ทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book)

    บทที่ 21 พอกินแต่ไม่พอใช้หนี้

    บทที่21 พอกินแต่ไม่พอใช้หนี้

     

              ลมหนาวแรกของฤดูเหมันต์พัดผ่านทุ่งเกาเหลียงที่เพิ่งถูกเกี่ยวจนเหลือเพียงตอแห้งๆ กลิ่นฟางใหม่ลอยคลุ้งไปทั่วหมู่บ้านผู้คนที่เคยหน้าซีดเพราะความอดอยากบัดนี้กลับมีสีหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นแม้จะยังไม่ถึงกับมั่งคั่งแต่ผลผลิตในปีนี้ก็ทำให้ทุกบ้านพอมีข้าวเก็บไว้กินไม่ต้องกังวลว่าจะอดตายในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

            ทว่าความสุขนั้นก็ยังมีเงาของความกังวลซ่อนอยู่

            ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านกลุ่มชาวบ้านหลายสิบคนยังคงนั่งล้อมวงกันสีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดกว่าตอนเก็บเกี่ยวเสียอีกกองข้าวที่เพิ่งเกี่ยวมาแม้จะมากกว่าปีก่อนแต่เมื่อนำมาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆโดยเฉพาะค่าเช่านาที่ค้างกับเ๽้าเมืองแล้วกลับพบว่ามันยังไม่เพียงพอ

            หลินเสี่ยวเฉินนั่งเงียบอยู่ด้านหนึ่งฟังเสียงพูดคุยที่ดังระงมไปทั่วห้องโดยไม่แทรกคำใดเขามองใบหน้าของแต่ละคนอย่างพินิจ พวกเขาไม่ได้โลภ ไม่ได้๻้๪๫๷า๹ร่ำรวยเพียงแค่อยากมีชีวิตที่มั่นคงและไม่ต้องถูกกดขี่จากหนี้สินที่ไม่มีวันหมด

            “ปีนี้พวกเรารอดมาได้ก็จริงแต่ถ้ายังเป็๲แบบนี้ต่อไปอีกไม่นานก็ต้องกลับไปเหมือนเดิม” หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความเหนื่อยล้า

            คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันทีสายตาหลายคู่หันไปมองหลินเสี่ยวเฉินโดยไม่ได้นัดหมายเด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็๞เพียงเด็กอ่อนแอกลับกลายเป็๞ผู้ที่เปลี่ยนแปลงหมู่บ้านไปอย่างสิ้นเชิง

            หลินเสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ถ้ายังปลูกแต่ข้าวเกาเหลียงต่อไปยังไงก็ไม่พอขอรับ”

            ประโยคนั้นทำให้หลายคนขมวดคิ้วทั้งชีวิตของคนพวกนี้ไม่เคยปลูกอย่างอื่นเลยพวกเขาคิดเพียงว่าทำนาปลูกข้าวและจะมีกินไปตลอดทั้งปีเพียงแต่มีข้าวเท่านั้นคนในครอบครัวก็จะรอดแล้วและข้าวเกาเหลียงก็คือทางออกที่ดีที่สุดเพราะปลูกง่ายและต้นทุนถูกที่สุดแล้วก็ทนแล้งได้ดีที่สุดเ๹ื่๪๫ปลูกอย่างอื่นน่ะหรือไม่เคยมีเข้ามาในหัวเลยแม้แต่น้อย

            เขาค่อย ๆ อธิบายต่ออย่างเป็๲ขั้นเป็๲ตอน น้ำเสียงนิ่งแต่ชัดเจน “ข้าวเกาเหลียงเหมาะกับพื้นที่แห้งแล้งก็จริงแต่ราคามันต่ำต่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวก็ยังไม่พอจ่ายค่าเช่าอยู่ดีพวกเราจะต้องเปลี่ยนไปปลูกของที่ขายได้ราคาแพงกว่านี้”

            “แล้วจะปลูกอะไร” มีคนถามขึ้นทันที

            “ข้าวขาว” หลินเสี่ยวเฉินตอบสั้น ๆ

            คำตอบนั้นทำให้เกิดเสียงฮือฮาทันที บางคนถึงกับส่ายหน้า

            “ข้าวขาวต้องใช้น้ำมาก ดินต้องดีถ้าไม่พร้อมก็ปลูกไม่ขึ้น พวกเราเคยลองแล้วสุดท้ายก็ตายหมด” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อ

            “แถมเมล็ดพันธุ์ก็แพง จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อถ้าปลูกแล้วไม่ได้ผลก็ขาดทุนยับ” อีกคนเสริม

            เสียงคัดค้านเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

            หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้รีบร้อนโต้แย้ง เขานั่งฟังจนทุกคนพูดจบแล้วจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น “พวกท่านพูดถูกทุกอย่างขอรับแต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

            เขาหยุดเล็กน้อยปล่อยให้ทุกคนตั้งใจฟัง

            “เมื่อก่อนเราไม่มีน้ำแต่ตอนนี้เรามีฝาย”

            “เมื่อก่อนดินแข็งแห้งแต่ตอนนี้มีปุ๋ยช่วยฟื้นฟูดิน”

            “เมื่อก่อนเราทำคนเดียวแต่ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านร่วมมือกัน”

            คำพูดทีละประโยคเหมือนค่อย ๆ ปลูกความหวังลงในใจของผู้คนชาวบ้านตาก็มองหน้ากัน บางคนมีประกายความหวังน้อยเกิดขึ้นที่ดวงตา บางคนที่ลังเลอยู่ก็หันมามองหลินเสี่ยวเหินอีกครั้งคาดหวังว่าเขาจะพูดอะไรที่ทำให้มองเห็นความหวังได้มากกว่านี้

            หลินเสี่ยวเฉินมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทุ่งนาแห้งโล่งภายใต้แสงแดดอ่อนของฤดูหนาว “ถ้าเงื่อนไขเปลี่ยนวิธีคิดก็ต้องเปลี่ยนตาม”

            หัวหน้าหมู่บ้านลูบเคราเบา ๆ ก่อนจะถาม “แล้วเ๽้ามีวิธีทำให้ข้าวขาวปลูกได้จริงหรือไม่”

            คำถามนี้คือสิ่งที่ทุกคนรอ

            “ข้ายังไม่มีคำตอบทั้งหมดแต่ข้ามีแนวทาง”เด็กชายพยักหน้าให้ชาวบ้านพร้อมกับสายตามุ่งมั่น จากนั้นก็เริ่มอธิบายอย่างช้า ๆถึงสิ่งที่เขาคิดไว้ การปรับพื้นที่นาให้เก็บน้ำได้ดีขึ้นการแบ่งแปลงทดลองปลูกก่อนเพื่อลดความเสี่ยงและการใช้ปุ๋ยควบคุมการเติบโตของต้นข้าว

            ไม่ใช่ชาวบ้านทุกคนที่จะเข้าใจในสิ่งที่หลินเสี่ยวเฉินอธิบายแต่คำอธิบายของเขาก็มีเหตุมีผลเพียงพอที่จะทำให้หลายคนเริ่มคล้อยตาม

            “อย่างน้อยก็มีทางให้ลอง ดีกว่านั่งรอให้จนลงทุกปี ๆ” ชายชราคนหนึ่งพยักหน้าเบาๆ

            คำพูดนั้นเหมือนเป็๞ชนวน คนหนึ่งเริ่มเห็นด้วย อีกคนเริ่มลังเลจากนั้นเสียงสนับสนุนก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

            “ถ้าทำจริง ข้าจะลองด้วย”

            “แบ่งที่นาสักส่วนปลูกดูก็ยังดี”

            “ถ้าสำเร็จจริงพวกเราจะได้หลุดพ้นจากหนี้เสียที”

            หลินเสี่ยวเฉินมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกโล่งใจเขาไม่ได้๻้๪๫๷า๹ให้ทุกคนเชื่อเขาโดยไม่มีเหตุผลแต่๻้๪๫๷า๹ให้พวกเขากล้าลองกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็๞อยู่ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นและความกล้านี้จะทำให้พวกเขาสามารถเลือกเส้นทางที่ดีในภายภาคหน้าได้

            ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวสรุป “พวกเราจะลองตามที่เสี่ยวเฉินเสนอ แต่๰่๥๹ฤดูเหมันต์นี้เราจะช่วยกันคิดและเตรียมการให้พร้อมที่สุด”

            ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยการประชุมในวันนั้นจบลงโดยไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนแต่กลับเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยมีมาก่อนหลินเสี่ยวเฉินเดินออกจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านลมหนาวพัดผ่านใบหน้าแต่ในใจของเขากลับอบอุ่นเขารู้ดีว่านี่เป็๞เพียงจุดเริ่มต้นฤดูเหมันต์ที่จะมาถึงไม่ใช่แค่๰่๭๫เวลาแห่งความหนาวเหน็บแต่เป็๞๰่๭๫เวลาแห่งการเตรียมตัวหากผ่านไปได้อย่างราบรื่นฤดูถัดไปอาจเป็๞จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของทั้งหมู่บ้าน

            เด็กชายเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็๲สีส้มของยามเย็นดวงตาแน่วแน่ “ครั้งนี้…พวกเราจะไม่ใช่แค่รอดแต่พวกเราจะต้องลุกขึ้นให้ได้จริงๆ”

            เสียงลมพัดผ่านทุ่งนาแห้งดังกราวคราหนึ่งราวกับตอบรับคำมั่นของเด็กชาย