ลมอีกชนิดหนึ่งก็ปะทะเข้ากับใบหน้าเขาในฉับพลัน
มันมิใช่ลมหนาว
มิใช่ลมคมดังลานเขี้ยววิหค
หากเป็นลมแห้งร้อนปนกลิ่นโลหิตเก่า
ราวกับพื้นพิภพแห่งนี้เคยถูกชะโลมด้วยโลหิตจำนวนมหาศาลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
และแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
กลิ่นนั้นก็ยังฝังลึกอยู่ในอากาศไม่จาง
ฝ่าเท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นดินสีแดงคล้ำ
แกรก...
เสียงหินแตกดังขึ้นเบา ๆ
พื้นดินที่เห็นเรียบแท้จริงเต็มไปด้วยรอยแยกละเอียด
บางรอยลึกจนเห็นเงาดำด้านใน
บางรอยมีคราบสีดำเข้มเกาะแน่นราวกับเคยมีของเหลวบางอย่างไหลผ่านแล้วแข็งตัวทับถมกันเป็นชั้น
หนิงเยว่อิงก้าวตามเข้ามา
เพียงครู่เดียวใบหน้างามของนางก็เคร่งขึ้น
แรงกดที่นี่...ไม่เหมือนด่านก่อน
มันมิได้กดจากด้านนอก
หากเหมือนแทรกเข้ามาจาก “ภายใน”
ราวกับโลหิตในกายกำลังถูกบางสิ่งกระตุ้นให้เคลื่อนไหวผิดจังหวะ
บางคราเร็วขึ้น
บางคราช้าลง
บางคราเหมือนถูกบีบให้แน่นจนหายใจไม่สะดวก
นางจึงยกมือแตะกลางอกเล็กน้อย
ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ไหลเวียนขึ้นทันที
ค่อย ๆ ประคองชีพจรให้กลับสู่จังหวะปกติ
อี้ซินเองก็หยุดยืนเพียงครู่
เขารับรู้ถึงแรงกดนั้นชัดยิ่งกว่านาง
เพราะในกายเขามิได้มีเพียงโลหิตมนุษย์ธรรมดา
แต่ยังมีหยกดารา
และสิ่งลึกลับคล้ายไข่ซึ่งแฝงอยู่ลึก
เมื่อแรงกดจากดินแดนนี้แทรกเข้ามา
ทั้งสองสิ่งจึงตอบสนองขึ้นพร้อมกัน
หยกดาราอุ่นวาบ
ส่งกระแสปราณบาง ๆ แผ่ไปตามชีพจร
ประคองไม่ให้โลหิตในกายปั่นป่วนเกินไป
ขณะเดียวกัน
สิ่งคล้ายไข่ในอกกลับเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
ตุบ...
ตุบ...
หนัก
ชัด
และแฝงแรงกดบางอย่างที่แตกต่างจากก่อนหน้า
อี้ซินหรี่ตาลงเล็กน้อย
แต่ไม่หยุดยืน
เพราะเพียงไม่กี่ลมหายใจ
เขาก็ปรับจังหวะการโคจรปราณให้สอดคล้องกับแรงกดนี้ได้
เสวี่ยอวิ๋นเหยาก้าวเข้ามาด้านหลัง
สายลมแห้งร้อนพัดผ่านอาภรณ์สีฟ้าขาวของนาง
แต่กลับไม่อาจทำให้มันสั่นไหวมากนัก
ดวงตาสีฟ้าอ่อนของนางกวาดมองแท่นหินกลางหุบ
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ยิ่งเข้าใกล้ แรงกดยิ่งหนัก”
ไม่มีคำอธิบายยาว
แต่เพียงเท่านี้ก็พอให้ทั้งสองเข้าใจ
อี้ซินจึงก้าวต่อไป
ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้แท่นหิน
แรงกดในกายก็ยิ่งชัดขึ้น
โลหิตในกายเหมือนถูกบางสิ่งดึงให้ไหลไปทางเดียวกัน
ไม่ใช่ไหลตามเส้นชีพจรเดิม
แต่เหมือนถูกเรียกให้รวมตัวไปยังจุดหนึ่งลึกในอก
หนิงเยว่อิงเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
แม้จะมีลมปราณเย็นคอยประคอง
แต่ความรู้สึกถูกดึงจากภายในนั้นก็ยังคงอยู่
นางจึงกล่าวขึ้นเบา ๆ
“มันกำลังดึงโลหิต”
อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่ใช่แค่ดึง”
เขาตอบเสียงต่ำ “มันเหมือนกำลัง...เรียก”
คำว่า “เรียก” ทำให้หนิงเยว่อิงนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
เพราะคำนี้มิใช่คำที่ใช้กับสิ่งไร้ชีวิต
หากเป็นคำที่ใช้กับสิ่งที่มีเจตจำนงบางอย่าง
เสวี่ยอวิ๋นเหยาได้ยินคำนี้
แววตาสีฟ้าอ่อนจึงไหวแผ่ว
แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ทั้งสามเดินต่อไปอีกหลายสิบก้าว
จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ห่างจากแท่นหินกลางหุบเพียงสิบจั้ง
จากระยะนี้
“สิ่งนั้น” ชัดเจนยิ่งขึ้น
มันลอยอยู่เหนือแท่นหินสูงเพียงครึ่งช่วงตัว
มิได้หยุดนิ่ง
หากหมุนช้า ๆ ในอากาศ
หยดโลหิตสีแดงเข้ม
แต่ภายในมีเส้นแสงทองบาง ๆ วิ่งวนไม่หยุด
ทุกครั้งที่มันหมุน
อากาศรอบตัวมันจะบิดเบี้ยวเล็กน้อย
คล้ายไม่อาจทนแรงกดจากมันได้เต็มที่
และทุกครั้งที่มันสั่น
ชีพจรในกายของอี้ซินก็สั่นตาม
ตุบ...
ตุบ...
หนักขึ้นกว่าเดิมอีกขั้น
หนิงเยว่อิงขมวดคิ้ว
มือที่อยู่ข้างกายกำแน่นเล็กน้อย
แม้แต่ความเย็นในปราณของนางยังเริ่มถูกกดให้หนืดลง
“มันไม่ใช่เพียงพลัง” นางกล่าวช้า ๆ
“มันมีเจตบางอย่างอยู่ข้างใน”
อี้ซินจ้องมันไม่วางตา
เขาไม่ตอบทันที
เพราะลึกในกาย
เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่คล้ายกับกำลังตอบรับสิ่งนั้นอยู่
มิใช่หยกดารา
แต่เป็นสิ่งที่อยู่ลึกกว่า
เงียบกว่า
และไม่เคยแสดงออกชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
ตุบ...
การเต้นในอกหนักขึ้นอีกครา
ทันใดนั้น
แสงสีทองเส้นหนึ่งในหยดโลหิตก็พลันสว่างขึ้นเล็กน้อย
เพียงเสี้ยวเดียว
แต่เพียงเสี้ยวนั้น
แรงกดรอบตัวทั้งสามก็เพิ่มขึ้นทันที
ครืนนน...
พื้นดินแตกระแหงอีกหลายเส้น
ลมแห้งร้อนหมุนวนรอบแท่น
เงาหมอกเลือดบนฟ้าไหวกระเพื่อม
หนิงเยว่อิงถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ลมปราณในกายหมุนขึ้นเร็วขึ้นอีกชั้น
อี้ซินกลับไม่ถอย
เขายืนอยู่ตรงเดิม
แม้แรงกดจะหนักขึ้น
แต่ดวงตาของเขากลับลึกและนิ่งกว่าเดิม
ราวกับกำลังมอง “สิ่งนั้น” มิใช่ด้วยความระวัง
แต่ด้วยความพยายามทำความเข้าใจบางอย่าง
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพนี้เงียบ ๆ
ปลายนิ้วในแขนเสื้อขยับเล็กน้อย
จากนั้นนางจึงกล่าวขึ้น
“อย่าเข้าใกล้พร้อมกัน”
หนิงเยว่อิงหันมองนางทันที
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวต่อ
“แรงกดนี้มิใช่สำหรับสองคนพร้อมกัน”
“หากเข้าพร้อมกัน มันจะเพิ่มแรงขึ้นอีกหลายส่วน”
อี้ซินได้ยิน
แต่สายตายังไม่ละจากหยดโลหิตนั้น
เขากล่าวขึ้นช้า ๆ
“เช่นนั้น...ข้าจะลองก่อน”
หนิงเยว่อิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อย่าประมาท”
อี้ซินยิ้มบาง ๆ
“เพียงแค่นี้ยังไม่อาจทำให้ข้าต้องถอย”
น้ำเสียงเขานิ่ง
แต่มั่นคงอย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็ก้าวออกไป
ก้าวแรก
แรงกดเพิ่มขึ้นทันที
ก้าวที่สอง
ชีพจรในกายสั่นแรงขึ้น
โลหิตในเส้นลมปราณเริ่มไหลเร็วผิดปกติ
ก้าวที่สาม..
ตุบ!!!
การเต้นในอกดังขึ้นอย่างชัดเจน
ไม่ใช่เสียงหัวใจเพียงอย่างเดียว
แต่เหมือนมีบางสิ่งกระแทกจากภายในออกมาหาภายนอก
อี้ซินหยุดลงเพียงเสี้ยวลมหายใจ
จากนั้นก็สูดลมหายใจลึก
ลมปราณมหาเทพดาราในกายหมุนขึ้นทันที
ไหลผ่านเส้นชีพจรหลัก
กดการสั่นของโลหิตให้กลับสู่จังหวะเดิม
ในเวลาเดียวกัน
หยกดาราก็แผ่ความอุ่นบาง ๆ ออกมาอีกชั้น
ประคองให้กายไม่พังจากแรงกดที่เพิ่มขึ้น
เขาจึงก้าวต่อ
ทุกก้าวหนักขึ้น
ทุกก้าวช้าลง
แต่เขาไม่หยุด
หนิงเยว่อิงยืนมองอยู่ด้านหลัง
แววตาเย็นลึกของนางมีคลื่นบางอย่างไหว
มือเรียวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางไม่ใช่คนที่แสดงความกังวลง่าย
แต่แรงกดจากหยดโลหิตนั้น...นางรู้ดีว่าไม่ธรรมดา
อี้ซินก้าวถึงระยะห้าจั้งจากแท่น
ทันใดนั้น
หยดโลหิตก็สั่นอีกครา
แสงทองภายในพลันพุ่งขึ้นแรงกว่าเดิม
ครานี้มิใช่เพียงเสี้ยว
แต่เป็นเส้นแสงหลายเส้นที่ส่องวาบพร้อมกัน
ครืนนนน...
แรงกดรอบตัวอี้ซินเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
พื้นดินใต้เท้าเขายุบลงเล็กน้อย
เส้นเลือดที่ต้นแขนปูดขึ้นชัด
ลมหายใจหนักขึ้นทันที
หนิงเยว่อิงก้าวออกมาหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“พอแล้ว.”
แต่นางยังไม่ทันพูดจบ
อี้ซินก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย
เป็นสัญญาณให้หยุด
เขายังไม่ถอย
แม้แรงกดจะเพิ่มขึ้น
แม้โลหิตในกายจะปั่นป่วน
แต่ดวงตาของเขากลับนิ่ง
และลึก
เขามองหยดโลหิตนั้นตรง ๆ
จากนั้นกล่าวเสียงต่ำชัดทุกคำ
“หากเจ้าคิดจะทดสอบข้า...ก็จงมาให้ถึงที่สุด”
คำพูดนั้นตกลงกลางหุบ
ลมเงียบไปชั่วเสี้ยวหนึ่ง
แล้วหยดโลหิตก็สั่น
ครั้งนี้...แรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา