เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 178 พี่เป่ามีน้องสาวหลายคน

            ที่หน้าประตูค่ายทหารม้าหนึ่งพันนายยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบทหารแต่ละคนสวมหมวกเหล็กและชุดเกราะ ยืนหลังตั้งตรง อกผายออก พลังและความภาคภูมิใจของนักรบพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า

            ด้านหน้าของกองทหารม้ามีนายทหารสิบกว่านายสวมหมวกเกราะเงินล้อมรอบท่านแม่ทัพใหญ่ที่สวมเกราะทองคำม้าอูจุยยกขาหน้าขึ้นและร้องเสียงดัง

            กงจื้อหมิงยกมือขึ้นกองทหารม้าแหวกเป็นทางให้รถม้าสองคันเคลื่อนผ่านตรงกลางไปได้อย่างที่เคยเป็นจากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนตัว!

            นอกประตูทิศใต้ของเมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปสามสิบลี้ขุนนางและชนชั้นสูงทั้งหลายที่ได้รับข่าวจากผู้ส่งสารรวมถึงประชาชนจำนวนมากที่กล้าหาญก็เดินทางออกมารวมตัวกันต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

            ท้องฟ้าที่ก่อนหน้านี้มืดครึ้มจนมองไม่เห็นขอบเขตใดๆกลับค่อยๆ สว่างขึ้น เมฆก็เริ่มจางหายไปแสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมายังโลกมนุษย์ในทันที

            ที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆฝนดำทะมึนลอยเข้ามาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ เมื่อเข้าใกล้ทุกคนจึงเห็นว่าเป็นกองทหารม้าแต่ละคนขี่ม้าสูงใหญ่ สวมหมวกเหล็กและเกราะที่เป็นประกาย ปลายหอกสะท้อนแสงเป็นทางส่วนดาบใหญ่ที่โผล่มาเป็นครั้งคราวก็เต็มไปด้วยความเย็นชา

            ไม่รู้ว่าเพื่อเป็นการแสดงอำนาจหรือไม่ขบวนม้าเร่งเข้ามาใกล้จนเหลือเพียงสองจั้งก่อนจะดึงบังเหียนอย่างกะทันหันขุนนางฝ่ายบุ๋นและชาวบ้านที่ขี้ขลาดต่างใช้แขนเสื้อปิดหน้าและร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

            บรรดาขุนนางอาวุโสทั้งหลายและท่านอัครมหาเสนาบดีฟางมองหน้ากันต่างก็ยิ้มอย่างขมขื่นแต่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมา อำนาจของท่านแม่ทัพนั้นไม่มีใครต้านทานได้ในอนาคตราชสำนักของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ พวกเขาคงจะมีสิทธิ์พูดน้อยลงเรื่อยๆฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ย่อมไม่เหมือนฮ่องเต้สองพระองค์ก่อนของตระกูลซือหม่าที่รู้จักเพียงการฟุ่มเฟือย ความโหดเหี้ยมและผลักดันการบริหารราชการทั้งหมดให้พวกเขาจัดการ

            ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไรเหล่าทหารม้าก็แหวกทางออกเป็นสองฝั่ง ราวกับสายน้ำที่แยกออกเผยให้เห็นท่านแม่ทัพสวมเกราะทองคำบนหลังม้าอูจุย ร่างกายสูงใหญ่กำยำ คิ้วหนาดวงตาคมเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง มีบุคลิกที่โดดเด่นยิ่งนัก

            ผู้เป็นนายของจวนอู่โฮ่วที่จากเมืองหลวงไปนานถึงสองปีเต็มๆผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของสกุลกงจื้อที่ปกป้องซีเฮ่ามาตลอดหลายชั่วอายุคนกงจื้อหมิง!

            ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็นคนแรกที่ยกชายเสื้อขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้นตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าและขุนนางทั้งหลายขอต้อนรับการกลับมาของท่านแม่ทัพ!”

            “ข้าและเหล่าราษฎร ขอต้อนรับการกลับมาของท่านแม่ทัพ!”

            ขุนนางและราษฎรคนอื่นๆต่างก็คุกเข่าลงกันหมด ไม่สนใจว่าพื้นดินหลังฝนตกจะเต็มไปด้วยโคลนและความหนาวเย็นในชั่วขณะนั้น พวกเขาทั้งหมดก้มศีรษะคำนับต่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งซีเฮ่าคำนับต่อผู้เป็นนายแห่งซีเฮ่า และคำนับต่ออนาคตของซีเฮ่า!

            ทหารม้าหนึ่งพันนายยกหอกในมือชี้ขึ้นฟ้าร้องตะโกนว่า “ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่! ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่! ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่!”

            กงจื้อหมิงนั่งบนหลังม้าอย่างสง่างามสายตามองไปยังประตูเมืองสีคราม และเหล่าราษฎรที่อยู่ใต้กำแพงเมืองหัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น!

            ในวันนั้นเขาหลอกศัตรูให้คิดว่าเขาสิ้นลมแล้ว และหลบซ่อนตัวหนีออกไป ในตอนกลางคืนที่ฝนตกก็ถูกลุงอวิ๋นขุดขึ้นมาจากหลุมศพพาเขาหนีลงใต้เพื่อเอาชีวิตรอด เหมือนสุนัขที่ไร้บ้านเขาคิดเพียงว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ คิดจะแก้แค้น หรือไม่ก็คิดว่าจะตายไปอย่างแค้นใจแต่ไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้เขาจะกลับมาที่เมืองหลวงด้วยความภาคภูมิใจเช่นนี้ขุนนางและราษฎรต่างก็หมอบกราบต่อหน้าเขา เรื่องราวในอดีตต่างผุดขึ้นมาในชั่วขณะนี้ ความอัปยศอดสูและความขมขื่นทั้งหมดได้รับการล้างแค้นไปจนหมดสิ้น!

            นอกประตูเมืองค่อยๆเงียบสงบลงเพราะความนิ่งเงียบของเขา และในรถม้าคันงามที่หยุดอยู่ข้างประตูเมืองผ้าม่านถูกเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยมือขาวราวกับหยกที่กำลังสั่นเทา…

            “ลุกขึ้นเถิด!” กงจื้อหมิงสั่งด้วยเสียงหนักแน่นจากนั้นจึงกระโดดลงจากม้าอูจุย ยื่นมือไปประคองท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็นคนแรกขุนนางอาวุโสคนนี้เคยสอนบทกวีให้เขา และยังแอบวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือเขา

            แม้ซีเฮ่าจะเป็นประเทศที่มีความกล้าหาญดุดันแต่ก็สืบทอดประเทศด้วยความเคารพและมีมารยาท

            เมื่อกงจื้อหมิงปฏิบัติต่อท่านอัครมหาเสนาบดีด้วยความเคารพเช่นนี้ทุกคนจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น ต่างก็มีสีหน้าแสดงถึงความยินดีเดิมทีพวกเขายังกลัวว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะให้ความสำคัญเพียงการทหารแต่ดูเหมือนว่าความกังวลของพวกเขาจะเกินเหตุไปเสียแล้ว

            เป็นอย่างที่คาดเอาไว้กงจื้อหมิงช่วยพยุงขุนนางอาวุโสหลายคนด้วยตนเองรวมถึงข้าราชการที่อายุมากแต่มีตำแหน่งไม่สูงนักการกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊แม้กระทั่งเหล่าราษฎรเมื่อได้เห็นก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ใช่คนที่บ้าคลั่งในเรื่องการฆ่าฟันตามคำร่ำลือแต่กลับเป็นคนดีที่เคารพผู้ใหญ่และมีมารยาท

            ในขณะที่อัครมหาเสนาบดีฟางกำลังจะพูดบรรดาขุนนางอาวุโสกลับชิงพูดก่อน “ท่านแม่ทัพกลับสู่เมืองหลวงในวันนี้ไม่เพียงแต่พวกข้าขุนนางเท่านั้นที่ออกมาต้อนรับแม้แต่องค์หญิงชิงเฉิงก็ยังเสด็จออกจากวังหลวงมาด้วย”

            พูดจบขุนนางอาวุโสหลายคนก็ถอยไปยืนข้างๆ และยิ้มมองไปทางข้างประตูเมือง

            รถม้าหรูหราคันหนึ่งที่มีผ้าขาวประดับหน้าต่างค่อยๆเคลื่อนผ่านฝูงชนเข้ามาและหยุดอยู่ข้างๆ บรรดาขุนนางอาวุโส

            ขันทีที่วิ่งตามข้างรถมารีบเปิดประตูรถทันทีและก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทำตัวเป็นแท่นรองให้ใครบางคนทันใดนั้นหญิงชราคนหนึ่งที่สวมชุดผ้าไหมสีเหลืองมะกอกก็ลงจากรถม้าเป็นคนแรกนางกวาดตามองคนรอบข้างอย่างเย่อหยิ่ง จนทำให้ประชาชนต่างก้มหน้าลงด้วยความเกรงกลัวจากนั้นนางจึงหันกลับไปพูดด้วยความเคารพ “องค์หญิงบ่าวจะช่วยประคองพระองค์ลงจากรถม้า”

            หลังม่านสีขาวมือที่งดงามราวกับหยกค่อยๆ เอื้อมออกมาจับม่าน จากนั้นหญิงสาวในชุดงามตามแบบราชสำนักก็ก้าวลงจากรถอย่างสง่างามโดยเหยียบลงบนหลังขันทีที่หมอบอยู่

            ลมเย็นที่ซุกซนหลังฝนตกพัดโชยมาเบาๆทำให้หมวกที่สวมอยู่ของหญิงสาวปลิวขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามดุจเทพธิดา

            ผิวขาวดุจหิมะคิ้วดำเข้ม ริมฝีปากแดงแม้ไม่ต้องเติมแต่ง จมูกโด่งงาม ดวงตาดุจดวงดาวสวมชุดสีฟ้าสดใสยาวจรดพื้น คาดเอวบางด้วยสายคาดอันประณีตยิ่ง ทำให้เห็นเอวที่เล็กมากยิ่งขึ้นผมดำขลับถูกจัดเป็นทรงสูง ประดับด้วยปิ่นปักผมปะการังล้ำค่าที่มีขนาดเท่านิ้วก้อยไข่มุกที่ประดับทอประกายดุจหิมะสะท้อนแสงระยิบระยับในเส้นผมทำให้นางดูราวกับเทพธิดาที่ลงมายังโลกมนุษย์

            อาจเป็นเพราะความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของนางทำให้บรรยากาศทั้งในและนอกเมืองเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด

            “พี่เป่า!” ซือหม่าหย่าหลานจ้องมองคนที่นางคิดถึงมาหลายวันผู้ที่ยังคงเหมือนในความทรงจำของนางแต่ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจนนางอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้และร้องเรียกออกมา

            เสียงหวานใสดุจน้ำค้างใสทำให้ทุกคนต่างมีสีหน้าแปลกๆ 

            พี่เป่า? การเรียกเช่นนี้สนิทสนมมากเกินไปหรือไม่หรือว่าเคยมีความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นระหว่างทั้งสองในอดีต?

            อย่างไรก็ตามองค์หญิงคนหนึ่งที่งดงามดุจเทพธิดา กับท่านแม่ทัพที่ไร้พ่ายไม่ว่าจะมองอย่างไรพวกเขาก็คือคู่ที่ฟ้าลิขิต

            เปลวไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าราษฎรลุกโชติช่วงยิ่งขึ้นแม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้าเงยหน้า แต่สายตากลับพยายามมองทุกการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง

            เหล่าขุนนางต่างก็ยินดีที่จะเห็นเรื่องราวเช่นนี้แม้แต่ขุนนางอาวุโสหลายคนก็ยิ้มออกมา

            โบราณว่าไว้ว่าวีรบุรุษมักจะต้านทานเสน่ห์ของหญิงงามไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นวีรบุรุษและหญิงงามยังมีสัญญาหมั้นหมายกันอีกด้วย…

            น่าเสียดายที่พวกเขาคาดเดาผิดไปเรื่องหนึ่ง

            สวรรค์เป็นผู้ชอบทำเรื่องตลกร้ายเสมอพระองค์ได้ส่งเด็กสาวชอบกินจอมโลภตัวเล็กๆมาจากโลกอื่นเพื่อทำลายแผนการที่พวกเขาหวังไว้

            กงจื้อหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยมองไปที่ซือหม่าหย่าหลานที่อยู่ตรงข้าม จริงๆแล้วพวกเขาก็เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็กสมัยก่อนนางมักจะตามหลังเขาและร้องเรียกเขาเช่นนี้เสมอ ในตอนนั้นเขารู้สึกอบอุ่นใจและยินดีที่จะดูแลนาง แต่ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางกลายเป็นหญิงงามที่ล่มเมืองได้แต่เขากลับผ่านประสบการณ์อันยากลำบากมา จนไม่สามารถหาความรู้สึกในอดีตได้อีกยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำทั้งสามแผ่น…

            “องค์หญิง…” กงจื้อหมิงเอ่ยปากขึ้นอย่างเย็นชาเสียงที่เขาใช้เรียกนางทั้งแปลกและห่างเหินฟังแล้วทำให้เหล่าขุนนางและราษฎรรู้สึกแปลกๆและทำให้ซือหม่าหย่าหลานหน้าซีดลงทันที ในสมัยก่อนเขาเคยเรียกนางว่า “น้องหลานเอ๋อร์”…

            อัครมหาเสนาบดีฟางถอนหายใจยาวๆออกมา เขากลัวว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยเรื่องนี้เขารีบก้าวขึ้นสองก้าวและพูดเสียงเบาๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ องค์หญิงเวลาล่วงเลยมามากแล้ว รีบเข้าเมืองกันก่อนเถิด?”

            พูดจบเขาก็โบกมือเป็นสัญญาณให้เกี้ยวทองคำที่จอดอยู่ไม่ไกลเคลื่อนมาข้างหน้าน่าเสียดายที่พระเจ้าตั้งใจให้วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

            เสียงอ้อแอ้ของเด็กเล็กดังขึ้นกลางขบวนทหารม้า“พ่อ! พ่อ! ขี่ม้า ม้า!”

            ท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อหมิงที่เคยแสดงความเย็นชาเมื่อเจอหญิงงามอันดับหนึ่งของซีเฮ่ากลับแสดงความอ่อนโยนในดวงตาทันทีเพราะคำพูดไม่กี่คำนี้ ราวกับพาทุกคนออกจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น

            ทหารม้าต่างหันหัวม้ากลับและเปิดทางให้กับรถม้าคู่สี่ล้อค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาคนขับรถคนนั้นอาจเคยผ่านความเป็นความตายในสนามรบมา มีรอยแผลเป็นสีชมพูที่คอ ใบหน้าและยังมีที่โผล่พ้นจากปกเสื้อและบนข้อมือ ทำให้เขาดูดุดันมาก

            เมื่อรถม้าหยุดลงคนขับรถก็รีบกระโดดลงจากรถและเปิดประตูรถ จากนั้นก็คุกเข่าลงหนึ่งข้างดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะทำเช่นเดียวกับขันที เพื่อให้ผู้เป็นนายก้าวลงจากรถ

            สาวใช้ที่สวมชุดสีน้ำเงินและหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งโผล่ออกมาจากรถก่อนนางกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างอย่างเย็นชา จากนั้นก็กระโดดลงมาเบาๆโดยไม่มีทีท่าว่าจะเหยียบคนขับรถคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

            จากนั้นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมกระโปรงยาวสีแดงก็ปรากฏตัวที่ประตูรถดูเหมือนนางจะตกใจกับการคุกเข่าของคนขับรถเล็กน้อยนางขมวดคิ้วและพูดอย่างจริงจังว่า “เถี่ยหนิวเจ้าเป็นวีรบุรุษที่เคยต่อสู้เพื่อแผ่นดิน บัดนี้แผ่นดินสงบสุขเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เจ้าไม่ควรคุกเข่าให้ใครเหยียบ! ลุกขึ้นเถอะมีเก้าอี้เตรียมไว้ในรถม้าแล้ว”

            แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับยืนกรานไม่ยอมลุกขึ้นเขาเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มซื่อๆ กล่าวว่า “เถียหนิวเป็นบ่าวรับใช้ของแม่นางการปรนนิบัติรับใช้แม่นางเป็นหน้าที่ของข้า สิ่งที่คนอื่นมีแม่นางก็ควรจะมีเช่นกัน!”

            ในใจของติงเหว่ยก็รู้สึกซาบซึ้งคนซื่อๆ อย่างเฉิงเถียหนิวยังเข้าใจความจริงนี้ แต่ทำไมคนคนนั้นถึงไม่เข้าใจ?

            เมื่อครู่ในรถนางได้ยินเสียง“พี่เป่า” ที่หวานเจี๊ยบจนทำให้นางเผลอบิดช้อนในมือจนงอเดี๋ยวนั้นที่แท้แล้วคำเรียกนี้ไม่ได้เป็นของนางคนเดียวสินะ ไม่แน่ว่าบางที “พี่เป่า”ของนางจะมีน้องสาวอีกตั้งหลายคนก็ได้!

            ถ้าไม่ใช่เพราะว่านางโมโหจนลืมเล่นกับลูกชายเจ้าหนูคนนี้คงไม่หันไปหาพ่อ และลากนางสองแม่ลูกเข้าไปในละครฉากใหญ่นี้

            “เอาล่ะแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อไปห้ามคุกเข่าอีกแล้ว”

            ติงเหว่ยไม่ยืนกรานอีกต่อไปนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอก วางบนเข่าของเฉิงเถียหนิวแล้วก้าวลงมาอย่างมั่นคง

            เฉิงเหนียงจื่อกลับไม่กล้าเหยียบเฉิงเถียหนิวอย่างอาจหาญนางค่อยๆ ยื่นอันเกอเอ๋อร์ที่มีใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นให้กับนายหญิงแล้วค่อยๆ ไต่ลงจากล้อรถอย่างระมัดระวัง

            ติงเหว่ยอุ้มลูกชายและเดินอย่างช้าๆไปที่ประตูเมือง กงจื้อหมิงก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหาพวกเขา เขายืนปกป้องอยู่ข้างๆสองแม่ลูก และถามเสียงแผ่วเบา “หรือว่าอันเกอเอ๋อร์งอแงอีกแล้ว?”

            ติงเหว่ยแอบจิกตาใส่เขาเมื่อเขาเอื้อมมือขึ้นจัดผมของนางท้ายที่สุดก็ไม่สามารถอดทนได้ นางจึงบ่นออกมาอย่างแผ่วเบาว่า “ฮึเดี๋ยวข้าจะสะสางบัญชีกับท่าน!”

            กงจื้อหมิงชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วจึงเข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์นี้แต่ก็อดขำไม่ได้ นี่แหละคือหญิงสาวที่เขารักไม่ได้ยินดีกับเกียรติยศที่เขากำลังจะแบ่งปันกับนาง แต่กลับโกรธเพียงเพราะคำเรียกนั้นจนทนไม่ได้ต้องรีบร้อนมาระบายความหึงหวง…

            “ตกลงเดี๋ยวค่อยว่ากัน”

            กงจื้อหมิงยกมือขึ้นจัดผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบนไหล่ของนางให้เรียบร้อยจากนั้นจึงถอยไปข้างหลัง ประกาศให้โลกได้รู้จักภรรยาและบุตรของเขาอย่างเป็นทางการ!

            ทุกคนจึงได้มีโอกาสพินิจพิเคราะห์แม่ลูกคู่นี้อย่างละเอียดหญิงสาวรูปร่างไม่สูงนัก มีความอวบอิ่มเล็กน้อย ผิวขาวนวล หน้าผากโหนกนูนใบหน้าจัดว่าดูดี ยามนี้เพราะนางสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงคลุมด้วยผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาวจึงยิ่งทำให้นางดูสง่างามขึ้นอีกสามส่วน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน