นักดนตรีบรรเลงเพลงเสียงไพเราะคลอเบาๆ ภายในงานเลี้ยงสร้างความรื่นรมย์ให้กับผู้ที่มารับชมสวนดอกไม้งามรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
เหล่านางกำนัลก็คอยเดินยกอาหารว่างมารับรองแขกที่นั่งในงานโดยอาหารจะแบ่งเป็สอง่เวลา ่กลางวันจะเป็อาหารว่างไม่หนักท้องขนมขบเคี้ยวชนิดต่าง ๆ พร้อมกับน้ำชาให้ทุกคนได้รองท้องกันก่อนระหว่างที่ชมสวนดอกไม้และการแสดง ซึ่งชาที่นำมาเป็ชาที่มีเฉพาะในตำหนักของฮองเท่านั้นเพราะได้นำกลีบดอกไม้ที่ปลูกมาใช้เป็ส่วนประกอบในการทำชาจึงทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ภายในงานของวันนี้จะมีการแสดงที่ราชสำนักได้จัดขึ้นมาโดยการแสดงแต่ละชุดจัดที่ขึ้นนั้นฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งเป็ผู้คัดเลือกนางรำที่จะมาแสดงในงานด้วยพระองค์เอง
ส่วน่เย็นนางกำนัลถึงจะนำเหล้ายาอาหารคาวหวาน ให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารจากวังหลวงที่ขึ้นชื่อเื่ความอร่อยวัตถุดิบที่นำมาทำนั้นได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาประกอบอาหารพ่อครัวที่ได้ทำอาหารให้ทุกคนทานครั้งนี้เป็พ่อครัวจากภัตตาคารอาหารในเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเื่ความอร่อยหากใครจะทานที่ร้านนี้ก็ต้องจองคิวและต้องนำเงินมากพอสำหรับจ่ายค่าอาหารในมื้อนั้นๆ อีกด้วย แม้ว่าอาหารที่ร้านจะแพงแต่ผู้คนก็ต่างหลั่งไหลเข้ามาที่ร้านไม่หยุด
หลังจากนั้นก็จะเป็การแสดงของเหล่าคุณหนูที่ได้เตรียมการมาและยังสามารถเลือกคนมาประชันกับตัวเองได้อีกด้วย หากชนะก็จะได้รางวัลไป
“ องค์รัชทายาทเสด็จ! เอ่อ… ”
เสียงขันทีประกาศเสียงดังให้ทุกคนได้รู้กันอย่างทั่วถึงขันทีเหลือบมองผู้ที่ยืนข้างกายองค์รัชทายาทอย่างอึกอัก เพราะไม่รู้ว่าคือใคร ไม่เคยเห็นมาก่อนหันมองซ้ายขวาว่ามีใครรู้จักบ้างตนเองจะได้ประกาศได้ถูกเงาสีดำซ้อนทับด้านหลังขันทีพร้อมกับกระซิบบอกอะไรบางอย่างก่อนจะหายวับไป
ขันทีได้ยินก็เบิกตากว้างใมองร่างบางที่ส่งยิ้มกว้างก่อนจะรีบประกาศออกไป
“ พระชายาเสด็จ ”
ห๊ะ!!
ใครเขาไปเป็พระชายาตอนไหน
เย่วชิงได้ยินขันทีประกาศอย่างนั้นก็รู้สึกงงๆ เงยหน้ามองร่างสูงที่อยู่ข้างกาย แต่อีกฝ่ายกลับจูงมือเขาเดินเข้างานไปไม่พูดอะไรสักคำแต่เมื่อครู่เขาเห็นนะว่าแอบยิ้ม ตรงมุมปากกระตุกนิดนึงเขาเห็นถึงจะแวบเดียวก็เถอะ
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ร่างบางอย่างเลื่อยลอยคล้ายคนละเมอตั้งคำถามภายในหัว ช่างงดงามรามกับเทพเซียน รอยยิ้มกว้างสวยราวกับดอกไม้ ยามที่ร่างบางยืนข้างกายขององค์รัชทายาทดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
ฮึ่ม
สายตาคมกริบฉายแววเ็ากวาดตามองไปรอบๆ เสียงคำรามในลำคอเบา ๆ ดังขึ้นทำให้ทุกคนได้สติ
“ ถวายบังคมองค์รัชทายาท พะยะค่ะ ”
“ ถวายบังคมพระชายา พะยะค่ะ ”
“ อืม ” โจวหยางพยักหน้าให้ทุกคนแล้วพาร่าบางไปหาที่นั่ง
บุตรสาวจากตระกูลขุนนางต่างส่งสายตายั่วยวนบางก็ทำท่าทีเขินอายเมื่อมองไปยังชายหนุ่มรูปงามที่เดินผ่าน บางคนก็แอบมองไปที่ร่างบางอย่างอิจตาร้อนที่ได้เดินเคียงคู่กับองค์รัชทายาทรุ้สึกความริษยาในใจที่อีกฝ่ายไปเป็พระชายาตำแหน่งที่พวกนางใฝ่ฝัน
อันหรูเซี่ยเห็นว่าโจวหยางิเดินมาทางตนก็ลุกขึ้นเหลือบตามองร่างบางข้าง ๆ อย่างเหยียด ๆตอนนี้ที่ได้ยินขันทีประกาศชื่อนางก็อุส่าดีใจ แต่ดีใจได้ไม่นานก็ต้องหงุดหงิดแทนเมื่อขันทีประกาศชื่อผู้ที่มากับองค์รัชทายาทว่าเป็พระชายายิ่งเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งทำให้นางไม่ชอบใจเข้าไปอีก
อันหรูเซี่ยเชิดหน้าส่งยิ้มหวานที่คิดว่าสวยที่สุดมั่นใจว่าหากองค์รัชทายาทเห็นจะต้องเดินเข้ามาทักนางอย่างเป็แน่จึงก้าวเดินไปหยุดหน้าบุรุษในดวงใจเพื่อกล่าวทักทาย
โจวหยางิหยุดเดินเมื่อมีคนมาขวางชายหนุ่มปลายตามองเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไปราวกับว่าไม่เห็นใครยืนอยู่แต่ไม่ทันไปก้าวเท้าก็ต้องหยุดกึกกับคำพูดที่หญิงสาวเอ่ย
“ พี่หยางิเพค่ะ ข้า ”
“ ใครอนุญาตให้เ้าเอ่ยนามของเปิ่นหวาง ” น้ำเสียงเรียบเ็าเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่ไม่เป็มิตรจนหญิงสาวที่มีความมั่นใจเต็มอกรู้สึกเสียใจ
ชื่อของเขาใช่ว่าทุกคนจะเอ่ยเรียกได้ตามใจชอบหากไม่ได้รับอนุญาติจากเขาก่อน
“ เอ่อ องค์รัชทายาทเพค่ะ หม่อมฉันมีนามว่าอันหรูเซี่ยเพค่ะ พระองค์คงจะเอ่อ เคยได้ยินชื่อหม่อมฉันมาบ้างไม่มากก็น้อย ม หม่อม ” อันหรูเซี่ยเอ่ยเสียงหวานตะกุกตะกัก นางมีท่าทีเขินอายเล็กน้อยเหมือนคนไม่มั่นใจในตัวเอง
อันหรูเซี่ยมองมือขององค์รัชทายาทที่โอบกอดเอวของเย่วชิงมือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ตวัดสายตาไปมองอย่างไม่ชอบใจนักรู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ปากเรียวเบี้ยวเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าให้อ่อนหวานดั่งเดิม
“ นี่คงจะเป็พระชายาของพระองค์ หม่อมฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยหม่อมฉันอันหรูเซี่ยยินดีที่ได้พบพระชายาเพค่ะ
เย่วชิงมองหญิงสาวที่ยิ้มทักทายเขาถึงเราจะไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่เขาไม่ได้โง่นะถึงมองไม่ออก เห็น ๆ กันอยู่ว่าเ้าตัวไม่ได้ยินดีที่จะเจอเขาอย่างที่พูด
นี่มันนางร้ายในละครชัดๆ ทาปากสีแดงแจ๋มาขนาดนี้ ทำไม กลัวว่าปากไม่แดงแล้วจะไม่มีแรงเดินออกจากบ้านหรือไง
โจวหยางิเบี่ยงหลบคล้ายไม่อยากให้ร่างบางทำความรู้จักกับหญิงสาวเขาไม่ชอบให้ใครมาเข้าใกล้ตัวของเย่วชิง และไม่ได้สนใจในสิ่งที่หญิงสาวแม้แต่น้อยมองปราดเดียวก็รู้ว่าท่าทางของอีกฝ่ายนั้นเป็การแสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น
ร่างสูงไม่อยากฟังเื่ไร้สาระอีกต่อไปเขาเดินผ่านร่างหญิงสาวไปยังโต๊ะที่มีคนที่ท่านแม่ทัพและรองแม่ทัพนั่งอยู่ทิ้งให้หญิงสาวยืนผู้เดียวทั้งที่ยังเอ่ยไม่จบ
เสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะอย่างสะใจจากเหล่าคุณหนูภายในงานดังขึ้นเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ต่างก็สมน้ำหน้าที่หรูเซี่ยโดนเมินทำให้นางรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก อยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ ให้หายโมโห
“ เมื่อครู่เ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่ ”
“ เห็นสิ ข้าจะพลาดได้อย่างไร ถ้าข้าเป็คุณหนูอันคงจะอับอายไม่กล้าสู้หน้าใครเป็แน่”
“ ใช่ สมน้ำหน้า ข้าไม่ชอบนางเลยชอบทำเป็เชิดหน้าไม่เห็นหัวพวกเราแม้แต่น้อย ”
“ เ้าเห็นตอนนางเดินไปหาองค์รัชทายาทหรือไม่ตอนนั้นนางไปเอาความมั่นใจมาจากที่ได้ถึงได้กล้าเอ่ยทักนามขององค์รัชทายาทแบบนั้น”
“ นั้นสิ ”
คิกคิก
อันหรูเซี่ยไม่สนใจเสียงนินทารอบข้างนางคิดว่าคนพวกนั้นเป็พวกที่ขี้อิจฉาเพราะนางสวยกว่า และได้พูดคุยกับองค์รัชทายาทที่ชายหนุ่มเดินหนีไปเพราะตั้งตัวไม่ทันและเขินอายในความสวยของนางต่างหากแหละ
“ องค์รัชทายาทพระองค์ช่างใจร้ายจริง ๆ เลยนะพะยะค่ะ ”ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยแซวทันทีที่โจวหยางิมานั่งที่โต๊ะ
“ ใช่ เสด็จพี่ใหญ่ท่านทิ้งสาวงามมาอย่างหน้าตาเฉย นางอุส่าเดินเข้าไปทักทายท่านแต่ท่านกลับเมินนางเสียได้ ” เสียงองค์ชายสามโจวหยางเหวินดังขึ้นจากด้านหลัง แล้วเดินมานั่งข้างโจวหยางิที่มีศักดิ์เป็พี่ชาย
“ ข้าละเสียดายแทนพระองค์จริง ๆ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวส่ายหัวเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
“ เสด็จพี่ใหญ่ช่างไม่รู้จักวิธีรักหยกถนอมบุปผาเอาเสียเลย สาวน้อยอ่อนโยนผู้นั้นคงจะเสียใจไม่น้อยข้าคงต้องไปปลอบใจนางเสียหน่อยแล้ว ”องค์ชายสามโจวหยางเหวินยังไม่เลิกหยอกล้อผู้เป็พี่ชาย
ฮ่องเต้มีบุตรทั้งหมดห้าคนโดยได้ถือกำเนิดจากฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียวมีพระโอรสสามคน คนแรกมีนามว่าโจวหยางิ อายุ 20 ปี คนมี่สองมีพระนามว่าโจวหยางหลิว อายุ 19 ปี คนที่สามมีนามว่าโจวหยางเหวิน อายุ 17 ปี
และพระธิดา2 คนซึ่งเป็แฝดกัน อายุ 12 หนาวคนพี่มีนามว่าโจวหนิงอัน คนน้องมีนามว่าโจวหนิงอ้ายทั้งสองเป็ที่รักจากเหล่าพี่ชายทั้งสาม ด้วยนิสัยสดใส ร่าเริงและความน่ารักของเด็กน้อย
โจวหยางิไม่ได้สนใจกับสิ่งที่คนอื่นเอ่ยยกกาน้ำรินชามาดื่มแทน เขารู้ว่าทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะก็มองออกเหมือนกันเพียงแต่หยอกล้อเขาเท่านั้น อยู่ในวังหลวงมีหรือจะมองคนไม่ออกหากเป็เช่นนั้นคงมีชีวิตรอดอยู่ได้ไม่นาน
“ หากเ้าชอบนาง ข้าจะทูลขอกับเสด็จพ่อเสด็จแม่ให้ ทั้งสองพระองค์คงจะดีใจไม่น้อยที่เ้าจะมีหลานให้” โจวหยาง ิที่เงียบอยู่นานก็เอ่ยบ้าง มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสีหน้าเหวอของโจวหยางเหวินผู้เป็น้องชายแข็งค้างไปแล้ว
“ เอ่อ เสด็จพี่ใหญ่ที่ท่านพูดเมื่อครู่คงไม่ได้จะทำจริงอย่างที่พูดใช่หรือไม่ข้าคิดว่านางคงจะไม่ชอบข้าหรอก แต่ชอบเสด็จพี่ใหญ่มากกว่า ตัวข้าเองก็ไม่อยากจะบังคับขืนใจใคร ี้เีต้องมานั่งซับน้ำตาให้บังเอิญว่าข้าเองก็แพ้น้ำตาของสาวงามเสียด้วย ดังนั้นขออยู่แบบเดิมดีกว่า อีกอย่างอายุข้าก็ยังน้อยยังไม่ถึงวัยที่จะแต่งงานทั้งพี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้แต่งงาน ข้าเป็น้องจะแต่งก่อนพี่ได้อย่างไร ”โจวหยางเหวินเอ่ยยาวเหยียด เหงื่อแตกพลั่ก เขายังไม่อยากแต่งงานตอนนี้หากพี่ใหญ่ทำจริงมีหวังคนที่จะต้องมานั่งซับน้ำตาคงจะเป็เขามากกว่า
“ หึ ”
“ ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่เพียงแค่พูดหยอกล้อเพื่อความสนุกเท่านั้นข้ารู้ดีว่าท่านคงไม่สนใจนาง เพราะเสด็จพี่ใหญ่มีพี่สะใภ้คนงามข้างกายอยู่แล้ว จะไปมองใครได้อีก” โจวหยางเหวินรีบประจบเสด็จพี่ของเขาทันทีพร้อมกับเหล่ตามองไปที่ร่างบางที่นั่งอมยิ้มมองเขาอย่างขบขัน
คิกคิก เย่วชิงอดที่จะหัวเราะองค์ชายสามโจวหยางเหวินไม่ได้ เมื่อเห็นสีหน้ากลืนเข้าคายไม่ออกของอีกฝ่ายตอนที่ โจวหยางิเอ่ยว่าจะทูลขอคุณหนูอันคนนั้นให้กับตน
“ เสด็จพี่ใหญ่ พี่สะใภ้หัวเราะเยาะข้า ” โจวหยางเหวิน มองพี่สะใภ้คนงามที่พึ่งเจอกลั้นขำเขาจนตัวสั่น
คราวนี้เป็เย่วชิงบ้างที่หน้าเหวอไปเมื่อถูกเรียกว่าพี่สะใภ้คนงามใบหน้าคนงามขึ้นสีแดงระเรื่อ
ทว่าดูเหมือนโจวหยางิจะถูกใจที่น้องสามของเขาเรียกร่างบางเป็อย่างมากเลยเหยียดยิ้มบางๆ
ท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยและท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันมองภาพตรงหน้าก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เหมือนกัน
“ ได้ เชิญพวกท่านหัวเราะข้าไปเถอะ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน ”
โจวหยางเหวินมุ่ยหน้าไม่พอใจที่ทุกคนรุมหัวเราะเขาอยู่คนเดียวแม้กระทั่งพี่ใหญ่ที่มีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลาก็ยังยิ้มมุมปากออกมาให้เห็นเลยชายหนุ่มไม่มีทางตอบโต้ได้เลย ทำอะไรก็ไม่ได้ จึงตัดสินหยิบขนมบนโต๊ะมาทานแทน
“ พระชายาคงจะไม่โกรธกระหม่อมกับองค์ชายสามใช่หรือไม่ที่แซวองค์รัชทายาทเมื่อครู่” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยขึ้น
“ …เอ่อ ข้า ” เย่วชิงเลิ่กลั่กไม่รู้ว่าจะตอบยังไงเลยส่งยิ้มแหย ๆ แก้เก้อไปให้
จะให้เขาตอบยังไงว่าไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรที่จริงเขาสนุกด้วยซ้ำที่ทุกคนพูดคุยกันอย่างเป็กันเอง
แล้วอะไรคือเรียกเขาว่าพระชายากลับไปคงต้องคุยกับโจวหยางิให้รู้เื่เสียแล้ว ปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมดแถมยังไม่ยอมแก้ตัวให้อีก
แบบนี้เหรอที่บอกก่อนมาว่าไม่ต้องเป็ห่วงนี่มันน่าเป็ห่วงกว่าเดิมอีก
“ พระชายาคงจะไม่รู้จักกระหม่อม กระหม่อมมีนามว่าจ้าวเซี่ยหลิวพะยะค่ะยินดีที่ได้รู้จักพระชายา ”
“ ยินดีที่ได้รู้จักท่านรองแม่ทัพจ้าวเช่นกันที่จริงข้าก็เคยเจอท่านกับท่านแม่ทัพหยางมาก่อนหน้านี้แล้ว ”
หืมมม
จ้าวเซี่ยหลิวและหยางหานเจี้ยเลิกคิ้วมองร่างบางอย่างสงสัยในหัวคิดว่าพวกเขาเคยเจออีกฝ่ายที่ไหน เมื่อไหร่ ถ้าเจอกันจริงพวกเขาก็ต้องเห็นแล้วสิ
“ พระองค์ก็เคยเจอข้าด้วยหรือ ”
“ อืม เคยเจอสิ ”
“ เจอที่ไหน ” สองเสียงผสานกัน หยางหานเจี้ยและจ้าวเซี่ยหลิวอดที่จะเอ่ยถามออกไป
“ ก็ที่ตำหนักของหยางิไง ” เย่วชิงเอ่ยเพียงเท่านั้นไม่ได้ขยายว่าเคยเจอตอนที่ตนยังเป็ร่างลูกเสือดำตัวน้อยอยู่
ร่างสูงทั้งสองสบตากันพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แต่เหนือใด ๆคือคำเอ่ยเรียกนามองค์รัชทายาทอย่างห้วน ๆ โดนที่คนถูกกล่าวถึงยังนั่งนิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธแต่อย่างใด