หลังจากที่ได้รับรู้ถึงรสชาติอันหอมหวานของความสำเร็จจากการเผยแพร่นิมิตสั้น (วิดีโอ) ชิ้นแรก มุนีอัคนีนาคา ดาบสเฒ่าแห่งคูหาเตโชปักษี ก็มิอาจข่มตาหลับลงได้อีกต่อไป เืในกายของเขาสูบฉีดด้วยความพลุ่งพล่าน สารแห่งความสุขหลั่งไหลทะลักทลายราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่แตกซ่าน เขาไม่รอช้า รีบเตรียมการเพื่อบันทึกนิมิตสั้นชิ้นที่สองของตนเองในทันที
ครานี้ สายตาอันแหลมคมดุจพญาเหยี่ยวของมุนีเฒ่ากวาดมองไปรอบโถงคูหาที่เต็มไปด้วยเศษซากอาวุธวิปลาส ก่อนจะไปหยุดชะงักลงที่ผลงานชิ้นเอกในอดีตอีกชิ้นหนึ่งของเขา... มันคือ 'กรงขังเหล็กั์' ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง กรงขังนี้มีซี่เหล็กหนาเตอะ ดุดัน และแผ่กลิ่นอายความเย็นเยียบออกมาอย่างน่าเกรงขาม
หลังจากตัดสินใจเลือกกรงขังเหล็กั์เป็พระเอกในนิมิตสั้นชิ้นต่อไป มุนีอัคนีนาคาก็เดินไปจัดแจงตำแหน่งของศิลาเนตรทิพย์ ทว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะกดปุ่มบันทึกภาพนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบผ่านหน้าจอศิลา แล้วก็ต้องขมวดขนงเข้าหากัน
"อืม... แสงสว่างในคูหาเตโชปักษีแห่งนี้ออกจะมืดสลัวและเต็มไปด้วยเขม่าควันไฟไปเสียหน่อย หากบันทึกภาพนิมิตในสภาพแสงเยี่ยงนี้ มันคงมิอาจขับเน้นให้เห็นถึงความวิจิตรบรรจง และกลไกอันแยบคายที่ข้าสอดแทรกไว้ในกรงขังนี้ได้อย่างเต็มตาแน่แท้"
ดาบสเฒ่ายกมือขึ้นลูบหนวดเคราสีเพลิงของตนเองอย่างครุ่นคิด ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้
"อ๊ะ! จริงสิ! ข้ายังมีของสิ่งนั้นอยู่นี่นา... ลองนำมันมาใช้เป็เครื่องประดับแสง (จัดแสง) ดูก็แล้วกัน!"
พูดจบ เขาก็ะโพริ้วกายไปหยิบเอา 'พระขรรค์ประกายสุริยา' (ที่เพิ่งทำให้พราหมณ์จันทกุมารตาบอดไปหมาดๆ) ซึ่งวางทิ้งไว้ไม่ไกลนักขึ้นมา มุนีอัคนีนาคานำพระขรรค์เล่มนั้นมาผูกติดไว้ที่ด้านหลังของ 'ขาตั้งศิลาเหล็กไหลนิลกาฬ' อย่างแ่า จากนั้น เขาก็ระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการถ่ายเทตบะเดชะ (พลังตบะ) ลงไปในใบพระขรรค์เพียงแค่เสี้ยวของเสี้ยวหยดน้ำ
วูบ... ทันทีที่พลังตบะไหลซึมเข้าไป อาคมประภัสสรที่ถูกสลักไว้ก็ทำงาน ทว่าคราวนี้มิใช่แสงะเิทำลายล้างดวงตา แต่พระขรรค์ประกายสุริยาได้เปล่งแสงสีขาวนวลตาที่อ่อนโยนและนุ่มนวลออกมา
ภายใต้การสาดส่องของรัศมีแสงสีขาวนวลนี้ โถงคูหาเตโชปักษีที่เคยถูกปกคลุมด้วยเงามืดและไอร้อนสลัวๆ ก็พลันสว่างไสวขึ้นมาประดุจเวลากลางวันอันสดใส แสงนั้นลบเลือนเงาบนใบหน้าที่เหี่ยวย่นของดาบสเฒ่า ทำให้เขาดูผ่องใสและมีบารมีมากขึ้นอย่างน่าประหลาด
เมื่อมุนีอัคนีนาคาหันกลับมามองที่หน้าจอศิลาเนตรทิพย์อีกครั้ง เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง เขาตระหนักได้ทันทีว่า ภาพนิมิตที่ปรากฏขึ้นมานั้นมีความคมชัดและงดงามกว่าคราวก่อนหลายสิบเท่านัก!
"ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก! ข้ามิเคยรู้มาก่อนเลยว่า แสงสว่างจะมีความสำคัญต่อการสร้างนิมิตถึงเพียงนี้!... เอาล่ะ เริ่มการบันทึกได้!"
มุนีอัคนีนาคาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจขั้นสุด เขากดสัญลักษณ์บันทึกภาพ แล้วเริ่มร่ายวาทศิลป์เพื่อนำเสนอผลงานชิ้นเอกลำดับที่สองของเขาสู่สายตาชาวไตรภูมิทันที
"เจริญพร... เหล่าสหายนักสิทธิ์วิทยาธรและผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย ตัวข้าพเ้าคือ มุนีอัคนีนาคา ผู้เดิม... วันนี้ข้าพเ้ามีคำถามอยากจะถามพวกท่าน ข้าพเ้าสงสัยยิ่งนักว่า มีสหายท่านใดเคยประสบกับปัญหาดั่งเช่นข้าพเ้าบ้างหรือไม่? ยามที่ท่านต้องรอนแรมออกเดินทางไกลไปตามป่าหิมพานต์ แล้วบังเกิดความรู้สึกอยากจะเข้าฌานสมาบัติ แต่กลับมิอาจหาสถานที่อันเงียบสงบและปลอดภัยเพื่อการบำเพ็ญตบะได้เลย"
เขาเว้นจังหวะการพูดเพื่อดึงดูดความสนใจ ก่อนจะชี้มือไปยังกรงขังเหล็กั์ที่อยู่เื้ั
"บางครั้ง ครั้นจะสุ่มเลือกถ้ำร้างสักแห่งเพื่อหลับตาเข้าฌาน ก็เกรงว่าจะถูกกิเลน หรือสัตว์ร้ายพยัคฆาในป่าลอบเข้ามาขย้ำคอเอาได้ง่ายๆ ... เพื่อเป็การแก้ปัญหาอันน่ากังวลใจเ่าั้ ข้าพเ้าจึงได้ใช้ความอุตสาหะหล่อหลอม 'คูหาบำเพ็ญตบะสัญจร' (กรงขังบำเพ็ญเพียรเคลื่อนที่) หลังนี้ขึ้นมา!"
พูดพลาง มุนีอัคนีนาคาก็เดินไปตบลูกกรงเหล็กดังป้าบๆ เพื่อยืนยันความแข็งแกร่ง
"คูหาบำเพ็ญตบะสัญจรของข้าพเ้าหลังนี้ สร้างขึ้นจาก เหล็กไหลนิลกาฬ บริสุทธิ์ทั้งหลัง! มิเพียงเท่านั้น ข้าพเ้ายังได้ลงอักขระ 'พยุหะเพชรปราการ' (ข่ายอาคมป้องกัน) เอาไว้อย่างแ่าราวกับหินผา ข้ากล้าเอาหัวเป็ประกันเลยว่า ต่อให้เป็ผู้บรรลุฌานสมาบัติขั้นสูงสุด หรือั์ขีพละกำลังมหาศาล ก็มิอาจใช้กำลังหักพังทำลายกรงขังนี้จากภายนอกได้ในเวลาอันสั้นแน่แท้!"
"และที่สำคัญไปกว่านั้น..." ดาบสเฒ่ายิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ "ภายในคูหาสัญจรหลังนี้ ข้าพเ้าได้ซ้อนทับ 'อาคมพรางตา' และ 'อาคมกำบังเสียง' เอาไว้อีกชั้นหนึ่ง! มันมิเพียงแต่จะช่วยสกัดกั้นสรรพเสียงรบกวนจากภายนอกมิให้เล็ดลอดเข้าไปรบกวนสมาธิของท่านได้ แต่มันยังช่วยพรางตากลบเกลื่อนร่องรอย ทำให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาภายนอก มิอาจรับรู้ได้เลยว่ามีผู้ใดบำเพ็ญเพียรอยู่ภายใน!"
มาถึงจุดนี้ ฟังดูเหมือนมันจะเป็ของวิเศษที่ยอดเยี่ยมและมีประโยชน์อย่างมหาศาล ทว่า... ความวิปลาสอันเป็เอกลักษณ์ของมุนีอัคนีนาคา ย่อมต้องถูกซ่อนเอาไว้ในตอนท้ายเสมอ เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะอธิบายคุณสมบัติ 'สุดพิเศษ' ข้อสุดท้าย
"และไฮไลต์ที่สำคัญที่สุด! ข้าพเ้าตระหนักดีว่า ผู้บำเพ็ญเพียรหลายท่านมักจะมีจิตใจที่ว้าวุ่น ทนความเงียบสงบมิได้ และมักจะล้มเลิกการเข้าฌานกลางคัน... ด้วยเหตุนี้ ข้าพเ้าจึงได้สลัก 'อาคมอสนีบาต์' (มนตร์สายฟ้า) เอาไว้ที่เพดานของคูหาสัญจรหลังนี้ด้วย!"
เขาชี้ให้เห็นก้อนผลึกสีม่วงที่ห้อยโตงเตงอยู่บนเพดานกรง "หากสหายท่านใด ตั้งสัจจะวาจาไว้ว่าจะเข้าฌานเป็เวลาเจ็ดราตรี แต่กลับถอดใจคิดจะหลบหนีออกจากคูหาก่อนกำหนดเวลาแล้วไซร้... ทันทีที่ท่านขยับตัวลุกขึ้น อาคมอสนีบาต์นี้ จะปลดปล่อยสายฟ้าฟาดลงมาผ่าใส่กบาลของท่านอย่างต่อเนื่องและรุนแรง! สายฟ้าจะผ่าท่านต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีหยุดพัก จนกว่าท่านจะยอมกลับไปนั่งขัดสมาธิเข้าฌานตามเดิม ประตูกรงจึงจะยอมเปิดออกเมื่อครบกำหนดเวลา! ...เป็อย่างไรเล่า! ด้วยคูหาบำเพ็ญตบะสัญจรหลังนี้ พวกท่านจะสามารถบำเพ็ญตบะได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมิต้องเกรงกลัวอันตรายจากภายนอก และหมดปัญหาเื่ความเกียจคร้านจากภายใน! หากสหายท่านใดสนใจ ขอเชิญมาร่วมทดสอบอานุภาพของมันได้เลย เจริญพร!"
สิ้นสุดการนำเสนอ ดาบสเฒ่าก็กดหยุดการบันทึกภาพ เขาทำการตัดต่อใส่อักขระลอยไปมาตามขั้นตอนเดิมอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงกดปุ่ม 'ปลดปล่อยนิมิต' ขึ้นสู่ข่ายใยมนตรา
และก็เป็ไปตามที่คาดการณ์ไว้! ทันทีที่นิมิตสั้นสุดวิปลาสนี้ถูกเผยแพร่ออกไป มันก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร นักสิทธิ์ วิทยาธร และเหล่าั์ทั่วทั้งไตรภูมิได้อย่างรวดเร็ว ตัวเลขยอดผู้เข้าชม ยอดมอบพลังตบะ (ไลก์) และยอดผู้ติดตาม พุ่งทะยานขึ้นเป็เส้นตรงอย่างบ้าคลั่ง
เพียงเวลาแค่ สองชั่วโมง นิมิตสั้นของคูหาบำเพ็ญตบะสัญจร ก็กวาดยอดมอบพลังตบะไปได้มากกว่า สองพันดวง! ซึ่งความนิยมอันล้นหลามนี้ ได้ไปกระตุ้นการทำงานของ 'พยุหะข้อมูล' (อัลกอริทึม) ในระบบของข่ายใยมนตรา ทำให้มันนำพานิมิตสั้นนี้ไปแสดงผลบนหน้าจอของผู้ใช้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ความร้อนแรงของนิมิตสั้นนี้ รุนแรงเสียจนไปสะกิดเตือนระบบหลังบ้านขององค์ผู้สร้างข่ายใยมนตรา... ทำให้ วายุ ซึ่งประจำการอยู่ ณ ฐานบัญชาการ ต้องเปิดมันขึ้นมาดู
ณ ฐานบัญชาการเหนือ ยอดเขาเมรุมาศจำลอง ภายในกรุงลงกา
วายุ ในร่างจำแลงของกษัตริย์ั์ทศกัณฐ์ กำลังประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลา พระเนตรสีโกเมนของเขาจ้องมองไปยังแผ่นอักขระเรืองแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งแสดงข้อมูลสถิติของข่ายใยมนตราทั้งหมด
'หืม? ยอดมอบพลังตบะทะลุสองพันดวงภายในสองชั่วโมงงั้นรึ? สำหรับจำนวนผู้ใช้ที่ลงทะเบียนเพียงแค่ สามแสนยูสเซอร์ ใน่บุกเบิกนี้ ตัวเลขนี้ถือว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!' วายุรำพึงในใจด้วยความประหลาดใจ
เขาสะบัดพระดรรชนี (นิ้วมือ) เบาๆ ภาพนิมิตสั้นของมุนีอัคนีนาคาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพระพักตร์ วายุทอดพระเนตรดูภาพในนิมิตสั้นั้แ่ต้นจนจบ สีพระพักตร์ของกษัตริย์ั์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากความสงบนิ่ง เยือกเย็น กลายเป็ความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความขบขัน และจบลงด้วยความเลื่อมใสในความบ้าคลั่งของดาบสเฒ่าผู้นี้
"ตาเฒ่านี่... เขาคิดค้นไอ้ของพรรค์นี้ขึ้นมาจริงๆ รึเนี่ย?" วายุแย้มพระสรวล มุมปากยกขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่
'บุรุษผู้นี้มิใช่เพียงแค่ปรมาจารย์ช่างหลอมธรรมดาเสียแล้ว แต่ิญญาของเขาคือยอดนักประดิษฐ์ผู้หลุดโลก! ทักษะการนำเสนอของเขา ช่างดูคุ้นตาราวกับหลุดออกมาจากนิมิตของ "แมตตี้ เบเนเดตโต" เ้าของช่อง "อันเนสเซสเซอรี อินเวนชันส์" (นักประดิษฐ์ของไร้สาระชื่อดัง) ในโลกเดิมของเราไม่มีผิดเพี้ยน!'
วายุประสานพระหัตถ์เข้าด้วยกัน ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด 'ยอดเยี่ยม... เขาทำได้ดีกว่าที่คิดไว้เสียอีก ของวิเศษที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์ แต่แท้จริงแล้วกลับไร้สาระและเต็มไปด้วยลูกเล่นที่คาดไม่ถึง นี่แหละคือ "จุดขาย" ที่ผู้คนในทุกยุคทุกสมัย ล้วนกระหายที่จะเสพเพื่อความบันเทิง!'
'ในเมื่อตาเฒ่าผู้นี้มีพร์ถึงเพียงนี้ เราในฐานะกษัตริย์ผู้สร้างระบบ ก็ควรจะผลักดันเขาให้กลายเป็ "ดาวเด่น" ดวงแรกของไตรภูมิอย่างเต็มกำลัง!'
"ในเมื่อเป็เช่นนั้น... เราก็จะขอมอบพรอันยิ่งใหญ่ให้แก่เ้าสักหน่อยก็แล้วกัน!"
วายุเปิดระบบหลังบ้าน ขึ้นมา เขาสะบัดพระหัตถ์ สั่งการผลักดันนิมิตสั้นของมุนีอัคนีนาคาให้พุ่งเข้าสู่หน้าจอหลักของศิลาเนตรทิพย์ทุกเครื่องในไตรภูมิ! ยอดมอบพลังตบะ (ไลก์) ทะลุฝ่าด่าน หนึ่งหมื่นดวง ไปอย่างง่ายดายในชั่วอึดใจ! ส่งผลให้ยอดผู้ติดตามพุ่งพรวดขึ้นไปแตะระดับ สองหมื่นคน อย่างรวดเร็ว!
มุนีอัคนีนาคา ได้จารึกชื่อของตนเองลงในประวัติศาสตร์ ในฐานะ "ครีเอเตอร์ผู้มีผู้ติดตามหลักหมื่นคนแรก แห่งข่ายใยมนตราของไตรภูมิ" อย่างเป็ทางการ!
ตัดกลับมาที่ คูหาเตโชปักษี
เสียงดนตรีทิพย์อันไพเราะดังกังวานขึ้น พร้อมกับ 'อักขระทองคำสาส์น์' (ระบบแจ้งเตือน) ที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอศิลาอย่างต่อเนื่องเป็สายน้ำ:
[สาส์น์แจ้งเตือน: ยอดผู้ติดตามของท่านทะลุขีดจำกัด หนึ่งพันคน! ระบบขอปลดล็อกสิทธิ์ให้ท่านเปิดใช้งาน 'สัญลักษณ์ตะกร้าสุวรรณ' (ตะกร้าเหลือง) ท่านสามารถวางขายศัสตราวุธและของวิเศษของท่านให้แก่ผู้ใช้อื่นผ่านตะกร้าสุวรรณนี้ได้!]
มุนีอัคนีนาคารีบใช้นิ้วจิ้มสำรวจไอคอนรูป 'ตะกร้าสีทองคำ' ที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ เขาเอื้อมมือไปหยิบเอา 'คทาอาคมเสื่อมๆ' ซึ่งไร้ราคาขึ้นมาหนึ่งอัน เขากดสัญลักษณ์ 'เพิ่มสินค้าลงตะกร้า' ตั้งราคาขายไว้เพียงแค่ 'ยี่สิบแก้วมณี' แล้วกดปุ่มยืนยันการขาย...
วูบ!!
คทาอาคมในมือสลายกลายเป็ละอองแสงสีทอง หายวับไปกับตา! และเพียงไม่ถึงสองนาทีต่อมา:
[สาส์นแจ้งเตือนการค้า: ผู้ใช้งานนามว่า 'วิทยาธร ฤทธา แห่งอาศรมร้อยวิชา' ได้ทำการบูชาศัสตราวุธของท่านเรียบร้อยแล้ว! ท่านได้รับส่วนแบ่งเป็จำนวน ยี่สิบแก้วมณี!]
มุนีอัคนีนาคาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นคูหา "มะ... มันขายได้จริงๆ ด้วย! พลังอำนาจของข่ายใยมนตราและตะกร้าสุวรรณนี้ ช่างเหนือชั้นยิ่งนัก!"
ในขณะเดียวกัน ณ "อาศรมร้อยวิชา" อันเป็สำนักศึกษาพระเวทและข่ายอาคมอันเลื่องชื่อ
"วิทยาธร ฤทธา" กำลังยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาจ้องมองไปยัง 'คทาอาคมเสื่อมๆ' ที่จู่ๆ ก็ปรากฏวับขึ้นมาจากอากาศธาตุ ตกลงมาอยู่ในมือของเขาอย่างพอดิบพอดี
"นี่... นี่มันอิทธิฤทธิ์อันใดกัน! คูหาเตโชปักษีตั้งอยู่ห่างไปไกลถึง หมื่นโยชน์! แต่เพียงแค่ข้าตกลงจ่ายแก้วมณี ศัสตราวุธกลับข้ามมิติมาปรากฏตรงหน้าได้ในชั่วพริบตา!"
เมื่อตระหนักถึงเส้นทางเศรษฐีที่สว่างวาบ วิทยาธร ฤทธา ก็หัวใจเต้นโครมคราม เขารีบวิ่งใส่เกียร์หมา พุ่งตรงไปยังศาลาการเปรียญใหญ่ของอาศรมทันที
"ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์ขอรับ!! ข่าวดีประเสริฐสุด!! ข้าค้นพบวิชาแขนงใหม่ ที่จะช่วยระบายคลังสมบัติที่ขายไม่ออกของอาศรมเราได้แล้วขอรับ!!!"