“เฉินจิ้งเจีย!เจ้าทนเห็นข้าได้ดีไม่ได้ใช่หรือไม่! ถึงขั้นว่าแม้แต่คนใช้ข้าก็ยังแย่งไปอีก!”
เฉินจิ้งโหรวแผดตะโกนดังไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปดวงตาแสนอ่อนโยนเสมอมานั้น ชั่ววินาทีนี้กำลังฉายแววชิงชังริษยาเต็มเปี่ยม
ราวกับว่ามิใช่เฉินจิ้งโหรวอีกต่อไป...
ครั้นเห็นท่าทางของนางมุมปากเฉินจิ้งเจียคลับคล้ายคลับคลาว่าจะยกยิ้มนี่สินะใบหน้าที่แท้จริงของเฉินจิ้งโหรว
แม่นมซุนรีบอุดปากนางมองป๋อชางโหวอย่างระมัดระวัง พร้อมกล่าวสารภาพ “ท่านโหวโปรดอภัยท่านโหวโปรดยกโทษด้วยเจ้าค่ะ! เพราะจิตใจคุณหนูรองได้รับการกระทบกระเทือนถึงได้กลายเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินแม่นมซุนสารภาพความผิดเฉินจิ้งโหรวถึงได้สติกลับมา นี่ตนทำอะไรลงไปกันแน่!
เดิมทีก็รู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อไม่โปรดปรานตนชอบพอแค่เฉินจิ้งเจีย ซ้ำยังไปแก่งแย่งกับเฉินจิ้งเจียในเวลาแบบนี้อีกทั้งที่ท่านแม่ก็บอกไว้แล้วว่าให้นางตามน้ำเฉินจิ้งเจีย ทว่า...
นางมองเฉินจิ้งเจียมีสิทธิ์อันใดนางถึงได้เป็นคุณหนูใหญ่ที่ใครต่อใครทั้งรักทั้งเอ็นดูแต่ตนคู่ควรกับการใช้ชีวิตในโคลนตม ทำได้เพียงเงยหน้ามองนางอย่างนั้นหรือ?
นางไม่ยอม!
“โหรวเอ๋อร์เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”
เสียงป๋อชางโหวดังเข้าโสตประสาทหูเฉินจิ้งโหรวไร้ความอ่อนโยน และไร้ความรู้สึก
หึหึนี่ละบิดาบังเกิดเกล้าของนาง บิดาของนางที่ซึ่งในสายตามีเพียงเฉินจิ้งเจีย
เฉินจิ้งโหรวเก็บสีหน้าขยับกายคุกเข่าลงพื้นอย่างว่าง่าย ก่อนก้มคำนับให้ป๋อชางโหวและเฉินจิ้งเจียสามครา
“ขออภัยท่านพ่อขออภัยพี่หญิงเจ้าค่ะ เพราะจิตใจโหรวเอ๋อร์อ่อนแอเกินไปพอถูกทำให้หวาดกลัวถึงได้เอ่ยปากพูดจาเหลวไหลมิควรไปเจ้าค่ะท่านพ่อและพี่หญิงโปรดอย่าได้ถือสาเอาความโหรวเอ๋อร์โหรวเอ๋อร์จะกลับไปคัดคำสอนในโถงอาราม ขอพรให้พระพุทธเจ้าท่านช่วยขจัดมารในใจโหรวเอ๋อร์ออกโดยเร็วเจ้าค่ะ”
จู่ๆนางกลับว่าง่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำเอาเฉินจิ้งเจียประหลาดใจพอสมควรนางมองเฉินจิ้งโหรวนิ่งๆ มองนางก้มหัวคำนับเสร็จสิ้นจากนั้นจึงให้แม่นมซุนช่วยพยุงร่าง แววตาเต็มเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะก่อนหน้าบัดนี้กลับราบเรียบไร้แววใดๆ ประดุจน้ำนิ่งอย่างไรอย่างนั้น
“เจียเอ๋อร์ต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วข้าดูน้องสาวลูกอนุของเจ้าผู้นี้แล้ว เกรงว่าจะไม่ธรรมดา”
เผยฉางชิงพุ่งเข้าข้างกายเฉินจิ้งเจียพลางกระซิบเอ่ยเสียงเบา
การเปลี่ยนแปลงของเฉินจิ้งโหรวนั้นล้วนอยู่ในสายตาทุกคน เพียงแต่ป๋อชางโหวอาจคิดว่านางคงโตรู้ความแล้วและทราบดีว่าเฉินจิ้งโหรวมิได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก
เมื่อได้ยินคำพูดของเผยฉางชิงแล้วเฉินจิ้งเจียจึงหันกลับมองชายหนุ่ม “อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นพี่ฉางชิงคิดว่าข้าไร้เดียงสาหรือไม่?”
ข้าไร้เดียงสาหรือไม่?
ครั้นนึกถึงทุกท่วงท่าการกระทำของนางการเจรจาร่วมมือของนางกับเขารวมถึงการแสร้งน่ารักว่าง่ายต่อหน้าบิดาและพี่ชายนับตั้งแต่รู้จักเฉินจิ้งเจียเป็นต้นมาแล้ว...
เผยฉางชิงลูบศีรษะทุยพร้อมยกยิ้มทรงผมเรียบกริบของนางก่อนหน้านี้ชี้ฟูขึ้นสองเส้นทำเอาเขาอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อยทีเดียว
“แน่นอนว่าเจียเอ๋อร์ไร้เดียงสาที่สุดไม่มีใครเกินแล้ว”เขากล่าว ก่อนมองไปทางเฉินอี้เหอ “แม่ทัพเฉินเล่าคิดว่าอย่างไรขอรับ?”
เมื่อถูกเรียกกะทันหันเฉินอี้หอชะงักงันไปชั่วขณะ มองเผยฉางชิงทีมองเฉินจิ้งเจียที จากนั้นจึงพยักหน้า“อืม เขาพูดถูก เจียเอ๋อร์บริสุทธิ์ไร้เดียงสาขนาดนี้มิอาจปล่อยให้ถูกคนทรามหลอกเอาได้เด็ดขาด!”
เอ่อ...
เฉินจิ้งเจียมองเฉินอี้เหอด้วยความตะลึงเล็กน้อยตัวนางในสายตาเขาเปราะบางจนทนแรงกระทบใดไม่ได้เลยหรือ?
หรือเขาจะลืมไปแล้วว่าความจริงของสาเหตุการตายท่านแม่นั้น ตนเป็นคนบอกเขาเอง?
หรือเขาลืมไปแล้วว่าการเสนอแผนเคลื่อนไหวหลายครา ก็ล้วนเป็นนางคิดทั้งสิ้น?
“อย่ามองข้าเช่นนั้นสิเจ้าวางใจเถิด พี่ชายเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ย่อมปกป้องเจ้าได้อยู่แล้ว!”เฉินอี้เหอกล่าว พลางตบหน้าอกตัวเอง ท่าทางเหมือนมีแผนการเตรียมพร้อมอยู่ในใจแล้ว
เฉินจิ้งเจียยกมือกุมหน้า“เจ้าค่ะเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณพี่ใหญ่ยิ่งนักเจ้าค่ะ”
ยามนี้นางไม่อยากคุยกับพี่ชายคนนี้อีกแม้แต่ประโยคเดียวแล้วจริงๆประเดี๋ยวจะเผยให้เห็นว่านางเองก็เป็นพวกโง่เง่าบ้าจี้ไปด้วยเช่นกันแทน
เฉินจิ้งโหรวถูกแม่นมซุนพยุงกลับไปหาจ้าวอี๋เหนียงครั้นเห็นสภาพเฉินจิ้งโหรวจ้าวอี๋เหนียงก็ไม่สนใจร่างกายที่ยังอ่อนแรงของตนอีกต่อไปทุลักทุเลหอบสังขารลงจากเตียง
“โหรวเอ๋อร์โหรวเอ๋อร์ ลูกเป็นอย่างไรบ้าง พวกนาง พวกนางมิได้ทำอันใดเจ้าใช่หรือไม่?” นางยื่นมือลูบหน้าเฉินจิ้งโหรว ใบหน้าเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยความสกปรกไม่เหลือเค้าความงดงามก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย
เฉินจิ้งโหรวนั่งลงด้วยความใจเย็นปล่อยให้จ้าวอี๋เหนียงสำรวจสภาพร่างกายตนต่อไป
อันที่จริงนางแค่เนื้อตัวสกปรกไปบ้างเท่านั้นหาได้บาดเจ็บแต่อย่างใด คนพวกนั้นเอาแต่คิดหาทางจับตัวฉินจิ้งเจียสำหรับตัวนางแล้ว พวกนั้นหาได้คิดการอื่นกับนางแต่อย่างใด
นอกเสียจาก...
“คอเจ้าไปโดนอะไรมา?”
บนลำคอระหงขาวละเอียดของเฉินจิ้งโหรวปรากฏรอยช้ำห้าแฉกเด่นชัด แค่มองก็รู้แล้วว่าเกิดจากการถูกคนมีพละกำลังบีบคอ
เฉินจิ้งโหรวผลักมือจ้าวอี๋เหนียงออกพลางตอบส่งๆ แค่ว่าไม่มีอะไร
เมื่อเห็นท่าทางเฉินจิ้งโหรวจ้าวอี๋เหนียงพลันร้อนรนขึ้นทันตา โหรวเอ๋อร์ของนางไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนไม่เคยแม้แต่น้อย...
“ที่จริงที่จริงแล้วคุณชายใหญ่ทำเจ้าค่ะ” แม่นมซุนที่ยืนข้างๆ เปิดปาก
จ้าวอี๋เหนียงตะลึงงันแน่นิ่งในบัดดล“คุณชายใหญ่ เป็นไปได้อย่างไร เพราะเหตุใดกัน?”
“เหตุใดหรือ? เพราะเขาเป็นพี่ชายของเฉินจิ้งเจีย มิใช่พี่ชายของข้าอย่างไรเล่า”เฉินจิ้งโหรวเอ่ย
นางจิบน้ำหนึ่งอึกก่อนเงยหน้ามองจ้าวอี๋เหนียงด้วยความเยือกเย็น “ท่านแม่ท่านไม่ต้องให้ความหวังข้าว่าพี่ใหญ่จะหนุนหลังข้าอีกแล้ว อย่างไรก็มิสู้...”
พูดไปสายตานางพลางเหลือบมองท้องจ้าวอี๋เหนียง “มิสู้คลอดน้องชายให้ข้าอีกสักคนส่วนพี่ใหญ่ก็ปล่อยให้อยู่กับเฉินจิ้งเจียไปดีแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวอี๋เหนียงผุดเงยหน้ามองเฉินจิ้งโหรวทันใดไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกกระตุ้นอันใดมา นางถึงได้มีความคิดเช่นนี้
ครั้นนึกถึงท่าทีที่ป๋อชางโหวปฏิบัติต่อนางอย่างเปิดเผยตลอดมาแล้วจ้าวอี๋เหนียงก็จนปัญญาหมดหนทาง “โหรวเอ๋อร์ แม่อายุปูนนี้แล้ว...”
“ท่านแม่ยังไม่ถึงสามสิบหากคิดจะมีลูกอีกสักคนก็คงมิใช่เรื่องยากเย็นใช่หรือไม่? คอยกระทั่งกลับเมืองหลวงแล้ว ค่อยเรียกหมอเหล่านั้นมาจัดการให้ต้องทำได้อย่างแน่นอน!” เฉินจิ้งโหรวเอ่ยอย่างมั่นใจเต็มร้อย
ได้แน่นอนหรือ? มีลูกอีกคน มีลูกของนางกับท่านโหวอีกคน...
ราวกับจ้าวอี๋เหนียงเห็นหน้าตาของเด็กน้อยคนนั้นเจ้าก้อนน้อย ปากคางละม้ายคล้ายนาง ดวงตาจมูกเหมือนท่านโหว
หากเป็นลูกชายละก็ท่านโหวต้องให้ความสนใจเขามากกว่าแน่ แม้แต่นางที่เป็นมารดาเฉินจิ้งโหรวที่เป็นพี่สาว ก็อาจได้รับความสนใจมากขึ้นด้วยใช่หรือไม่?
ดวงตาแม่นมซุนข้างๆวาววับ แต่ยังคงไม่พูดไม่จา มิใช่ว่าอยากมีคุณชายน้อยเพิ่มอีกคนหรือ? แน่นอนว่านางมีวิธี!
เฉินจิ้งโหรวเงยหน้ามองออกนอกหน้าต่างหิมะขาวกองทับบนกิ่งไม้แห้ง ดูแล้วช่างสะอาดบริสุทธิ์
นางเผยยิ้มบางเฉินจิ้งเจีย เจ้าคือผู้ถูกลิขิตให้ต้องตกนรกหมกไหม้ เฉินอี้เหอในเมื่อเจ้ารักน้องสาวเจ้าเพียงนี้ เช่นนั้นก็ตามนางไปอยู่ด้วยกันเสีย
ส่วนจวนป๋อชางโหวจากนี้จะเป็นของนาง เฉินจิ้งโหรวและน้องชายเท่านั้น
ครั้นนึกถึงตรงนี้เฉินจิ้งโหรวเป็นอันขมวดคิ้ว นางกำลังจะมีน้องชายแล้วเช่นนั้นน้องชายต้องชื่ออะไรดีเล่า?