“พี่นนท์... ไง...คิดว่าไหวไหมที่นี่ ผมว่ามีหลายคนที่ยังไม่ค่อยจะยอมรับเราเท่าไหร่นะพี่” หมวดอาทิตย์ถามอย่างเป็ห่วง
“อืม...ก็อาจต้องใช้เวลา แต่พี่คิดว่าพื้นฐานความเป็ตชด.เหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ไม่ยากหรอก” รฐนนท์ตอบไปตามสิ่งที่เขาคิด ความมั่นใจที่เขามีให้องค์กรที่หล่อหลอมพวกเขามา มันทำให้คิดว่าไม่มีอะไรยากเกินความพยายามไปได้
“ก็คงต้องใช้เวลาอย่างที่พี่ว่า ผมขอตัวไปพักก่อนละกัน ว่าจะโทร.หาแม่หน่อยบอกไว้ว่าถ้าถึงแล้วจะโทรหาน่ะครับ” หมวดอาทิตย์ มองแวบเดียวก็รู้ว่ารุ่นพี่ของเขาคง้าเวลาที่จะอยู่กับตัวเองเพื่อคิดไตร่ตรองในหลาย ๆ เื่ เขาจึงไม่อยากอยู่รบกวน
“อืม...พี่ก็ว่าจะเดินสำรวจอะไรแถวนี้หน่อย” รฐนนท์ตอบรับด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ
รฐนนท์เดินสำรวจไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่หลังอาคารเรียน ที่นี่บรรยากาศดีมีลมเย็น ๆ พัดผ่านช่วยให้จิตใจผ่อนคลายได้ไม่น้อย เขาจึงคิดจะนั่งเล่นอยู่ที่นี่สักพัก แต่จู่ ๆ สมองของเขาก็หวนกลับไปนึกถึงวันแรกที่เขาได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดยะลา
ตอนนั้นเขาเพิ่งจบนายร้อยใหม่ ๆ มีเพื่อนที่สนิทและได้อยู่ในฐานเดียวกันคนหนึ่ง ่นั้นมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเอาชีวิตเกือบไม่รอดหลายครั้ง บางครั้งเขาช่วยเพื่อน บางครั้งเพื่อนช่วยเขาทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและเพื่อน ยิ่งสนิทแแ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนของเขาเป็อย่างมาก ทำให้เพื่อนคนนั้นถูกย้ายให้มาอยู่ที่นี่ ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบงานค่อนข้างมาก ทำให้ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ข่าวว่าเพื่อนลาออกไปแล้ว และก็ไม่มีช่องทางในการติดต่อใด ๆ ได้อีกเลย รฐนนท์ปล่อยใจให้ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เขาไม่อาจลืมเลือนได้เลยในวันนั้นอีกครั้ง
**************************
วันนั้นเกิดเหตุการณ์มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบลอบยิงถล่มรถคณะครูที่กำลังเดินทางออกนอกพื้นที่่เย็น ซึ่งมีตำรวจทำการดูแลอยู่แต่กำลังไม่พอจึงได้วิทยุมาขอกำลังสนับสนุนที่ฐานปฏิบัติการที่รฐนนท์อยู่ พวกเขาจึงได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วขับรถจักรยานยนต์ออกไปยังพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งกว่าจะไปถึงก็ไม่ใช่เื่ง่าย เพราะพวกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้วางตะปูเรือใบ ตัดกิ่งไม้ขวางทางเข้าออกเพื่อกีดขวางการทำงานของเ้าหน้าที่ๆ จะเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อชุดของผู้หมวดรฐนนท์เดินทางมาถึงยังมีการยิงต่อสู้กันอยู่ รฐนนท์ได้ดำเนินการทางกลยุทธ์เข้าไปช่วยยิงต่อสู้ ทางผู้ก่อความไม่สงบเมื่อเห็นว่าตัวเองเสียเปรียบจึงพากันหนีเข้าป่าไป ทางตำรวจจึงรีบเข้าเคลียพื้นที่ บนรถตู้มีครูหลายคนและคนขับรถเสียชีวิตส่วนอีกหลายคนาเ็ รวมถึงแม่ของผู้หมวดอัฐพงษ์เพื่อนรักของเขาก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุด้วย
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้หมวดอัฐพงษ์เสียใจมาก แม่ของเขาย้ายมาสอนหนังสืออยู่ที่นี่หลายปีแล้ว ส่วนหนึ่งที่เขาอยากมาอยู่ที่นี่ก็เพราะจะได้อยู่ใกล้แม่ด้วย เพราะมีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูก แต่ตอนนี้เขาไม่เหลือใครอีกแล้ว รฐนนท์เองไม่รู้จะปลอบเพื่อนอย่างไร เขาทำได้แค่เพียงส่งกำลังใจให้เท่านั้น ในงานศพของแม่ผู้หมวดอัฐพงษ์ มีเด็กนักเรียนจากห้องเรียนที่แม่เขาสอนมาร่วมงานด้วย เด็กคนหนึ่งร้องไห้และถามกับรฐนนท์ว่า…
“ทำไมต้องฆ่าครูด้วยคะ ครูสอนพวกเราให้มีคามรู้ ให้เป็คนดี ครูไม่ได้ทำอะไรผิด ครูถือช๊อกเขียนกระดานไม่ได้ถือปืนไปฆ่าใครซักหน่อย ทำไมต้องฆ่าครูของหนูด้วย” เด็กน้อยพูดออกไปทั้งน้ำตา ครูของพวกเขาพร่ำสอนแต่ในสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ดี หรือการทำดีจะไม่ได้สิ่งที่ดีตอบแทนกัน ในหัวสมองของเด็กน้อยเริ่มมีคำถามนี้ผุดขึ้นมามากมาย
รฐนนท์เองไม่รู้จะตอบคำถามของเด็กน้อยคนนี้ได้อย่างไร ทำไมกันคนดี ๆ คนหนึ่งถึงต้องตายด้วยน้ำมือของกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัวพวกนั้น โดยที่เขาเองไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาจะไม่ยอมแพ้ เขาจะทำให้ดีที่สุดเพื่อชีวิตคนดี ๆ ที่เสียไปจะได้ไม่สูญเปล่า เขาจะทำให้แผ่นดินนี้สงบสุขให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาต้องตายแต่ก็จะมีคนเช่นเขารุ่นต่อ ๆ ไปอีกแน่นอนเขาเชื่อเช่นนั้น
เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่งหมวดอัฐพงษ์ก็ถูกย้ายไปอยู่ชายแดนภาคเหนือแทน เนื่องด้วยเหตุผลที่เขาทำผิดกฏระเบียบคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอยู่บ่อยครั้ง เพราะเขาใจร้อนและ้าแก้แค้นให้แม่ทำให้เขาไม่สนใจแม้แต่ความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนร่วมทีม จึงทำให้ผู้บังคับบัญชาไม่ค่อยพอใจ
รฐนนท์เองเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยอะไรเพื่อนได้เลย พอเสียแม่ไปเพื่อนรักของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็คนเก็บตัวและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แม้แต่กับรฐนนท์เอง หลังจากที่ผู้หมวดอัฐพงษ์ย้ายไปแล้ว น้อยครั้งมากที่จะได้ติดต่อกันเนื่องจากภารกิจที่รัดตัวจนสุดท้ายแล้วก็ห่างกันไปโดยปริยาย แต่แม้กระนั้นเขาก็ยังคงคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ และหวังว่าสักวันจะได้กลับมาพบกันอีก
*********************************************
หลังจากที่ดารันใช้เวลาอ้อนวอนแม่อยู่นาน ในที่สุดเธอก็ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานครูอาสาบนดอยได้ แต่คุณแม่สุดาของเธอยังไม่วายมีข้อแม้ว่าเธอต้องโทรกลับมารายงานความเป็อยู่บ่อย ๆ ดารันจึงรีบตกปากรับคำเสียดิบดี เธอดีใจมากรีบโทรไปบอกข่าวดีนี้ให้เพื่อนรักรู้ นิชาเองก็ดีใจไม่แพ้กัน
เพราะนี่จะเป็ครั้งแรกของทั้งสองคนที่จะได้ไปเป็ครูดอย ในถิ่นทุรกันดาร แต่เสียใจอยู่นิดเดียวที่ไม่ได้ไปที่เดียวกัน เพราะแต่ละที่จะรับครูแค่คนเดียว แถมยังอยู่คนละจังหวัดอีกด้วยแต่ยังไงก็ถือเป็ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้จริงๆ
แล้ววันเดินทางขึ้นเหนือก็มาถึง ดารันตื่นเต้นมาก เธอต้องขึ้นเครื่องบินเพื่อไปลงจังหวัดชียงใหม่และต่อรถจากตัวเมืองไปยังอำเภอเชียงดาว จากนั้นจะมีเ้าหน้าที่มารับเพื่อขึ้นไปโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ที่อยู่บนดอยซึ่งไม่มีรถประจำทางผ่าน
ดารันใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ มาถึงด่านตรวจที่อำเภอเชียงดาวประมาณ ชั่วโมงกว่า เธอนัดกับเ้าหน้าที่ให้มารับที่ด่าน ประมาณบ่ายสามโมง ซึ่งเธอก็มาถึงราว ๆ นั้น แต่ยังไม่มีใครมารับ เ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่ด่านจึงให้เธอเข้าไปรอข้างในป้อมตำรวจที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ด่านตรวจตรงจุดนี้ค่อนข้างใหญ่ เพราะที่นี่เป็ด่านที่มีทั้งตำรวจ และทหาร อยู่รวมกัน ด้านนอกป้อม ยังมีเต้นท์ให้เ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่หลายท่าน ส่วนตรงจุดตรวจก็จะมีเ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน คอยตรวจรถที่สัญจรผ่านไปมา เนื่องจากเส้นทางนี้มักเป็เส้นทางที่ใช้ขนส่งของผิดกฎหมาย จากทางเหนือลงไปขายทั่วประเทศไทย จึงต้องมีการตั้งด่านตรวจ และยังสามารถจับกุมคนร้ายได้หลายต่อหลายครั้งมาแล้วด้วย
เมื่อดารันเดินเข้ามาด้านในป้อมตำรวจ หญิงสาวกวาดสายตาหาที่นั่งพัก ซึ่งด้านในจะมีชุดโต๊ะเก้าอี้ทำงานอยู่ สองชุด และมีเก้าอี้ไม้ยาวตัวหนึ่งอยู่ติดฝาผนัง แต่ไม่มีเ้าหน้าที่อยู่เลย ดารันเลือกที่จะนั่งที่เก้าอี้ยาวแต่เมื่อเห็นไม่มีใครเข้ามา เธอจึงเอนตัวลงนอนโดยใช้กระเป๋าหนุนหัว
“ขอพักหน่อยคงไม่เป็ไรนะเหนื่อยมากเลยวันนี้ เฮ้อ...” เธอพูดเบา ๆ เหมือนกับขออนุญาตตัวเอง เมื่อคืนกว่าเธอจะหลับตาลงได้ก็ดึกดื่นค่อนคืนเพราะตื่นเต้น แถมแม่ยังปลุกเธอให้ตื่นไปใส่บาตรแต่เช้าอีก จากนั้นก็เตรียมนู่นนั่นนี้ จนกระทั่งเดินทางจึงทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกเพลียมากจริง ๆ
ดารันเอนตัวลงนอนที่ม้านั่งยาวโดยเอากระเป๋าเป้ใบเล็กรองศรีษะ และเอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ที่ใช้เป็ทั้งผ้าพันคอด้วยออกมาคลุมหน้าเอาไว้ เนื่องจากแสงไฟจากหลอดนีออนที่อยู่ตรงหัวเธอพอดีมันแยงตา หญิงสาวกะว่าจะพักสายตาสักหน่อยแต่ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เธอเผลอหลับไปจนได้
"สวัสดีครับหมวด ผมมารับครูที่มาจากกรุงเทพฯ ครับ เห็นครูใหญ่บอกว่าเธอจะมารอที่ด่านนี้ ไม่ทราบว่าเธอมาถึงแล้วหรือยัง พอดีผมทำธุระเสร็จช้าก็เลยมาสายไปเกือบชั่วโมงเลยน่ะครับ" ผู้กองรฐนนท์เอ่ยถามผู้หมวดที่นั่งอยู่ในเต้นท์ด้านหน้าป้อม เมื่อมองสำรวจดูบริเวณรอบ ๆ แล้วไม่พบใครที่พอจะเข้าข่ายคนที่เขากำลังตามหาอยู่เลย
รฐนนท์ย้ายมาอยู่ที่ฐานปฏิบัติการบ้านปางดารา พร้อมกับลูกน้องได้หลายอาทิตย์แล้ว วันนี้เป็วันหยุดของเขาแต่พอดีต้องไปทำธุระในเมือง ครูใหญ่โรงเรียนตชด.จึงฝากให้เขาแวะรับครูอาสาติดรถกลับไปโรงเรียนด้วยซึ่งเขาก็เต็มใจทำ เพราะไม่ได้ลำบากอะไรเลยเพราะต้องกลับไปที่เดียวกันอยู่แล้ว
"อ๋อ ผู้กองนะเอง มารับครูผู้หญิงที่มาจากกรุงเทพฯ เหรอครับ เธอมาได้สักพักแล้วครับ ผมเลยให้เข้าไปรอในป้อมก่อน เข้าไปตามได้เลยคงนั่งรอด้านในล่ะครับ" คนถูกถาม เอ่ยตอบพร้อมกับชี้มือไปทางป้อมตำรวจ
เมื่อสอบถามได้ความว่าคนที่เขามารับนั้น รออยู่ข้างในป้อมตำรวจ ผู้กองหนุ่มจึงรีบเปิดประตูเข้าไปด้านในป้อมตำรวจทันที บานประตูเปิดออกร่างสูงก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องอย่างเร่งรีบ เหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครสักคน มีแต่โต๊ะทำงาน เขามองสำรวจไปรอบๆ อีกที
พลันสายตาของเขาก็พบกับหญิงสาวร่างเล็ก คนหนึ่ง เธอสวมเสื้อยืดกางเกงยืนส์ นอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ยาว โดยมีผ้าเช็ดหน้าคลุมหน้าอยู่ แวบแรกที่เห็น มันทำให้เขานึกถึงเธอ หญิงสาวที่เขาเคยทำหน้าที่คุ้มครองในงานวันเด็กที่ยะลา เพราะเธอมีรูปร่างเล็กพอ ๆ กัน แต่อีกใจก็คิดว่าเธอไม่น่ามาอยู่ที่นี่ได้ มันไม่น่าจะบังเอิญขนาดนั้น
ผู้กองหนุ่มสาวเท้าเข้าไปใกล้ เบา ๆ เหมือนกลัวว่าคนที่นอนอยู่ตรงหน้านั้นจะใตื่น เขาค่อยย่อตัวลงนั่นข้างๆ เธอ โดยที่เธอนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวเลยสักนิด ชายหนุ่มลอบมองคนตัวเล็กที่นอนอยู่ตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า
รฐนนท์คิดว่าเธอช่างเหมือนกับหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงคนนั้น แล้วถ้าหากใช่เธอล่ะเขาจะทำอย่างไร แต่ถ้าไม่ใช่เธอเขาจะผิดหวังไหม ชายหนุ่มส่ายหัวเพื่อรีบสลัดความคิดวุ่นวายต่างๆ ทิ้งไปเสีย ก่อนที่จะค่อยๆ เอื้อมมือใหญ่ ๆ ของเขาเข้าใกล้ใบหน้าเธอ
รฐนนท์ใช้นิ้วค่อย ๆ หยิบมุมผ้าเช็ดหน้าที่คลุมหน้าหญิงสาวที่นอนขี้เซาให้เปิดออกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าคนที่นอนอยู่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการกระทำของเขา เธอยังคงหายใจสม่ำเสมอเหมือนกำลังหลับสนิทอยู่
ผู้กองหนุ่มจึงค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออกจนหมด เผยให้เห็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเพราะอยู่ในความทรงจำของเขามาตลอด ่ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่เขาไม่คิดถึงเธอเลยก็ว่าได้
ผิวแก้มขาวนวลเนียน รีมผีปากอิ่มได้รูป ขนตาเป็แพสวย ใบหน้าเช่นนี้ ทำให้เขาต้องเบิกตากว้างอยากใเมื่อรู้ว่าเป็เธอคนนั้นจริง ๆ สายตาของผู้กองหนุ่มเผยให้เห็นความงุนงงอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็สายตาที่บ่งบอกถึงความดีใจอย่างเปี่ยมล้น
"เป็เธอ ใช่เธอจริงๆ ด้วย" เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง และเผลอใช้นิ้วมือไล้แก้มของหญิงสาวเบาๆ เหมือนกับอยากยืนยันว่าคนตรงหน้ามีจริงไม่ใช่แค่ภาพฝัน พร้อมกับจ้องมองเธออยู่แบบนั้นอย่างลืมตัว
ดารันเริ่มรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมที่มากระทบกับผิวหน้า หญิงสาวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามอง และแล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความใที่อยู่ ๆ ก็มีใบหน้าใครคนหนึ่งมาอยู่ใกล้ ๆ ในระยะไม่เกินฟุต