โหมวซือฉิงวางกล่องอาหารและถุงผลไม้ไว้บนตู้ข้างเตียงสีหน้าฉายแววโกรธนิดๆ “สวี่ตง นายนี่เอาแต่ใจนักนะ หมอบอกว่าแผลลึกถึงกระดูกต้องพักผ่อนสักระยะ นายไม่อยากให้แขนหายหรือไง”
สวี่ตงได้ยินว่ามันอันตรายต่อแขนก็รีบหดตัวกลับไปพิงหัวเตียงแต่โดยดีแต่ยังไม่วายบ่นปอดแปดด้วยความกังวล “ผู้เฒ่าหลงกับอาหนิวยังไม่รู้ว่าผมไปไหน…”
“รู้อยู่แล้วว่านายต้องพูดแบบนี้ วางใจเถอะ ฉันโทรบอกผู้เฒ่าหลงแล้วตอนนี้ผู้เฒ่าหลงอยู่ที่สำนักงานเขต!” โหมวซือฉิงหยิบแอปเปิลมาปอกเปลือกพร้อมกับพูดไปด้วย
สวี่ตงรับคำ ‘อ้อ’ แล้วหลุบตาครุ่นคิด
โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงไม่ถามไถ่ว่าผู้เฒ่าหลงไปทำอะไรที่สำนักงานเขต ไม่ถามถึงเื่เมื่อวานด้วยซ้ำไม่ว่าจะหาที่ซ่อนวัตถุโบราณเจอหรือเปล่า เจอวัตถุโบราณไหมแล้วยังเื่วัตถุโบราณที่เจอเป็ของจริงหรือเปล่าไม่ถามถึงสักประโยคราวกับไม่สนใจมันสักนิด!
แต่ที่น่าแปลกใจคือเมื่อวานเขาเป็ฝ่ายขอตามเธอไปเองชัดๆหากจะบอกว่าเขาอยากขโมยผลงานก็ไม่ผิด แต่ตอนนั้นเขากลับเป็คนบอกที่ซ่อนให้เธอรู้แล้วยังกำชับไม่ให้เธอบอกใครว่าเขาเป็คนหาเจออีก แสดงว่าเขาไม่อยากเป็จุดสนใจแต่เพื่ออะไรกันเล่า
แต่สำหรับโหมวซือฉิงสิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือสวี่ตงรู้ที่ซ่อนของพวกนั้นได้อย่างไร
ควรกล่าวได้ว่าสวี่ตงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคดีหวงฟาอีกทั้งเขากับกลุ่มหวงฟาก็เป็คนแปลกหน้าต่อกันแล้วเขารู้ความลับข้อนี้ได้อย่างไรกันแน่
“มา กินแอปเปิล!”
โหมวซือฉิงปอกแอปเปิลแล้วยื่นให้สวี่ตง
สวี่ตงเห็นแอปเปิลปอกเปลือกก็อดหัวเราะไม่ได้ แอปเปิลลูกนั้นถูกปอกเปลือกออกอย่างน่าเวทนาจนแทบไม่เหลือสภาพของ‘ผลไม้’ อีกต่อไป พอมองไปที่ถังขยะข้างเตียงก็เห็นเปลือกแอปเปิลเต็มไปหมดเปลือกเล็กใหญ่ไม่สม่ำเสมอเป็เส้นเลย!
หากจะพูดถึงการปอกผลไม้ ฝีมือของสวี่ตงนับว่ายอดเยี่ยม ปอกเปลือกได้บางและรวดเร็วเปลือกผลไม้ที่ปอกออกมาจะสม่ำเสมอเป็เส้นเดียวกัน ไม่ขาดจากกันแม้แต่น้อย!
โหมวซือฉิงยื่นให้อย่างหมดความอดทน เอียงคอหรี่ตามองสวี่ตง “หรือขยับแขนไม่ได้แล้วจะให้ฉันป้อน”
สวี่ตงใก่อนจะหน้าแดงแจ๋ รีบยื่นมือขวารับแอปเปิลมากัดคำเล็กๆก่อนจะเอ่ยตอบ “มือซ้ายขยับไม่ได้ก็ยังมีมือขวาน่า!”
โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงกัดแอปเปิลคำเล็กก็เยาะเย้ยอย่างอดไม่ได้ “ไม่รู้จะพูดยังไงกับนายจริงๆ กินเหมือนผู้หญิงเลยลูกผู้ชายเขา้าเนื้อชิ้นั์กับเหล้าถ้วยใหญ่!”
สวี่ตงตะลึงงัน ทำไมการกินผลไม้ถึงไปยั่วโมโหเธอเข้าอีกเล่า แต่ถูกผู้หญิงเยาะเย้ยแบบนี้นี่มันน่าอับอายชะมัด!
โหมวซือฉิงหัวเราะหึๆ “อย่าใจแคบนักสิฉันแค่ชอบพูดเล่น อืม เมื่อคืนขอบคุณนะที่ช่วยฉัน!”
เห็นสีหน้าโหมวซือฉิงค่อนข้างจริงใจ สวี่ตงก็ส่ายหน้าตอบ “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เป็ใครก็คงทำเหมือนกัน”
“พูดง่ายน่ะสิ!” โหมวซือฉิงถอนหายใจไม่อยากพูดเื่นี้อีก หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งก็อดถามไม่ได้ “สวี่ตง ที่นี่ไม่มีคนอื่น บอกฉันมา นายหาที่ซ่อนวัตถุโบราณพวกนั้นได้ยังไง”
สวี่ตงตื่นตระหนก แอปเปิลที่กำลังจะเข้าปากพลันชะงักอยู่ที่ริมฝีปากกลอกตาหลุกหลิกหาข้ออ้างอยู่พักหนึ่งก็ยังคิดไม่ออก!
โหมวซือฉิงจ้องเขาก่อนจะพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทางที่ดีก็หาเหตุผลที่จะโน้มน้าวฉันให้ได้ด้วยนะไม่อย่างนั้นฉันคงคิดเป็อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากนายเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดของหวงฟาไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางรู้ที่ซ่อนวัตถุโบราณ!”
ตอนแรกสวี่ตงกำลังขุดหาข้ออ้างมาอธิบายทว่าได้ยินโหมวซือฉิงพูดเสียงแข็งขึ้นมาก็ใจเต้นรัว ก่อนจะตอบอย่างเ็า “เื่ของคุณ!”
โหมวซือฉิงใ ความดื้อรั้นของสวี่ตงกลับมาอีกแล้ว เธอก็จนปัญญาทั้งหัวเสียทั้งขบขันอย่างอดไม่ได้ ดูท่าการใช้ไม้แข็งจะไม่ได้ผลกับเด็กคนนี้!
“ช่างเถอะ ไม่คุยเื่ยุ่งยากกับนายแล้ว!” โหมวซือฉิงเปลี่ยนน้ำเสียง จ้องสวี่ตงพลางหัวเราะก่อนจะถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน “สวี่ตง นายชอบโหมวซืออี๋น้องสาวฉันใช่ไหม”
“เอ่อ…”
สวี่ตงสะดุดกับประโยคของโหมวซือฉิงทันที เศษแอปเปิลหลุดเข้าคอจนสำลักไอหน้าแดงอยู่พักหนึ่งเป็บทเรียนที่แสนตราตรึง!
โหมวซือฉิงอดส่ายหน้าไม่ได้ “ไม่ได้เื่จริงๆฉันพูดแค่นี้นายก็เป็แบบนี้แล้ว งั้นอีกเดี๋ยวน้องฉันมาที่ห้องผู้ป่วยนี่ฉันจะดูสิว่านายจะทำยังไง”
สวี่ตงตระหนก ไอค่อกแค่กพลางถามไปด้วย “เธอ…เธอจะมาที่นี่เหรอครับ”
โหมวซือฉิงพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิเธอมีธุระกับฉัน ฉันเลยให้เธอมาเจอที่นี่ อีกไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว!”
“…”
สวี่ตงลนลานขึ้นมาทันที แอปเปิลอะไรไม่กินแล้วพยายามดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง อยากจะลงจากเตียง
โหมวซือฉิงโมโห “นายจะทำอะไรอย่าขยับ!”
สวี่ตงก็ร้อนใจ หันใบหน้าแดงแจ๋ลามไปถึงคอมาพูดอย่างโมโห “ผมจะไปฉี่ คุณจะให้ผมฉี่บนเตียงเหรอ”
โหมวซือฉิงเบ้หน้าที่แดงขึ้นนิดๆ ดูออกว่าสวี่ตงกำลังหาข้ออ้างแต่เธอก็กระดากอายเกินกว่าจะพูดอะไรอีก
อันที่จริงแผลของสวี่ตงไม่ได้สาหัสมากสาเหตุหลักคือเขาเสียเืมากไปหน่อย แม้ว่าาแจะค่อนข้างลึก แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็แค่าแที่ชั้นเนื้อหลังจากผ่าตัดและให้เื เสริมด้วยยาฆ่าเชื้อ ยาบำรุงต่างๆ ฟื้นขึ้นมาก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงมากแล้ว
สวี่ตงใส่รองเท้าก่อนจะตรงไปยังประตูโหมวซือฉิงจึงอดร้องเตือนอีกรอบไม่ได้ “ห้องน้ำอยู่ข้างในนายจะออกไปนอกห้องทำไม”
สวี่ตงตอบโดยไม่หันมามอง “ที่นี่ผมฉี่ไม่ออกไปห้องน้ำสาธารณะได้ไหม”
โหมวซือฉิงทั้งฉุนทั้งขำ ขณะเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกสวี่ตงก็ต้องหยุดชะงักอีกรอบ ยืนค้างไม่ขยับอยู่หน้าประตู!
โหมวซือฉิงชำเลืองมองก็เห็นว่าโหมวซืออี๋น้องสาวของเธอมาถึงแล้วนี่เองและกำลังมองเข้ามาข้างใน พอเห็นสวี่ตงก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ “เอ๊ะ นาย…นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
สวี่ตงเจอโหมวซืออี๋กะทันหันจึงเสียศูนย์ไปเล็กน้อย อึกอักจนพูดไม่ออก!
โหมวซืออี๋สวมชุดสีเขียวอ่อน รองเท้าเทนนิสสีขาว รวมผมเป็หางม้าใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ทว่ากลับดูสง่างามสูงส่งหาใดเปรียบ
เมื่อสองพี่น้องปรากฏตัวพร้อมกันสวี่ตงก็ััถึงความแตกต่างของทั้งคู่ได้ โหมวซืออี๋บริสุทธิ์ไร้เดียงสาโหมวซือฉิงมีความเป็ผู้ใหญ่ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกันมาก แต่ก็ยังแยกออกทั้งสองคนเป็ ‘ความงาม’ สองประเภทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
โหมวซืออี๋มองเข้ามาข้างใน พอเห็นโหมวซือฉิงจึงเดินเข้าไปเดินไปก็เอ่ยถามสวี่ตงไป “สวี่ตง ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ อาจารย์บอกว่านายลาออกแล้วนายคะแนนดีมากนี่ อีกเดี๋ยวก็จะสอบเกาเข่า[1]แล้วทำไมถึงลาออกล่ะ”
สวี่ตงหลีกทางให้ โหมวซืออี๋ไม่ได้เค้นเอาคำตอบเข้ามาในห้องแล้วก็คุยกับโหมวซือฉิงเสียงเบา
โหมวซือฉิงหาคำมาต่อบทสนทนากับเธอไปเรื่อยๆทว่าใจยังติดอยู่กับสวี่ตง คำถามเื่เมื่อคืนยังไม่ได้รับการอธิบายแต่สวี่ตงดูจะ ‘ปฏิเสธ’ คำถามนั้นมาก หากจะหลอกล่อเขาก็ต้องใช้วิธีอื่น!
สวี่ตงรู้สึกเขินอายและยังอึดอัดไม่น้อยเป็เพื่อนร่วมห้องโหมวซืออี๋มาหลายปีกลับไม่เคยคุยกับเธอเลย ถึงแม้จะแอบชอบเธอแต่ก็ยังเจียมตัวอยู่เสมอ หากไม่ใช่เพราะโหมวซือฉิงเปิดโปงความรู้สึกของเขาเกรงว่าคงไม่มีใครได้รู้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่มีทางพูดออกมาเด็ดขาด!
โหมวซืออี๋หันกลับมามองสวี่ตง ก่อนจะมองเตียงว่างเปล่าแล้วถามโหมวซือฉิงอย่างแปลกใจ “พี่คะพี่บอกว่าเพื่อนาเ็เข้าโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ ใครเหรอคะพี่กับสวี่ตงรู้จักกันด้วยเหรอ”
โหมวซือฉิงยิ้มแหยด้วยไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี มองสวี่ตงที่กำลังดูอึดอัดมากแต่จู่ๆ ก็ใจเต้นแรงขึ้นมา “พี่ต้องรู้จักเขาอยู่แล้วทำไม เธอไม่รู้จักเหรอ”
“รู้จักค่ะ เขาเป็เพื่อนหนู!” โหมวซืออี๋พยักหน้าตอบ“ปกติก็ไม่ได้คุยกันหรอก อืม สวี่ตง อาจารย์บอกว่านายลาออกฉันยังรู้สึกว่าน่าเสียดาย เพราะเื่ค่าเทอมใช่ไหม ถ้าเป็เื่นั้นฉันช่วยได้นะกลับไปเรียนเถอะ!”
โหมวซือฉิงได้ยินน้องสาวพูดเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าจะได้ผลตรงกันข้ามอย่าเห็นว่าสวี่ตงเป็คนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจา เขารักศักดิ์ศรีมากน้องสาวไม่เคยประสบความยากลำบาก เป็ดอกไม้ในเรือนกระจก ถึงจะเจตนาดีแต่ก็ทำให้สวี่ตง‘เ็ป’!
เป็อย่างที่คิด สวี่ตงเ็ปใจจนอธิบายไม่ได้ สีหน้าพลันเ็าขึ้นมาทันทีหากโหมวซืออี๋เป็คนอื่นที่เขาไม่สนใจก็ช่างมันเถอะทว่ากลับเป็สาวในฝันที่เขาแอบรักมาหลายปีคำพูดของเธอทำเอาสวี่ตงยิ่งรู้สึกด้อยลง!
ความเขินอายวางมือไม้ไม่ถูกหายวับไปกับตา หัวใจสวี่ตงเย็นเยียบลง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงตอบเสียงเรียบ“ขอบคุณ แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเองแต่ละคนมีอนาคตของตัวเอง ฉันไม่เหมือนคุณหนูร่ำรวยเงินทองแบบเธอจะเดินบนทางเดียวกันได้ยังไง แล้วฉันก็หันหลังกลับไม่ได้แล้วด้วย!”
แม้โหมวซืออี๋จะไม่เคยลำบาก แต่เธอก็ฉลาดมากคำพูดของสวี่ตงตรงข้ามกับความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัดเธอในิดหน่อยก่อนจะส่ายหน้าและไม่เก็บมาใส่ใจ แล้วหันไปยิ้มกับโหมวซือฉิง “พี่คะ พี่ฉินฟางให้หนูมาส่งจดหมายให้พี่ ฮิๆ …หนูเดาว่าต้องเป็จดหมายรักหวานเลี่ยนแหงเลย!”
โหมวซืออี๋พูดพลางหยิบซองจดหมายสีขาวออกมาจากกระเป๋าที่เธอถืออยู่ จดหมายถูกปิดผนึกไว้แสดงว่าเธอไม่ได้เปิดอ่านมัน
สวี่ตงที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งรู้สึกเบื่อโหมวซืออี๋ไม่เคยใส่ใจคนอย่างเขา เพียงพริบตาเดียวก็ลืมการมีอยู่ของเขาคนนี้ไปแล้วนั่นยิ่งทำให้เขาอยากอยู่ให้ห่างจากโหมวซืออี๋!
โหมวซือฉิงหน้าดำคร่ำเครียด รับซองจดหมายมาโดยไม่เปิดอ่านเงียบไปพักใหญ่ถึงพูดขึ้นเสียงเรียบ “ทำไมเธอถึงต้องเป็คนส่งสารนี้ด้วยตอนนี้พี่อยู่ในสถานการณ์แบบไหนเธอไม่รู้หรือไง”
โหมวซืออี๋แค่นเสียงตอบ “พี่คะแค่พี่ชอบก็พอแล้ว นี่มันยุคไหนแล้วยังจะมาคลุมถุงชนกันอีกอีกอย่างเฉียวเจียจวิ้นอะไรนั่นก็ไม่เคยเจอหน้าใครจะรู้ว่าเขาหน้าตาขี้เหร่น่ารังเกียจหรือเปล่า ถ้าเขาตาบอดหรือเป็ง่อยล่ะพี่ก็จะแต่งกับเขาเหรอ”
โหมวซืออี๋ลืมว่ายังมีสวี่ตงอยู่ด้วยไปแล้ว ไม่รอให้พี่สาวพูดเธอก็พูดเสริมเข้าไปอีก “พี่คะ ตัดสินใจเถอะ พี่ฉินฟางเหมาะสมกับพี่ที่สุดพี่เองก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขาชอบพี่มาั้แ่เด็ก อีกอย่างเขาทั้งรูปหล่อทั้งมีความสามารถหนูได้ยินพ่อบอกว่าปีนี้อสังหาริมทรัพย์ของตระกูลฉินทำกำไรตั้งสองหมื่นล้านอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็ผลงานของพี่ฉินฟาง พี่ว่าผู้ชายคนไหนในเมืองถงเฉิงยังแข็งแกร่งกว่าเขาอีกเหรอ”
พูดถึงตรงนี้โหมวซืออี๋ก็อมยิ้มแล้วกล่าวเสริมเข้าไปอีก “พี่คะปู่กับพ่อไม่ได้บอกว่าภูมิหลังครอบครัวอะไรนั่นต้องเหมาะสมกันที่สุดเหรอพี่ฉินฟางกับตระกูลเรายังไม่นับว่าเหมาะสมกันอีกหรือไง”
ได้ยินคำว่า ‘เหมาะสมกัน’ หัวใจสวี่ตงก็ยิ่งเหมือนถูกก้อนหินั์ถล่มใส่เ็ปจนพูดไม่ออก!
[1] เกาเข่า เปรียบเสมือนการสอบเอ็นทรานซ์ของไทย