บทที่ 7 ซื้อของเข้าบ้านหลังใหม่
งานถอนวัชพืชเป็งานที่ต้องใช้แรงกาย
เซี่ยอวิ้นหนิงรับหน้าที่นี้โดยไม่ลังเล
ลู่จิ่วอันก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เธอตักน้ำมาหนึ่งถังและลงมือเช็ดทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมของเตียงไม้
หลังจากที่ทั้งสองทำงานเสร็จแล้ว ก็เติมน้ำใส่ถังเพื่อล้างคราบฝุ่นที่อยู่ตามร่างกาย จากนั้นก็แยกกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกจากบ้าน
ด้านนอกกำแพงของห้องหัวมุมเป็ถนนลูกรัง
ที่อยู่ถัดถนนลูกรังออกไปเป็พื้นที่ที่ถูกแบ่งมาทำเป็แปลงผัก และถัดจากนั้นก็คือทะเลสาบยวนยางอันโด่งดัง
ทั้งสองเดินไปตามถนน โดยมีสายตาของผู้คนมองมาด้วยความสงสัย แม้ว่าลู่จิ่วอันจะเป็สมาชิกใหม่ในฐานะภรรยา แต่เธอกลับไม่เขินอายแต่อย่างใด และยอมให้ผู้อื่นมองเธอได้อย่างเปิดเผย
ศูนย์อนุรักษ์ยวนยางฉือมีร้านขายของชำเล็ก ๆ ตั้งอยู่หนึ่งแห่ง
เ้าของร้านขายของชำเป็สะใภ้ของรองผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ป่าไม้ และเป็ที่รู้จักในนามว่า ‘สะใภ้อ้วน’
“เสี่ยวเซี่ย คนนี้คือภรรยานายสินะ?”
สะใภ้อ้วนเห็นเซี่ยอวิ้นหนิงและภรรยามาแต่ไกลก็กล่าวทักทาย
“พี่สะใภ้ นี่คือภรรยาผมชื่อลู่จิ่วอัน เธอเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก ขอฝากด้วยนะครับ”
เมื่อได้ยินเซี่ยอวิ้นหนิงกล่าวแนะนำ หญิงสาวก็ทักทายอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะพี่สะใภ้”
“แหม หน้าตาสะสวยเชียวนะ”
สายตาของสะใภ้อ้วนเลื่อนไปที่หน้าอกและบั้นท้ายของลู่จิ่วอันพลางคิดในใจว่า มีทรวดทรงใช้ได้ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอยู่ในวัยเจริญพันธุ์
“พี่สะใภ้ พวกเรามาซื้อของใช้จำเป็สำหรับขึ้นบ้านใหม่”
พอได้ยินแบบนั้น สะใภ้อ้วนก็พาลู่จิ่วอันเข้าไปข้างในร้าน
ถึงแม้ร้านขายของชำจะไม่ใหญ่โต แต่ทว่าก็มีสินค้าครบครัน
ข้าวของเครื่องใช้ในครัว
เครื่องปรุงรสต่าง ๆ
ข้าวสารอาหารแห้งไปจนถึงสุรา
ลู่จิ่วอันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จากนั้นก็บอกรายการของที่ตัวเอง้า
“หม้ออะลูมิเนียมขนาดสามสิบนิ้วหนึ่งใบ ข้าวฟ่างขัดกระทะสองด้าม ถ้วยสี่ใบ ชามสองใบ จานหกใบ ตะเกียบหนึ่งคู่ ตะหลิวกับกระบวยอย่างละหนึ่ง ไม้ขีดไฟหนึ่งกล่อง เทียนสองเล่ม แปรงสีฟันสอง ยาสีฟันหนึ่งหลอด เกลือหนึ่งถุง ข้าวกับเส้นอย่างละถุง ซีอิ๋วกับน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่งชั่ง
น้ำมันห้ากิโล ลูกอมกระต่าย*[1]หนึ่งกิโล” ลู่จิ่วอันนึกได้ว่าตนนำอ่างล้างมือมาแค่ใบเดียว จึงเสริมว่า “ขออ่างล้างมืออีกหนึ่งใบด้วยค่ะ” สะใภ้อ้วนได้ยินอีกฝ่ายร่ายรายการสิ่งของจำเป็ภายในเฮือกเดียว ก็ถามขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจ “พวกเธอ้าทุกอย่างเลยเหรอ?”
“พี่สะใภ้จัดของตามที่เธอบอกเถอะครับ”
ลู่จิ่วอันหันมองไปรอบ ๆ อีกครั้งก็พบฟูกปาล์มวางอยู่ตรงมุมห้อง
“พี่สะใภ้คะ ฟูกปาล์มอันนั้นขายด้วยหรือเปล่า?”
เมื่อลูกค้ารายใหญ่ปรากฏตัว ใบหน้าอ้วนกลมของสะใภ้อ้วนก็เผยยิ้มหน้าบาน
“ขายสิจ๊ะ ถ้าพวกเธออยากได้ ฉันจะให้ราคาพิเศษ ฉันคิดแค่ 3 หยวนพอ”
“ถ้างั้นเราเอาฟูกด้วยค่ะ” จากนั้นลู่จิ่วอันก็ถามขึ้นอีกครั้ง “ที่นี่มีผ้าด้วยหรือเปล่าคะพี่สะใภ้?”
สะใภ้อ้วนตอบว่า “น่าเสียดายจัง ผ้าหมดแล้วน่ะสิ! สหกรณ์จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในตัวเมืองยังไม่ส่งมาให้ แต่ถ้าเธอจะเอาละก็ ผ้ามาส่งแล้วฉันจะเก็บไว้ให้”
“ตกลงค่ะ รบกวนเก็บไว้ให้ฉันด้วยนะคะ”
ข้าวของที่ลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิงจับจ่ายทำเอานิ้วมือของสะใภ้อ้วนดีดลูกคิดเป็พัลวันจนได้ราคาออกมา
“ทั้งหมด 26 หยวน 8 เหมา 8 เฟินจ้ะ”
ตอนที่ลู่จิ่วอันเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ตั้งใจนำซองจดหมายที่เซี่ยอวิ้นหนิงให้ไว้ติดตัวมาด้วย
เธอนับธนบัตรสิบหยวนสามใบส่งให้สะใภ้อ้วน
สะใภ้อ้วนทอนเงินอย่างฉับไว จากนั้นก็อาสาไปส่งสองสามีภรรยาที่บ้าน
ทันทีที่สะใภ้อ้วนก้าวเข้าไปในบ้านก็ดึงสวิตช์ไฟเปิดด้วยความเคยชิน
“เอ๋… เสี่ยวลู่ เธอลืมซื้อหลอดไฟหรือเปล่า!”
ลู่จิ่วอันได้ยินดังนั้นก็วางเครื่องครัวเพื่อตรวจดูและพบว่าไม่ได้ซื้อหลอดไฟมาจริง ๆ
แต่โชคดีที่ฟ้ายังไม่มืด ทำให้พอมองเห็นอยู่บ้าง
“เซี่ยอวิ้นหนิง คุณช่วยไปซื้อหลอดไฟกับพี่สะใภ้มาหน่อยสิ”
“ได้”
สะใภ้อ้วนรู้ว่าคู่สามีภรรยาเพิ่งเดินทางมาถึงวันนี้ งานคงจะยุ่งน่าดู ไม่อยากรบกวนคนทั้งสอง เธอจึงบอกลาแล้วกลับไป
ชายหนุ่มรีบย่ำเดินตามสะใภ้อ้วนไป เขาเริ่มจากไปซื้อหลอดไฟที่ร้านสะใภ้อ้วน จากนั้นก็แวะไปที่หอพักเดิมที่ตนเคยอาศัยอยู่เพื่อหยิบกล่องข้าวไปที่โรงอาหาร
ภายในบ้านพัก ลู่จิ่วอันจัดการวางฟูกปาล์มลงบนโครงเตียง จากนั้นก็ใช้ผ้าปูที่นอนที่ตนนำมาด้วยปูทับลงไป
ขณะที่เธอกำลังคุกเข่าเพื่อปูเตียง ก็บังเอิญเห็นรอยสีแดงสองสามหยดที่แห้งอยู่้า ใบหูของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ลู่จิ่วอันวางหมอนสองใบไว้ด้วยกัน จากนั้นก็ปูผ้าลายเป็ดแมนดารินเล่นน้ำทับลงไป
ผ้านวมลายดอกสีแดงปูราบไปกับเตียงปกคลุมดอกบ๊วยแดงที่แสนน่าอาย
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พลางทุบหน้าอกที่ร้อนรุ่มของตนและหันหลังเดินไปที่ห้องครัว
การเคลือบกระทะเหล็กจำเป็ต้องใช้เนื้อหรือไม่ก็หนังหมู หญิงสาวตั้งใจว่าจะรอให้สามีตนกลับมาแล้วค่อยบอกให้เขาออกไปซื้อมาให้เธอเคลือบกระทะในพรุ่งนี้
เธอล้างหม้ออะลูมิเนียมด้วยน้ำเปล่าจนสะอาดก่อนจะยกขึ้นวางบนเตา
เติมน้ำลงไปครึ่งหม้อ จากนั้นก็นั่งยองลงหน้าเตาเพื่อจุดไฟ
เผาใบไม้แห้งด้วยไม้ขีดไฟ ควันสีขาวลอยฟุ้งจากช่องว่างระหว่างหม้อและเตาไฟขึ้นไปในอากาศทั่วทุกทิศ ควันหนาทึบทำให้ลู่จิ่วอันไออย่างเอาเป็เอาตาย
เธอสำลักควันจนทนไม่ไหวรีบวิ่งออกไปด้านนอกเพื่อขุดโคลนที่ริมสระน้ำนำกลับมายังห้องครัว จากนั้นก็ทาโคลนเพื่อปิดรอยรั่วบริเวณที่ควันลอดออกมา
เตาไฟนี้ก่อขึ้นจากอิฐ อีกทั้งหน้าตาของมันก็ไม่ได้สวยงามอะไร
ลู่จิ่วอันได้แต่ครุ่นคิดว่า เธอและเซี่ยอวิ้นหนิงจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้ไปนานเท่าใด
หากต้องอาศัยอยู่ที่นี่ไปอีกนาน เธอก็อยากจะทุบเตานี้ทิ้งแล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่
หญิงสาวลงมือโดยเริ่มจากล้างบรรดาเครื่องครัวด้วยน้ำสะอาด จากนั้นก็ใส่ลงในหม้อน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค
ในเวลาเดียวกันนั้น เซี่ยอวิ้นหนิงก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับข้าวกล่องและหลอดไฟ
“จิ่วอัน?”
ลู่จิ่วอันส่งเสียงมาจากในห้องครัว “ฉันอยู่ในครัว”
“คุณรีบออกมาเถอะ ควันเต็มห้องไปหมด เดี๋ยวก็สำลักหรอก” เซี่ยอวิ้นหนิงเห็นควันไฟที่ปกคลุมไปทั่วห้องครัวก็รีบะโ “ล้างมือแล้วออกมากินข้าวเย็นได้แล้ว”
“มาแล้ว”
ลู่จิ่วอันหยิบถ้วยมาสองใบพร้อมกับตะเกียบ จากนั้นทั้งคู่ก็ตรงไปที่ห้องนอน
ภายในห้องมีเตียงหนึ่งหลังและโต๊ะไม้เก่า ๆ อีกหนึ่งตัว
เซี่ยอวิ้นหนิงวางกล่องข้าวอะลูมิเนียมลงบนโต๊ะแล้ววางหมั่นโถวเนื้อหยาบสี่ลูกที่เสียบด้วยตะเกียบลงบนกล่องข้าว
ลู่จิ่วอันจุดเทียนส่องสว่างไปทั่วห้องจนสามารถมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม
เซี่ยอวิ้นหนิงเอื้อมมือไปเปลี่ยนหลอดไฟโดยไม่ต้องเขย่งด้วยซ้ำ
เมื่อลู่จิ่วอันดึงสวิตช์เปิดไฟ ทั่วทั้งห้องก็ส่องสว่าง
“ฉันนึกว่าสายไฟโดนหนูกัดขาดซะอีก” เธออดยิ้มออกมาไม่ได้ขณะมองใบหน้าใต้แสงไฟของสามี “เซี่ยอวิ้นหนิง กินข้าวกันเถอะ”
อาหารค่ำของโรงอาหารในศูนย์อนุรักษ์นั้นเป็แบบเรียบง่ายเสมอมา
คืนนี้มีแค่ผักดองกับหมั่นโถว
ไม่มีอะไรตกถึงท้องมานาน แม้แต่หมั่นโถวเนื้อหยาบทั้งคู่ก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
มนุษย์เรานั้น้าอาหารสามมื้อ เื่อื่นเธอรับได้ แต่เื่เตานี่มันหนักหนากินไป เธอสามารถจะทำอาหารด้วยเตาที่ราวกับจะทำเครื่องสังคโลกได้
“เซี่ยอวิ้นหนิง ที่นี่คุณรู้จักใครที่ก่อเตาเป็บ้างหรือเปล่า?”
เซี่ยอวิ้นหนิงคิดถึงห้องครัวที่เต็มไปด้วยควันหนาทึบพลางส่ายหน้า “ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปถามพี่สะใภ้ให้นะ”
“ถ้างั้นฉันไปถามพี่สะใภ้เองดีกว่า!”
ลู่จิ่วอันดูออกว่าเซี่ยอวิ้นหนิงเองก็คงจะไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านที่นี่เท่าใดนัก
สะใภ้อ้วนเปิดร้านขายของชำและรู้จักคนมากหน้าหลายตา ในอนาคตเธอยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ จึงจำเป็ที่เธอต้องทำความรู้จักกับพี่สะใภ้เอาไว้
“ถ้าฉันไม่ได้มาด้วย คุณจะกลับไปอยู่หอพักเดิมของคุณหรือเปล่า?” ลู่จิ่วอันถามด้วยความสงสัย
[1]ลูกอมกระต่าย คือแบรนด์ลูกอมนมที่มีชื่อเสียงของจีน มีรูปกระต่ายบนฉลาก