจนมาถึงขั้นสุดท้ายนี้ หากมิใช่ปัญญาชนกลายเป็นปีศาจ เช่นนั้นใจกลางอาคมลัทธิเต๋าก็อาจทำให้ปัญญาชนกลายเป็นปีศาจ......สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณไล่ฆ่าคนสร้างความเดือดร้อน ! ”

     

    ในเวลานี้หลินอี้เพิ่งจะเข้าใจความน่ากลัวของอาคมลัทธิเต๋า

     

    ก่อนหน้าเขารู้เพียงว่าอาคมลัทธิเต๋านั้นเป็นด้านมืดที่น่ากลัว แต่มิมีความเข้าใจลึกซึ้งเช่นนี้

     

    จนกระทั่งเขาได้ทำความเข้าใจ และได้ประสบกับตนเองจึงได้รู้ถึงความน่ากลัวของอาคมลัทธิเต๋า

     

    “วิชาการเรียกปีศาจจิ้งจอกฝึกได้เพียงเวลากลางคืนเท่านั้นเพราะอาคมลัทธิเต๋าแสดงวิญญาณปีศาจจิ้งจอก......ปัญญาชน ตอนกลางคืน ยึดข้าไว้......ซูเม่ยเอ๋อร์? ”

     

    พรึบ !

     

    ในสมองของหลินอี้ปรากฏร่างของใครบางคนขึ้นมา

     

    เฉินห้าวหลาน !

     

    สีหน้าของหลินอี้เปลี่ยนไป ท่าทีของเฉินห้าวหลานช่างเหมือนกับคุณสมบัติที่กล่าวมานี้เหลือเกิน

     

    กลางวันนอน กลางคืนอ่านหนังสือ

     

    มิแยแสผู้ใด

     

    เห็นได้ชัดว่าพลังพรสวรรค์เหวินกงของเฉินห้าวหลาน กำลังถูกวิญญาณปีศาจจิ้งจอกดูดซึมไปโดยมิรู้ตัว

     

    “มิน่าเล่าตอนเช้าเฉินห้าวหลานจึงได้เป็นลมล้มไปคาดว่าเป็นเพราะพลังห้าวหลานทำร้ายวิญญาณปีศาจทำให้มันบาดเจ็บ เขาจึงได้รับแรงสะท้อนกลับเช่นนี้! ”

     

    “ส่วนวิญญาณปีศาจจิ้งจอกนั้นชื่อว่าซูเม่ยเอ๋อร์และเฉินห้าวหลานก็เคยเอ่ยถึงซูเม่ยเอ๋อร์มาก่อนเช่นกัน......”

     

    “ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักศึกษาเขากลับฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋า ! ”

     

    หลินอี้มิอยากเชื่อ

     

    เพราะเหตุใดเฉินห้าวหลานจึงได้ฝึกอาคมลัทธิเต๋า ? ในฐานะศิษย์เอกของท่านคณบดีเป็นไปมิได้ที่เขาจะมิรู้ถึงอันตรายของอาคมลัทธิเต๋า

     

    หลินอี้วางบันทึกนี้ลง เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ต้องยับยั้งเขาไว้ให้ได้! ”

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน