ท้องพระโรงพระราชวังต้าซ่ง
ฮ่องเต้ซ่งไท่จงประทับบนบัลลังก์เบื้องหน้ามีองค์รัชทายาท องค์ชายใหญ่เ้าเหยียนจั๋ว องค์ชายรองเหยียนชี่ องค์ชายสี่เหยียนเฟิง องค์ชายห้าเหยียนเจี๋ย พร้อมด้วยเหล่าเสนาบดีรวมถึงเสวี่ยซิง และจางเหยา เข้าร่วมประชุมด้วย องค์หญิงอี้อันนั่งอยู่ด้านหลังพระแท่นมีม่านบังอยู่ ยากที่บรรดาขุนนางที่อยู่ด้านหน้าจะสังเกตเห็น นางนั่งที่เก้าอี้ ด้านข้างมีเฟยฉี ยืนอยู่
เสนาบดีผู้หนึ่งออกมายืนเบื้องหน้าพระพักตร์ “ทูลฝ่าาบัดนี้เมืองจิงโจวเกิดภัยหนอนกระทู้ระบาดกัดกินต้นกล้าข้าวของราษฎรเกิดความเสียหายไปทั่ว หนอนกัดกินต้นกล้าในแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ต้นกล้าข้าวไม่สามารถเติบโตได้อีก เวลานี้ชาวนากว่า 500 ครัวเรือนไม่มีต้นกล้าปักดำ นายอำเภอเมืองจิงโจวส่งฎีกามาขอให้ราชสำนักหาวิธีช่วยบรรเทาทุกข์ภัยร้ายครั้งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ใครคิดเห็นอย่างไร” ฝ่าาตรัสถามบรรดาขุนนาง มีขุนนางคนหนึ่งออกมา “กราบทูลฝ่าากระหม่อมเห็นว่าเร่งให้ชาวนาในพื้นที่หนอนกระทู้ระบาดเก็บต้นกล้าทั้งหมดขึ้นมาเผาทิ้งและเผาซังข้าวที่เหลืออย่างเร่งด่วนแล้วส่งเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาปลูกใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางคนหนึ่งออกมาแย้งว่า “กราบทูลฝ่าา กระหม่อมเห็นว่าการเผาต้นกล้าและซังข้าวในที่นาจะทำให้ดินตายเมื่อดินตายมันจะจับตัวกันแน่นทำให้รากพืชสั้นลงเพราะรากไม่อาจแทงทะลุดินที่ตายทำให้พืชหาอาหารไม่ได้ แล้วพืชที่ปลูกจะแคระแกร็น และอ่อนแอ เมื่อเกิดโรคระบาดหรือภัยแมลงร้ายอีกมันจะตายได้ง่ายแล้วยังสูญเสียพืชและแมลงดีที่ควบคุมแมลงร้ายในดินหม่อมฉันเห็นว่าการเผาเป็วิธีง่ายแต่เราจะต้องใช้เวลาแก้ปัญหาดินเสียหายนานมากพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นพวกท่านจะทำอย่างไรเพื่อทำลายหนอนพวกนี้ แต่ไม่ทำให้ดินต้องเสียหาย” ฝ่าาตรัสถามที่ประชุม ขุนนางที่เป็ผู้ทูลคัดค้านเองแม้เป็เื่ที่ถูกต้อง แต่กลับไม่สามารถหาวิธีขจัดภัยพิบัตินี้ได้ ขุนนางแต่ละคนหันหน้าปรึกษากัน หลายคนส่ายหัวหมดหนทาง
ขุนนางผกซื่ออี๋ ขุนนางขั้น 9 เครื่องแบบสีฟ้าก้าวออกมาทำความเคารพฝ่าา “ทูลฝ่าา กระหม่อมผกซื่ออี๋ ผู้ช่วยกรมพิธีการ”
“กระหม่อมรู้ว่าหนอนกระทู้พวกนี้เกิดจากแมลงผีเสื้อกลางคืนพวกนี้จะมันออกมากัดกินต้นข้าวยามกลางคืนส่วนเวลากลางวันมันจะหลบตามคันนาและโคนต้นกล้าข้าว แมลงผีเสื้อกลางคืนพวกนี้มักระบาดใน่ฤดูฝน โดยเฉพาะปีใดดินฟ้าแล้งเป็เวลายาวนาน แล้วบังเกิดฝนตกหนักหนอนเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากเป็ทวีคูณ ระบาดไปทั่วซึ่งเป็เฉพาะบางปีและเป็บางพื้นที่เท่านั้น แต่เมื่อระบาดแล้วมันจะลุกลามต่อๆไปอีกเป็วงกว้าง สิ่งที่ต้องทำคือ เร่งให้ชาวนาในพื้นที่ที่หนอนกระทู้ระบาดระบายน้ำเข้าแปลงต้นกล้าจนท่วมยอดของต้นกล้า แล้วเก็บเอาหนอนที่ลอยขึ้นมาไปทำลาย”
“จากนั้นเอาต้นหญ้าหรือฟางข้าวมากองไว้บนคันนาเพื่อล่อให้ตัวหนอนที่เหลือเข้ามาอาศัยหลบแดดในยามกลางวันเมื่อมันได้ที่พักอาศัยแล้ว กลางยามอุ้ย (14.00น.)ที่แดดร้อนจัด จึงเร่งเก็บเอาตัวหนอนในต้นกล้าข้าวและฟางข้าวพวกนั้นออกมาเผาทำลายเมื่อทำลายตัวหนอนหมดแล้วแล้วให้เร่งทำลายวัชพืชอื่นตามคันนาและที่ใกล้เคียงเพื่อทำลายแหล่งอาศัยของหนอนแล้วจึงหันมาฟื้นฟูผืนนาก่อนทำการเพาะปลูกใหม่ต่อไป”
ทุกครั้งเมื่อมีขุนนางออกมากราบทูลต่อฝ่าาองค์หญิงอี้อันจะแหงนหน้าถามเฟยฉี ให้เล่าประวัติขุนนางผู้นั้นคือใครอยู่กรมใดบ้าง และขุนนางที่กำลังทูลอธิบายวิธีแก้ปัญหาหนอนกระทู้หน้าพระที่นั่ง เฟยฉี เล่าประวัติขุนนางผู้นี้พร้อมๆ กับฟังสิ่งที่ขุนนางผู้นั้นทูลเสนอ พลางกัดกินลูกเหอเถาไปพยักหน้าเห็นด้วยวิธีการของเขา
“หลังกำจัดหนอนหมดแล้วเผาต้นกล้ากำจัดไข่ที่ยังหลงเหลืออยู่ก่อนจะเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่อีกครั้งกระหม่อมมีความเห็นว่าขอทรงมีรับสั่งให้นายอำเภอหาซื้อเมล็ดพันธุ์ช่วยชาวนาที่ประสบภัยแมลงเพื่อบรรเทาความทุกข์แก่ราษฎรพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาทรงพอพระทัยกับวิธีการแก้ปัญหาการกำจัดหนอนกระทู้ในครั้งนี้ “ดีมาก องค์ชายรองเหยียนชี่ กับเสนาบดีหลี่หลีเว่ยเ้ากรมคลังคนใหม่ ไปหารือร่วมกันดูว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อช่วยชาวนาเมืองจิงโจวต่อไป”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายรองเหยียนชี่ และเสนาบดีหลี่หลีเว่ยเ้ากรมคลังคนใหม่น้อมรับพระบัญชา
เสนาบดีหลี่หลีเว่ยเ้ากรมคลังคนใหม่ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งแทนเสนาบดีเฮ่อหยุนผู้ถูกฆาตกรรมในจวนมาได้ประมาณ 1 เดือนก่อนจากการเสนอขององค์รัชทายาทที่ให้จัดสอบขุนนางั้แ่ขั้น 4 ขึ้นไปให้เขียนวิสัยทัศน์งานของกรมคลังต่อหน้าพระพักตร์ผ่าบาท การสอบครั้งนั้นมีขุนนางเข้าสอบทั้งหมด25 คน ผลการสอบ ปรากฎว่าบทความของเสนาบดีหลี่ขุนนางขั้น 4สังกัดกรมโยธา เขาเขียนถึงแผนการจัดเก็บรายได้เข้าท้องพระคลังแผนการจัดการเบิกจ่ายของแต่ละกรมแผนการจัดทำเงินกระดาษเพื่อทดแทนการใช้เหรียญเงินที่ทำจากเหล็กที่มีน้ำหนักมากพกพาลำบากโดยราชสำนักรับผิดชอบจัดพิมพ์ตราและมูลค่าเงินกระดาษนี้ แต่การออกเงินต้องรอบคอบและท้องพระคลังต้องมีเงินทุนสำรองจำนวนมากกว่ามูลค่าของตั๋วเงินเพื่อเป็หลักประกันให้กับเงินกระดาษนั้น นับเป็ความแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลการเสนอบทความนี้เป็ที่พอพระทัยของฝ่าาทรงแต่งตั้งขึ้นเป็เสนาบดีเ้ากรมคลัง เลื่อนขึ้นเป็ขุนนางขั้น3 ทันที
หลังเลิกประชุมในท้องพระโรงอี้อันพร้อมกับเฟยฉี เดินออกไปทางด้านหลังพระราชวังนางมาสมทบองค์รัชทายาทขึ้นรถม้าพร้อมพระสหายสนิท ไปค่ายซานตง ขณะเดินทางบนรถม้า อี้อันกล่าวกับพี่ชายว่า “เสด็จพี่หม่อมฉันอยากไปเยี่ยมเสนาบดีหลินเฉาเพคะ”
“เขามีอะไรน่าสงสัยเช่นนั้นหรือ?”
“หม่อมฉันอยากไปทำความรู้จักเสนาบดีผู้นี้เพคะอีกประการหนึ่งเสด็จพี่จำได้หรือไม่ว่าขันที 8 คนที่ตามขบวนหม่อมฉันกรมพิธีการเป็ผู้จัดหามาให้เพคะ” น้องสาวตอบ
“ครั้งนี้เ้าจะไปเยี่ยมหน้าประตูบ้านหรือจะไปเยี่ยมบนหลังคาบ้านเขาดีล่ะ” พี่ชายถามน้องสาวหัวเราะก่อนตอบ
“หม่อมฉันจะเยี่ยมเสนาบดีที่กรมเพคะ” “แล้วเ้าหาเหตุอะไรไปเยี่ยมเขาหรือ?”พี่ชายถาม
“พรุ่งนี้หม่อมฉันจะพาทูตจากแคว้นต้าหลี่ไปขอบคุณที่เสนาหลินเฉา ที่เป็ธุระดูแลคณะทูตเป็อย่างดี” นางยิ้มกว้างให้พี่ชายแล้วโยนลูกเหอเถาเข้าปากเคี้ยวต่อ นางเป็สตรีที่ไม่ห่วงว่าตนเองจะไม่สวยต่อหน้าบุรุษเลยจริงๆ
ค่ายซานตง
ทุกกองเร่งฝึกซ้อมอย่างหนักบัดนี้พลทหารค่ายซานตงทุกคนล้วนมีฝีมือการต่อสู้ก้าวหน้ามากขึ้น การฝึกจากระยะแรกที่บางคนไม่ชำนาญในอาวุธที่ฝึกบัดนี้จับอาวุธต่างได้คล่องแคล่วขึ้น ผู้ฝึกกองฝึกทั้ง 4 ทิศต่างเข้มแข็งทุ่มเทฝึกอย่างเหล่าทหารอย่างจริงจัง
สำหรับกองทิศตะวันตก เร่งฝึกซัดอาวุธใส่ 3 จุดตายและหลบ อาวุธคู่ต่อสู้ที่ซัดอาวุธกลับมา ระหว่างนี้เ้าสำนักกองทิศตะวันตกมักจะเดินเตร็ดเตร่ผ่านกองทิศเหนือไปสุดทางที่กองทิศตะวันออกบ่อยๆนางแอบดูเสวี่ยซิง ที่ท่าทางการรำเพลงกระบี่ที่องอาจ แอบปลาบปลื้มใจอยู่หลังต้นเสา และองค์รัชทายาทก็จะมาแกะน้องสาวออกจากต้นเสา ดึงนางกลับไปกองทิศตะวันตกทุกครั้ง
ที่ว่าการกรมพิธีการ
องค์หญิงจ้าวอี้อันแต่งกายเต็มยศ นางถือคติว่า เสื้อผ้า เครื่อง ประดับต้องเลิศหรูไว้ก่อนเพื่อชดเชยใบหน้าอันแสนธรรมดาของนางวันนี้นางนั่งรถม้าพระราชวัง มีเสวี่ยซิง ขี่ม้าขนาบรถม้าไปและมีรถม้าเสนาบดีโค่วหลุน เ้ากรมพิธีการของต้าหลี่ พร้อมด้วยองครักษ์ 4 นาย ติดตามมา ขันทีจากตำหนักฮุ่ยหลิงได้มาแจ้งข่าวแก่เสนาบดีหลินเฉาเ้ากรมพิธีการล่วงหน้าแล้ว เช้าวันนี้ เสนาบดีเ้ากรมพิธีการขุนนางขั้น 3 วัย50 ปี เขามีร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ากลมแป้น มีเคราสั้น ทั้งผมและเครามีสีขาวแซมประปรายแล้วสวมเครื่องแบบขุนนางสีม่วง ด้านซ้ายมี เสนาบดีเจิ้งชิง รองเ้ากรมพิธีการ ขุนนางขั้น4 อายุ 45 ปี ร่างผอมบาง ไว้เคราสั้น สวมเครื่องแบบขุนนางสีแดง ด้านขวามี จิ้นซื่อ นาม ผกซื่ออี้เป็ผู้ช่วยกรมพิธีการ อายุ 27 ปีเป็ชายร่างสูงโปร่งใบหน้าคมคาย คิ้วบาง จมูกเป็สัน ริมฝีปากบางและมีเสมียนกรมอีก 4 คนยืนรอต้อนรับคณะทูตหน้าที่ว่าการกรมพิธีการ
เสนาบดีเ้ากรมพิธีการแห่งแคว้นต้าหลี่เดินลงจากรถม้า องค์หญิงอี้อัน เดินลงจากรถม้า เสวี่ยซิงรองผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลิน ลงจากม้า มายืนข้างองค์หญิง เสนาบดีหลินเฉา ก้าวเข้ามาพร้อมรองเ้ากรมผู้ช่วยเ้ากรม เข้ามาทำความเคารพแขกผู้มาเยือน “คารวะองค์หญิงอี้อัน” องค์หญิงทำความเคารพตอบ “คารวะเสนาบดีโคว่หลุน เ้ากรมพิธีการแห่งต้าหลี่” เขาทำความคารพตอบ ทั้งหมดเดินเข้าไปที่ว่าการกรมพิธีการมีเก้าอี้ตั้งไว้สองฝั่ง เสนาบดีหลินเฉาเชิญองค์หญิงนั่งเก้าอี้ตัวแรก เสวี่ยซิงรองผู้รัญชาการหน่วยอวี๋หลินยืนอารักขา
“กระหม่อมยินดีที่องค์หญิงเสด็จมาเยี่ยมกรมพิธีการหากวันนี้กระหม่อมต้อนรับบกพร่องอันใดขอทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเสนาบดีเกรงใจไปแล้วที่ข้ามาวันนี้พร้อมกับเสนาบดีโค่ว เพื่อมาขอบคุณท่านเ้ากรมพิธีการที่จัดเตรียมการต้อนรับคณะทูตจากต้าหลี่อย่างสมเกียรติ ซึ่งเราควรต้องมาเยี่ยมคำนับท่านนานแล้วแต่เพราะข้าไม่ดีเอง ไม่สำรวมมัวแต่ชื่นชมความรุ่งเรืองของนครเปี้ยนจิง จนเสียมารยาทข้าต้องขออภัยต่อเสนาบดีหลินด้วย”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นมิกล้า มิกล้า อ้อ..ได้ข่าวว่าคณะทูตเตรียมตัวจะเดินทางกลับต้าหลี่อีกสองวันข้าพเ้าอวยพรให้คณะทูตเดินทางกลับอย่างปลอดภัย” “ขอบคุณเสนาบดีหลิน” ขุนนางสองแคว้นต่างแสดงความนอบน้อมต่อกันอย่างมีมิตรไมตรี
“วันนี้ข้ามาเยี่ยมท่านมีเื่ขอคำชี้แนะอยู่2 เื่” องค์หญิงกล่าวพร้อมกับยิ้มกว้างขวางส่งให้เสนาบดีหลิน “ข้าเพิ่งนึกได้เื่หนึ่งวันที่ข้าพร้อมกับคณะทูตเข้าเฝ้าฝ่าาที่ท้องพระโรงข้าจำได้ว่านอกจากมีคณะทูตต้าหลี่ แล้วยังมีขันทีและนางกำนัลจากต้าซ่งเข้าร่วมคณะมาด้วย แต่เมื่อเข้าท้องพระโรงแล้วปรากฏว่าขันทีกลุ่มหนึ่งหายไป มาทราบภายหลังว่าเสียชีวิตทั้งหมดไม่ทราบว่าเสนาบดีหลินมีความคืบหน้าในเื่นี้อย่างไรบ้าง?” องค์หญิงอี้อันถามเสนาบดีหลินเฉา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนดังหนึ่งสนทนาเื่ทั่วไป
“เอ่อ....” เสนาบดีหลินเฉา มีสีหน้าไม่สบายใจมองไปทาง เสนาบดีเจิ้งชิงรองเ้ากรมพิธีการ เหมือนส่งสัญญาณบางอย่าง
“กระหม่อมเจิ้งชิงรองเ้ากรมพิธีการ ทูลองค์หญิงภายหลังที่ท่านเสวี่ยซิงรองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลินได้มาสอบถามถึงที่มาของขันทีทั้ง 8 คนว่าเข้ามาอยู่ในขบวนเสด็จได้อย่างไรนั้นกระหม่อมได้ติดตามไปที่หัวหน้าขันทีเต๋อชิงผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกขันทีและนางกำนัลเพื่อเข้าร่วมขบวนเสด็จ ทุกคนที่ถูกส่งไปล้วนมีบันทึกรายชื่อไว้อย่างครบถ้วน เมื่อหัวหน้าขันทีเต๋อชิงไปดูศพที่กรมอาญาแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่ขันทีที่เขาจัดส่งไปแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเวลานี้ขันทีเต๋อชิงอยู่ที่ใด”องค์หญิงถามพลางจิบชาในถ้วยช้าๆ
“เอ่อ..คือ..หลังจากนั้นวันที่หัวหน้าขันทีเต๋อชิงไปดูศพแล้ววันต่อมาหัวหน้าขันทีได้ส่งจดหมายลาพัก10 วันเพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองเจียงหนิงจนถึงวันนี้ท่านหัวหน้าขันทีเต๋อชิง ยังไม่กลับมาทำงานเลยพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเจิ้งชิงทูลรายงาน
“ที่ผ่านมามีผู้มาร้องเรียนตามหาญาติพี่น้องหายบ้างหรือไม่?”องค์หญิงถามต่อ “เื่นี้กระหม่อมเองไม่ทราบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะยังไม่ได้ติดตามข่าวกับกรมอาญา” เสนาบดีเจิ้งชิงก้มหน้าตอบเสียงแ่เบาส่วนเสนาบดีหลินเฉานั่งกระสับกระส่ายซับเหงื่อ
องค์หญิงอี้อันแหงนหน้าไปมองเสวี่ยซิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง “เช่นนั้นท่านรองผู้บัญชาการเสวี่ยซิงช่วยติดตามเื่กับกรมอาญาด้วย”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”เสวี่ยซิง น้อมรับคำสั่งองค์หญิงอี้อัน
เสวี่ยซิงกล่าวกับเสนาบดีหลินเฉา“ตามจริงแล้วคดีนี้ไม่ควรเกี่ยวข้องกับองค์หญิงอี้อัน แต่องค์รัชทายาททรงเห็นว่าคนร้ายกลุ่มนี้กล้าปลอมตัวเป็ขันทีแอบซ่อนตัวเข้ามาในขบวนคณะทูตต้าหลี่ที่องค์หญิงเป็ผู้นำเข้าเฝ้าฝ่าาหน้าพระพักตร์ หากพวกมันไม่ถูกฆ่าตายก่อนแล้วเล็ดลอดเข้าพระราชวังไป จะสร้างอันตรายถึงฝ่าาและเชื้อพระวงศ์ไม่รู้อีกเท่าไหร่ แต่จนบัดนี้ 30 วันแล้วยังกรมพิธีการยังไม่รู้เลยว่าขันทีตัวจริง8 คนหายไปไหน ส่วนกรมอาญายังไม่สามารถหาตัวคนร้ายตัวจริงได้องค์รัชทายาทคงต้องกราบทูลฝ่าาถึงความล่าช้านี้ด้วยพระองค์เอง” เสวี่ยซิงกล่าว
เสนาบดีหลินเฉาเสนาบดีเจิ้งชิง ต่างก้มหน้าซับเหงื่อเม็ดใหญ่ นั่งก้นแทบไม่ติดเก้าอี้กับคำขู่ของเสวี่ยซิง
เสนาบดีหลินเฉากล่าวกับเสวี่ยซิงอย่างนอบน้อม “เอ้อ ท่านรองผู้บัญชาการเสวี่ย โปรดช้าก่อน ตอนนี้พวกเรากำลังเร่งติดตามคดีกับกรมอาญาอยู่ขอโปรดท่านทูลองค์รัชทายาทด้วยว่าหากเราได้เบาะแสเพิ่มเมื่อไหร่จะแจ้งองค์รัชทายาททันที” กล่าวจบ เขารีบเปลี่ยนเื่หวังจะคลี่คลายบรรยากาศที่บีบคั้นนี้
“เอ่อ... กระหม่อมเห็นองค์หญิงรับสั่งว่ามีสองเื่ที่มาขอคำชี้แนะจากกรมพิธีการ”เสนาบดีหลินเฉา ถามเสียงเบาๆเพราะเกรงว่าเื่ที่สองที่องค์หญิงมาขอคำชี้แนะจะยากกว่าเดิมนางเห็นท่าทางของเสนาบดีหลินเฉาแล้วแม้จะตัดสินไม่ได้ว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้จริงหรือไม่แต่เวลานี้เขามีหน้าตาเหมือนอยากจะไปเกิดใหม่เสียมากกว่า
“นั่นสิ ..ใช่แล้ว ข้าลืมไปเลย เห็นองค์รัชทายาทเล่าว่าในที่ประชุมขุนนางเมื่อวานนี้มีเสนาบดีกรมพิธีการท่านหนึ่งกราบทูลเื่การกำจัดหนอนที่ทำลายต้นกล้าข้าวของชาวนาในเมืองจิงโจวเสียหายไม่ทราบเป็ท่านใดหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดังหนึ่งสนใจอย่างที่สุดนางอ้างถึงองค์รัชทายาท ทั้งๆ ที่นางนั่งฟังอยู่หลังท้องพระโรง
“เป็กระหม่อมเองผกซื่ออี๋ ผู้ช่วยเสนาบดีหลินเฉา พ่ะย่ะค่ะ” เขารีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพพร้อมกับแนะนำตัว
“เป็ท่านเองหรือ ..ท่านรู้จักชีวิตวงจรชีวิตพวกแมลงได้อย่างไรครอบครัวท่านทำนาใช่หรือไม่” นางถามอย่างกระหายใคร่รู้จริงๆ
“หามิได้ ครอบครัวกระหม่อมเป็บัณฑิตบรรพบุรุษของกระหม่อมดั้งเดิมเป็ตระกูลหมอดูทำนายชะตาชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำนายชะตาเกี่ยวอะไรกับการกำจัดหนอนข้าวได้หรือไม่?” องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างตบมืออย่างพอใจ
“การทำนายชะตาผู้ทำนายจะดูความสมดุลของหยินและหยางของคนผู้นั้นการกำจัดแมลงร้ายล้วนใช้แนวทางนี้ คือ เมื่อหยินมาก หยางจะพร่องอากาศที่แล้งมากแล้วต่อมาฝนตกหนักจนน้ำท่วมขัง ธรรมชาติขาดความสมดุลเช่นนี้ผีเสื้อกลางคืนที่เดิมทีมีอยู่ทั่วไป พวกมัน้าให้เผ่าพันธุ์ของมันดำรงอยู่ต่อมันจึงเร่งสร้างไข่แล้วไข่แมลงเจริญเติบโตในอากาศชื้นอย่างรวดเร็วจนเกิดเห็นหนอนมหาศาลมากัดกินต้นกล้าทีละมากๆ ดังนั้นเมื่อเราจะกำจัดมัน เราต้องจับมันในเวลากลางวันในยามที่ หยางมากหยินพร่อง ่เวลาที่ขาดสมดุล แมลงร้ายจะอ่อนแอที่สุดเราจึงจับมันได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ดีดีมากๆ เลย เสด็จพี่ไม่เห็นเล่าสนุกเหมือนอย่างท่านเลย” นางตบมือพอใจกับคำอธิบายนี้เป็อย่างยิ่ง
ขุนนางผกซื่ออี๋คำนับขอบคุณ “หม่อมฉันสามารถทำนายชะตาได้องค์หญิงอยากรู้เื่อะไรบ้างหรือไม่” เขาเสนอตัวทำนายชะตาให้นางหวังว่าจะทำให้นางถูกใจ.. มีแสงไฟลุกโชนขึ้นแว่บหนึ่งในแววตาเขา
“ไม่เอา ข้าไม่อยากรู้อนาคต เช่นนั้นท่านช่วยตรวจดูว่าต้นเหตุของคดี 8ขันทีปลอมอยู่ทิศทางใด ได้หรือไม่?” องค์หญิงยิ้มกว้างมองใบหน้าเขา เห็นแววผิดหวังเพียงนิดเดียวในสายตาขุนนางผู้นั้น มันเกิดเพียงนิดเดียวจริงๆ เขาหัวเราะ “กระหม่อมไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ถ้าหากแผ่นดินต้าซ่งเกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินแห้งแล้ง ราษฎรทุกข์ยาก ท่านจะใช้ความรู้ทุกอย่างที่ท่านมีช่วยเหลือราษฎรได้หรือไม่?” ขุนางผกซื่ออี๋กล่าวเอาใจ “ยามที่ประชาชนประสบทุกข์ กระหม่อมยินดีรับใช้ฝ่าาและองค์รัชทายาทสุดความสามารถ พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ดีจริงๆ ท่านเป็คนดีจริงๆ” นางตบมืออย่างพอใจอีกครั้ง ยิ้มกว้างขวางให้ขุนนางผกซื่ออี๋ เสนาบดีหลินเฉา และเสนาบดีเจิ้งชิงแอบลูบหน้าอกตนเองอย่างโล่งใจ
ขุนนางผกซื่ออี๋ลอบสังเกตใบหน้า อากัปกิริยา ตลอดจนอาการพูดช้าขององค์หญิงอี้อันรู้สึกได้ถึงอาการคล้ายคนสติปัญญาช้ากว่าอายุจริง ข้ารู้มาว่านางอายุย่าง 16 ปีแล้ว เมื่อนางดีใจท่าทางกลับดูคล้ายเด็กอายุ 10 ขวบเขาคำนวณแล้วว่า .
. .. เด็กปัญญาช้ากว่าอายุเช่นนี้ รับมือไม่ยาก ......