แพรนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นลานจอดรถเนิ่นนาน น้ำตาไหลรินไม่ขาดสายจนตัวสั่นเทา โลกทั้งใบมืดมิดลงเหลือเพียงความเจ็บที่บีบแน่นอยู่ในอก เธอไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นเดินกลับไปที่รถของตัวเอง
เสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาแต่ไกลก่อนจะค่อยๆ ใกล้เข้ามา แพรไม่ได้เงยหน้ามอง เพราะคิดว่าเป็นรถของใครสักคนที่เพิ่งกลับเข้าที่พัก แต่รถคันนั้นกลับจอดลงชิดข้างตัวเธอแล้วดับเครื่องลง ทันทีที่ประตูเปิดออก เสียงฝีเท้าก็ก้าวตรงมาหาอย่างรวดเร็ว
[ในรถของเอก – ก่อนหน้านี้]
ภาพจากกระจกมองหลังที่เห็นร่างของแพรทรุดตัวลงสะอื้นไห้อย่างโดดเดี่ยวบนพื้นคอนกรีต มันกรีดใจเอกจนทนไม่ไหว เขาขับรถออกมาได้เพียงครู่เดียวแต่มือที่กำพวงมาลัยกลับสั่นเทา
‘มึงจะทิ้งเขาไว้แบบนั้นจริงๆ เหรอเอก? มึงบอกว่ารักเขา แต่จะปล่อยให้เขาร้องไห้จนขาดใจตายอยู่ที่นั่นคนเดียวเหรอ’ เสียงในหัวตะโกนก้อง ความรู้สึกผิดจากอดีตผสมกับความห่วงใยในปัจจุบัน ทำให้เขาตัดสินใจหักพวงมาลัยกลับรถทันทีจนเสียงยางบดถนนดังสนั่น เขาไม่สนว่าแพรจะด่าหรือจะยิ่งเกลียดชังที่เขากลับมาวอแว แต่เขาไม่อาจทิ้งเธอไว้กับความอ้างว้างแบบนั้นได้จริงๆ
“แพร...” เอกคุกเข่าลงข้างเธอทันที มือหนายกขึ้นหมายจะจับแขนแต่ก็ชะงักไว้เพราะกลัวเธอจะสะดุ้ง “พี่วนรถกลับมาเพราะเป็นห่วง... พี่ทนเห็นหนูนั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้จริงๆ”
แพรยังคงสะอื้นหนัก แต่เธอกลับไม่ได้ผลักไสเขาออกไป เอกจึงค่อยๆ ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้เบาๆ อย่างถนอม “ลุกขึ้นก่อนนะครับ... พี่พยุงหนูเอง ไม่ต้องกลัว พี่สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเกินเลยเด็ดขาด”
เขาประคองแพรให้ลุกขึ้นยืน แขนหนาพยุงเอวไว้มั่นคงพอที่จะไม่ให้เธอล้ม แพรที่ยังตัวสั่นยอมให้เขาพยุงไปที่รถแต่โดยดี เอกเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้เธอนั่งลงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่จะพาหนูไปที่หนึ่งนะ... ไม่ไกลหรอก ทะเลบางแสน พี่เคยไปนั่งคนเดียวตอนอกหัก พี่รู้ว่าตอนนี้หนูอยากอยู่กับลมทะเลเงียบๆ มันช่วยได้จริงๆ นะ พี่จะไม่เซ้าซี้ พี่แค่อยากให้หนูได้ระบาย ได้ร้องไห้ให้หมด แล้วพี่จะส่งหนูกลับบ้านอย่างปลอดภัย... แต่ถ้าหนูไม่อยากไป บอกพี่ได้เลยนะ พี่จะไปส่งหนูที่บ้านเดี๋ยวนี้เลย”
แพรพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ เอกช่วยคาดเข็มขัดนิรภัยให้ก่อนจะปิดประตูอย่างแผ่วเบา รถเคลื่อนตัวออกไปมุ่งหน้าสู่บางแสนในคืนที่ถนนโล่ง ระหว่างทางไร้ซึ่งเสียงสนทนา มีเพียงเพลงจังหวะช้าๆ ที่แพรเคยชอบคลอเบาๆ เอกเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้พอดี แล้วขับรถต่อไปอย่างนิ่งสงบ ปล่อยให้แพรใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
[ชายหาดบางแสน – ยามดึก]
เมื่อถึงที่หมาย เอกจอดรถใกล้ชายหาดที่ไร้ผู้คนก่อนจะหันมามองเธอ “ลงไปเดินเล่นไหมครับ... พี่จะเดินตามหลังห่างๆ ไม่เข้าไปกวนใจ พี่แค่ยากให้หนูได้ยินเสียงคลื่น ให้ลมทะเลช่วยล้างความเจ็บในใจออกไปบ้าง หรือถ้าหนูอยากอยู่คนเดียวจริงๆ พี่จะนั่งรอในรถก็ได้ครับ”
แพรตัดสินใจเปิดประตูลงไป เธอเดินย่ำเท้าเปล่าลงบนทรายที่ชื้นแฉะ สัมผัสกับน้ำทะเลเย็นจัดที่ซัดมาถึงข้อเท้า แพรยืนนิ่งมองท้องทะเลมืดมิดที่มีแสงจันทร์สะท้อนวูบไหว แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

เอกทำตามคำพูด เขาเดินตามหลังอยู่ห่างๆ ประมาณ 5-6 เมตร ยืนมองเธอด้วยสายตาแห่งความห่วงใย ลมทะเลพัดแรงจนผมของแพรปลิววุ่นวาย แต่มันกลับช่วยพัดเอาความหนักอึ้งในอกออกไปทีละน้อย เสียงคลื่นที่ซัดสาดสม่ำเสมอคล้ายจะบอกให้เธอปล่อยวางทุกอย่างทิ้งลงไปในน้ำ
แพรเดินเหยียบน้ำทะเลไปเรื่อยๆ โดยมี "เงา" ที่มั่นคงของเอกเดินตามอยู่เบื้องหลัง เขาไม่ได้เข้ามาเกาะแกะหรือแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัว ความสม่ำเสมอในท่าทางของเขาทำให้แพรรู้สึกว่า อย่างน้อยในโลกที่เต็มไปด้วยคำลวงของพี่กร ก็ยังมีผู้ชายคนนี้ที่ยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน
สักพักใหญ่ แพรหันมามองเขาแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “พี่เอกคะ... ขอบคุณที่พาหนูมาที่นี่นะคะ หนูรู้สึกดีขึ้นนิดนึงแล้วค่ะ”
เอกยิ้มอ่อนโยน “ดีใจครับที่หนูรู้สึกดีขึ้น ถ้าหนูพร้อมเมื่อไหร่ พี่จะไปส่งที่หน้าบ้านแล้วจะกลับทันที หรือถ้ายังอยากนั่งต่อ พี่ก็จะรอจนกว่าหนูจะพร้อม ไม่ต้องรีบนะครับ”
[ฝั่ง อ.ธนากร]
ภายในห้องทำงานที่มืดสลัว แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนใบหน้าเคร่งเครียดของธนากร เขาพยายามกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับมีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติแจ้งว่าปลายทางปิดเครื่อง
“แพร... ทำไมต้องปิดเครื่องด้วย” เขาสบถอย่างขัดใจ
ข้อความในไลน์ที่เขาส่งไป ทั้งคำอ้อนวอนและเหตุผลยาวเหยียดเกี่ยวกับเรื่อง อ.วิภา ยังคงขึ้นสถานะว่า ‘ไม่อ่าน’ เขาตัดสินใจคว้ากุญแจรถ SUV คู่ใจแล้วบึ่งออกไปที่บ้านแพรทันที ในหัวเต็มไปด้วยความกังวล แต่ในส่วนลึกเขากลับยังมีความถือดีบางอย่างซ่อนอยู่
เมื่อเห็นบ้านที่เงียบสนิทและไร้เงารถของแพร พี่กรทุบพวงมาลัยเบาๆ อย่างเริ่มใจเสียที่ติดต่อเธอไม่ได้ แต่แล้วเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ปลอบใจตัวเองด้วยตรรกะแบบอาจารย์ที่คิดว่าเขาควบคุมทุกอย่างได้เสมอ
‘ไม่เป็นไรหรอก... แพรก็แค่งอน ตอนนี้คงกำลังโกรธจนอยากประชดพี่ หนูก็แค่เรียกร้องความสนใจเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ ใครจะบ้าทิ้งอนาคตและความมั่นคงที่ผู้ชายแบบพี่มอบให้ได้ลง’
เขามองไปที่รั้วบ้านแล้วตัดสินใจดับเครื่องนั่งรออยู่ตรงนั้น ‘ปล่อยให้ไปพักผ่อนสักคืน ให้ใจเย็นลงก่อน พรุ่งนี้พอพี่ซื้อของโปรดมาง้อ พูดจาดีๆ สักหน่อย หนูก็คงใจอ่อนเหมือนเดิมนั่นแหละ...’
ธนากรนั่งรอในความมืดด้วยความย่ามใจ ไม่รู้เลยว่าความประมาทที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชีวิตของแพร กำลังจะกลายเป็นดาบที่หวนกลับมาทิ่มแทงเขาอย่างรุนแรงในเวลาอีกไม่ช้า