ยามเย็นวันเดียวกันนั้น ในขณะที่แดดอ่อนๆ เฉินเมิ่ง เด็กหนุ่มในชุดสำนักศึกษาสีฟ้าคราม กำลังเดินลาดตระเวนไปตามเส้นทางในป่าลึก เสียงใบไม้และกิ่งไม้กรอบแกรบภายใต้ฝีเท้าของเขาเป็ดั่งเพลงบรรเลงที่สงบเงียบ ทว่าในใจของเขากลับไม่ได้สงบเช่นนั้น
เฉินเมิ่งเป็ผู้ที่มักครุ่นคิดถึงเื่ราวต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็ความฝันที่ยังคงหลอกหลอน หรือความหวังที่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล เขามักหวนคิดถึงอดีตและตั้งคำถามกับอนาคตของตัวเองเสมอ
ั้แ่จำความได้ เฉินเมิ่งก็เติบโตในสำนักศึกษาที่ตั้งอยู่บนเขาสูงปกคลุมด้วยหมอกหนายามเช้า เขามักจะนั่งอยู่ที่ลานฝึกซ้อมในยามค่ำคืน มองดูท้องฟ้าที่ประดับด้วยดาวนับล้าน หวนคิดถึงเื่ราวในอดีตที่เ้าสำนักเฒ่าเล่าให้ฟังว่า เขาถูกเก็บมาเลี้ยงดูั้แ่ยังเล็ก ซึ่งเป็เื่ที่เขารู้ดีอยู่แล้ว และทุกครั้งที่นึกถึง เื่ราวเหล่านี้ก็เหมือนจะช่วยระงับความเกลียดชังที่มักผุดขึ้นในใจของเขาได้บ้าง
“ทำไมถึงต้องเป็ข้า?”
เขาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ขณะที่ความทรงจำในอดีตเข้ามาทิ่มแทงหัวใจ หลานชายของเ้าสำนักเฒ่า ผู้มีอำนาจในสายตาของทุกคน มักหาความสนุกด้วยการรังแกเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็การเฆี่ยนตีหรือคำพูดเสียดสีที่เ็ป
“เ้าอ่อนแอเกินไป…หากยอมอยู่ใต้อาณัติข้า…แล้วข้าจะปกป้องเ้าเอง”
เสียงในอดีตของชายหนุ่มคนนั้นยังคงดังก้องในหัว แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ เขาเลือกที่จะเงียบ เพราะไม่้าสร้างปัญหาให้กับตัวเอง แต่การเงียบนี้กลับทำให้สหายในสำนักมองว่าเขาเป็คนอ่อนแอที่สามารถรังแกได้ตามใจชอบ
เฉินเมิ่งไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ในใจลึกๆ แล้วเขาอยากให้คนพวกนั้นที่ชอบรังแก ได้รู้สึกทุกข์ทรมานเหมือนที่เขารู้สึกทุกวัน
แต่ความจริงที่เฉินเมิ่งต้องเผชิญคือ เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย นั่นก็เพราะเขายังต้องอยู่ในสำนักศึกษาแห่งนี้ไปอีกยาวนาน ถ้าเขากระทำสิ่งที่ใจคิด เขาก็จะต้องล้มเลิกความฝันและความตั้งใจทั้งหมดที่มี เฉินเมิ่งถอนหายใจยาว เสียงถอนหายใจของเขาเบาบางราวกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้อีกครั้ง
“ข้าต้องเข้มแข็งขึ้น...เพื่ออนาคต” เขาพยายามปลอบตัวเอง แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความขมขื่นก็ตาม
ในขณะก้าวเดินไปตามทางอย่างช้าๆ เพื่อตรวจตราไปตามที่ต่างๆ ตามที่เคยกระทำมาเป็ประจำ เขาก็ย้อนถามตัวเองอีกครั้ง
“ในเมื่อไม่สนใจใยดีข้า…ทำไมท่านเ้าสำนักถึงต้องเก็บข้ามาเลี้ยงดู?”
เฉินเมิ่งมักถามตัวเอง เขาพยายามหาคำตอบจากแววตาของเ้าสำนักเฒ่าในทุกครั้งที่ได้พบเจอ แต่คำตอบที่ได้กลับไม่เคยชัดเจน อาจเป็เพราะเ้าสำนักเฒ่าเห็นประกายบางอย่างในตัวเขา หรืออาจเป็เพราะความเวทนาที่มีต่อเด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้ง
วันหนึ่งในอดีต ขณะที่เฉินเมิ่งกำลังฝึกซ้อมกระบวนท่าหอกอยู่บนลานฝึก เ้าสำนักเฒ่าเดินเข้ามาเงียบๆ และนั่งลงข้างๆ เขา
“เสี่ยวเมิ่งเอ๋ย เ้ารู้หรือไม่ว่าความเกลียดชังนั้นเป็สิ่งที่ทำลายจิตใจเราเอง” คำพูดนี้ทำให้เฉินเมิ่งต้องหยุดคิด ในสายตาของเ้าสำนักเฒ่า เขาเห็นความอ่อนโยนและความหวังที่ส่งผ่านมา เฉินเมิ่งรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ แม้จะเป็เพียง่เวลาสั้นๆ แต่ก็เป็่เวลาที่ทำให้เขาเริ่มเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนนี้
“ข้าจะพยายามรับรู้และเข้าใจโลกนี้ให้มากขึ้น” เฉินเมิ่งพูดกับตัวเองในใจ ขณะที่มองดูดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่เหนือท้องฟ้า เงามืดของป่าก็เริ่มเข้ามาทาบทับ
ทันใดนั้น เฉินเมิ่งรู้สึกถึงกระแสลมแรงที่พัดผ่าน และเสียงโหยหวนของบางสิ่งที่ดังขึ้นจากที่ห่างไกล เขาหยุดเดินและตั้งใจฟัง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่ามีการต่อสู้อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หัวใจของเขาเริ่มเต้นเร็วขึ้น แม้ว่าจิตใจของเขาจะไม่ได้รู้สึกอยากช่วยเลยก็ตาม แต่ในฐานะศิษย์ผู้คุมกฎที่ได้รับภารกิจออกมาด้านนอกสำนัก
เฉินเมิ่งไม่สามารถทำเป็นิ่งเฉยได้
“ศิษย์พี่เฉิน ท่านจะทำอย่างไร?”
เสียงของสหายร่วมสำนักที่ตามมาด้วยดังขึ้นเบาๆ เฉินเมิ่งหันไปมอง ในสายตาของเขาแฝงไปด้วยความกังวลและความรับผิดชอบ
“เราไม่มีทางเลือก ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แต่ความจริงแล้วกลับมีความเ็าไม่สนโลกปะปนอยู่ในนั้น
ด้วยความลังเลเล็กน้อย เฉินเมิ่งและพรรคพวกอีกสองคนจึงตัดสินใจเดินไปยังที่มาของเสียง เขารู้ดีว่าการต่อสู้นี้อาจนำพาเขาไปพบกับอันตราย แต่หน้าที่ของเขาคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้
อีกฟากหนึ่งของป่าโบราณที่เต็มไปด้วยิญญาร้ายนับไม่ถ้วน
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาตรงกลางป่าทึบ ฟางจื่อเหลียนยืนอยู่เบื้องหน้าปีศาจร้ายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขายกมือขึ้นสูงพร้อมกับรู้สึกถึงลมหายใจที่หนักหน่วงของฟางหลงที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าทำร้ายนายน้อยของข้า!” เขาะโด้วยเสียงที่สะท้านหนักแน่น
เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มไม่ไกล เสียงร้องคำรามของปีศาจและิญญาร้ายยังคงดังก้องไปทั่วหุบเขาในยามราตรีที่มืดมิด ฟางจื่อเหลียนยืนหยัดเบื้องหน้าฟางหลง ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จะรู้ดีว่าตนเองอาจไม่รอดกลับไป ฟางหลงเองก็รู้สึกถึงความห่วงใยและความกล้าหาญของสหายรักที่ยืนหยัดเคียงข้างเสมอ
“นายน้อย! รีบใช้ยันต์เร็วเข้า!” เสียงของฟางจื่อเหลียนดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
ฟางหลงไม่รอช้าที่จะหยิบยันต์ใบสุดท้ายขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัวขณะบริกรรมคาถาด้วยเสียงสั่นสะท้าน
“ข้าเรียกขาน…พลังแห่งอัคคี!”
เขาโยนยันต์ออกไปด้านหน้าและใช้เรี่ยวแรงที่มีดึงตัวฟางจื่อเหลียนให้เอนล้มตามไปด้วย เสี้ยววินาทีต่อมาเปลวเพลิงจากยันต์อัคคีก็เริ่มทำงาน โหมกระหน่ำใส่ิญญาร้ายจนลุกไหม้เป็จุณ
แม้เปลวเพลิงจะลุกไหม้ แต่คลื่นิญญาที่โหมเข้ามากลับดูเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น ฟางจื่อเหลียนและฟางหลงถึงกับใบหน้าซีดเซียว กอดกันแน่นด้วยความหวาดกลัว
“นายน้อยท่านรีบหนีไปข้าจะต้านมันเอาไว้” ฟางจื่อเหลียนะโก้องเขาพร้อมแล้วที่จะตายแทนเพื่อให้ฟางหลงมีชีวิตสืบไป แม้ว่าเขาจะเป็ผู้พิทักษ์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีแต่เขาก็ยังอายุน้อยและอ่อนประสบการณ์ ยามคับขันเช่นนี้ย่อมมองหาหนทางเอาตัวรอดไม่เจอ
ฟางหลงหายใจหอบหนัก ความเหนื่อยล้ากัดกินร่างกายอย่างไม่ปรานี ดวงตาเพ่งมองไปรอบๆ หวังว่าจะพบทางรอดใดๆ แต่กลับเห็นเพียงความมืดมิดและเงาร่างที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างน่ากลัว ข้างๆ เขา ฟางจื่อเหลียนก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“ไม่! พวกเราต้องหาทางรอดไปด้วยกัน” ฟางหลงกระซิบเสียงสั่น กลิ่นอับและความเย็นะเืของป่าเพิ่มขึ้นทุกขณะ ิญญาร้ายที่พวกเขาพยายามหนีกำลังถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นั์ พวกเขารู้ว่าถ้าไม่รีบไปจากที่นี่ ชีวิตของพวกเขาจะต้องจบสิ้นลง
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้แตกหักก็ดังขึ้นในความมืด ฟางหลงและฟางจื่อเหลียนหันไปตามเสียงพร้อมกัน พวกเขาเห็นกลุ่มเงาคนวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“เข้าไปช่วยคน!”
เสียงหนึ่งะโขึ้นก่อนที่เสียงต่อสู้จะดังขึ้นอย่างหนักหน่วง ฟางหลงพยายามจะมองเพื่อให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วความมืดก็ค่อยๆ กลืนกินสติของเขาไป ความรู้สึกสุดท้ายที่เขาจำได้คือการถูกแบกขึ้นหลังของใครบางคน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็ความว่างเปล่า…
แทนที่เขาจะดีใจที่ได้นอนหลับโดยไม่ต้องพึ่งสุราข้าวเหนียวอันแสนน่าเบื่อ แต่สถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีใครยินดีได้ ฟางหลงก็เช่นกัน เพราะเขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มาดีหรือมาร้าย แต่จะให้เขาทำอะไรได้ในเมื่อหนังตาคู่นั้นมันปิดไปแล้ว
ในความฝันของฟางหลง เขาย้อนกลับไปฝันถึงเื่เดิมๆ อีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาหลับตาลง ภาพของัทมิฬแม่ทัพเผ่ามารก็ปรากฏขึ้นอีกเช่นเคย
หลังจากเสินดั้งเดิมได้ถูกส่งเข้ามาในร่างของัมรกตตัวน้อยที่กำลังหลบหนี ฟางหลงรับรู้ได้ถึงความกลัวและความไม่แน่นอนของัหนุ่มตัวนั้น มันเป็ความรู้สึกที่คุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง
เมื่อรู้สึกได้ถึงอันตราย ัมรกตก็เร่งรุดหาที่หลบภัย มันรู้ดีว่าพลังดิบเถื่อนที่อยู่ภายในกายนั้นไม่สามารถควบคุมได้ง่ายๆ ทุกครั้งที่มันพยายามควบคุม พลังนั้นก็เหมือนกับจะปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ
“ข้าต้องหาทางควบคุมพลังนี้ให้ได้”
ัมรกตคิดในใจ พลางหาที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกที่มีต้นไม้สูงใหญ่และเงียบสงบ
ในขณะที่ัมรกตพยายามหาทางจัดการกับพลังดิบเถื่อน ฟางหลงก็รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวเอง ความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ฝันธรรมดา แต่มันเป็สัญญาณบางอย่างที่ฟางหลง้าจะเข้าใจ
“ทำไมข้าถึงฝันเื่นี้เสมอ?”
เขาถามตัวเอง แต่คำตอบก็ยังคงลึกลับเช่นเดิม
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ดีว่านี่คือความฝัน
เพียงแต่ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ก็เท่านั้น
บรรยากาศรอบตัวัมรกตเงียบสงบ แต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ไม่อาจมองข้ามได้ ห่างออกไปไม่ไกล เทียนตี้ าา์ ยืนคุ้มกันอันตรายอย่างระมัดระวัง ดวงตาคู่นั้นไม่เคยละไปจากัมรกตศิษย์คนโปรดของเขาที่นั่งหลับตารวบรวมพลังเซียนอยู่เบื้องหน้า
ความกังวลและความหวาดกลัวล้นเอ่อลึกเข้าไปถึงหัวใจ าา์ผู้นั้นเอาแต่สบถด่าแม่ทัพเผ่ามารด้วยความเคียดแค้นเพราะเขาไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลืออีกฝ่ายได้ในขณะกำลังเตรียมก้าวข้ามด่านบำเพ็ญ
“มัน้าทำให้เสี่ยวหลงของข้า ตัวะเิจากพลังดิบเถื่อนนั่น แล้วจบสิ้นชีวิตไปพร้อมกับมัน”
เสียงของเทียนตี้เต็มไปด้วยความโกรธและความหมดหนทาง
แสงแดดอ่อนๆ บริเวณสนามรบระหว่างกองทัพ์และเผ่ามารเริ่มหลบเร้นหลังเมฆดำที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว สายลมเย็นพัดผ่านทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้น
เทียนตี้ยังคงพยายามคิดหาทางช่วยเหลือเสี่ยวหลงผู้เป็ดั่งสหายคู่ใจ แม้อีกฝ่ายจะเป็สัตว์พาหนะแต่ก็ถือว่าเป็ศิษย์ของตนด้วยกึ่งหนึ่ง ดังนั้นไม่อาจนิ่งนอนใจ จึงต้องคิดหาทางช่วย
แต่ทุกความพยายามดูเหมือนจะไร้ผล ความคิดของเขาวนเวียนไปมาระหว่างความหวังและความสิ้นหวัง ในขณะที่เขากำลังจนปัญญาและกำลังจะยอมแพ้ ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมากลางฟ้าดังสนั่นหวั่นไหว
ทุกอย่างเงียบสงัดลงชั่วขณะ เทียนตี้รู้สึกถึงแรงสั่นะเืของแผ่นดินและกลิ่นไหม้ของอากาศรอบตัว เขาเหลือบมองไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม และมีเพียงแสงวาบของสายฟ้าเพียงแวบเดียวที่ยังคงเหลืออยู่
“หรือว่า...นี่จะเป็สัญญาณจาก์?” เทียนตี้พูดกับตัวเอง ก่อนจะหันกลับมามองเสี่ยวหลงที่ตอนนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย สัญญาณแห่งความหวังเริ่มปรากฏในดวงตาของเขา แม้จะเป็เพียงแค่แสงเล็กๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขามีกำลังใจอีกครั้ง
ท้องฟ้ามืดครึ้มเหนือูเาโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก เสียงฟ้าร้องดังก้องไปทั่วราวกับจะประกาศถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น ัมรกตนั่งอยู่กลางลานหินที่มีริ้วรอยจากการต่อสู้ทั้งเก่าและใหม่ แสงสีเขียวของมันแลดูอ่อนแรง เปล่งประกายเพียงแ่เบาในยามฝนตกหนัก
“ข้าต้องทำได้...” ัมรกตกระซิบกับตัวเอง ความพยายามหลอมรวมเสินดั้งเดิมของัทมิฬเข้ากับตัวเองนั้นเป็ภารกิจที่ยากลำบากและเสี่ยงชีวิต แต่หากสำเร็จ มันจะสามารถเลื่อนขั้นจาก เซี่ยเซียน ไปเป็ ซ่างเซียน ซึ่งเป็สิ่งที่มันเฝ้าฝันมายาวนาน
“เสี่ยวหลง เ้าจะต้องทำได้”
เทียนตี้พูดด้วยความหวังที่ฉายแววในดวงตา แต่ทันทีที่คำพูดจบลง สายฟ้าแห่ง์ก็ฟาดฟันลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน เสียงฟ้าร้องดังสนั่นไปทั่ว แน่นอนว่าัมรกตที่าเ็จากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ และใช้พลังมหาศาลในการหลอมรวมเสินดั้งเดิมทั้งสองเข้าด้วยกัน ไม่สามารถต้านทานพลังแห่ง์ได้ การเสี่ยงชีวิตในครั้งนี้จึงอันตรายยิ่ง
“ข้าเพียง้าเลื่อนขั้นเป็ซ่างเซียน แต่ทำไมฟ้าดินจึงต้องโหดร้ายเช่นนี้”
ัมรกตกระซิบกับตนเอง เสียงของมันเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและสิ้นหวัง เทียนตี้ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างเห็นความหวังริบหรี่ในดวงตาของัมรกต ในฐานะาา์ย่อมรู้ดีว่าหากัมรกตสามารถเลื่อนขั้นได้ มันจะเป็พลังสำคัญในการต่อสู้กับศัตรูในภายภาคหน้า
แต่ความหวังนั้นช่างริบหรี่เหลือเกิน แม้ว่ามันจะเป็ถึงาา์ แต่ก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปขัดขวางวิถีแห่ง์ได้ จึงทำได้เพียงแค่เฝ้ามองอย่างเคร่งเครียด
ัมรกตส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป มันพยายามยืนหยัดขึ้นอีกครั้ง แต่พลังของสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้มันเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ฟ้าฟาดลงมา มันรู้สึกว่า
เสินดั้งเดิมในร่างกายของมันกำลังถูกทำลาย