ไม่เพียงแค่นั้นนอกจากจะขาดแคลนโอสถ หากแต่ตัวมันกับบรรลุระดับเช่นนี้ได้ ไม่เรียกอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้วจะเรียกอะไร
แต่แค่นั้นยังไม่ใช้จุดที่แสดงความยอดเยี่ยมของจ้าวหมื่นมารอย่างถึงที่สุด
เพราะตัวจ้าวหมื่นมารมีจุดติดลบในการฝึกฝนวรยุทธ์ ที่ผู้คนนับล้านอาจจะไม่มีวันก้าวผ่านสิ่งนี้ได้
เส้นลมปราณของตัวจ้าวหมื่นมารพิการ ใช้พลังได้เพียงหนึ่งในสิบส่วน
แก่นพลังก็เล็กกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า หากแต่แม้จ้าวหมื่นมารจะมีร่างกายแบบนี้ มันยังฝึกฝนวิชารวดเร็วได้ถึงเพียงนี้
และถ้าตัวมันเป็เช่นคนทั่วไป จ้าวหมื่นมารผู้นี้คงเป็ยิ่งกว่ายอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเสียอีก คงเป็วัยเยาว์ที่มีนามะเืฟ้าะเืดินเป็แน่
หากแต่ที่จ้าวหมื่นมารไม่เป็ที่รู้จักนักใน่วัยเยาว์ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะ ยอดคนวัยเยาว์คนอื่นๆ นั้น ก็มักมีระดับฝึกฝนถึงระดับนักรบเช่นกัน
ระดับนี้มีมากมายนับพันนับหมื่นในแต่ละปี วัยเยาว์เหล่านี้พวกมันไม่ใช่พวกอัจฉริยะ แต่เพราะตระกูลใหญ่และมีเงิน แต่ละตระกูลก็ต่างมียาวิเศษ เสริมปราณและเส้นชีพจร สนับสนุนเหล่าบุตรหลานจำนวนมาก ดังนั้น การเข้าถึงขั้นนักรบใน 5 ปี จึงเป็เื่ทั่วไปที่เห็นได้ในสำนักใหญ่ของแผ่นดิน หากอยากโดดเด่นและมีชื่อ ก็มีเพียงขั้นจอมคนเท่านั้นที่สำนักใหญ่โตจะสนใจ
โดยไม่สนที่มาที่ไป โดยเฉพาะหากสำเร็จระดับนี้ได้ก่อนอายุ 20 ปี นับว่าประเสริฐนัก เป็หน้าตาเป็ตาของสำนักอย่างแท้จริง
100 อันดับลูกศิษย์ชั้นในของสำนักใหญ่มักมีแต่ขั้นจอมคน ส่วนยอดหญิงงามอันดับหนึ่งนับว่าเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะอย่างแท้จริงอีกคนหนึ่งเช่นกัน นั่นก็เพราะก่อนอายุ 19 ปี นางสามารถเข้าสู่ขอบเขตพลังแห่งจอมยุทธ์ได้แล้วเช่นกัน
.
.
.
ตอนอายุ 17 ปี จ้าวหมื่นมารได้คิดค้นวิชากลั่นปราณบริสุทธิ์ขึ้นมา
เนื่องด้วยข้อจำกัดในการใช้พลังปราณ และทรัพยากรฝึกฝนของจ้าวหมื่นมารมีจำกัดมากกว่าคนอื่นมากนัก
แม้จะพยายามขยายเส้นลมปราณสักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ผลเพียงเล็กน้อย ใช้กำลังจากเส้นลมปราณได้เพียง 1 ใน 10 แต่ด้วยวิชากลั่นปราณบริสุทธิ์ ณ เวลานั้นทำให้ใช้พลังได้เป็ 2 ใน 10 ส่วน ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็ที่สุดแล้วที่จ้าวหมื่นมารทำได้ ตัวเ้าหมื่นมารในเวลานั้นไม่สามารถทำได้มากกว่านี้อีก
จนในภายหลังจ้าวหมื่นมารจึงได้หาทางอื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง นั่งมองหยดน้ำค้างภายในถ้ำใหญ่ ค่อยๆ หยด ทีละหยด ทีละหยด จึงพัฒนาวิชานี้ขึ้นอีกขั้น โดยจ้าวหมื่นมารคิดว่าทุกจุดของร่างกายเปรียบดังผิวูเาใหญ่ ที่ดูดซับพลังปราณอันไรขีดจำกัด แม้เราไม่อาจกลืนกินได้ทั้งหมด แต่หากตัวเราค่อยๆ ดึงดูดและค่อยๆ ซึมซับปราณฟ้าดิน จากนั้นก็ค่อยๆ กลั่นกระแสลมปราณให้บริสุทธิ์ที่สุด มันก็น่าจะสามารถทำให้เราใช้ลมปราณได้มากขึ้น แม้จะเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็นับว่ามีคุณค่า และนี่ก็ถือเป็หนึ่งในวิชาสร้างชื่อของจ้าวหมื่นมาร ที่ตอนหลังเปลี่ยนวิชาเป็ ‘กลั่นปราณ์พิสุทธิ์’ มีทั้งหมด 3 ขั้น
ซึ่งหลักจากมีวิชากลั้นปราณบริสุทธิ์จ้าวหมื่นมารก็สามารถใช้พลังได้เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป
และแล้วเหตุการณ์สร้างชื่อของจ้าวหมื่นมารก็มาถึง
ชั่วชีวิตของจ้าวหมื่นมาร ณ ตอนนั้นมีผู้มีคุณในชีวิตเพียงสองคน หนึ่งมารดาที่จากไป สองหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ในปีที่จ้าวหมื่นมารอายุ 28 ปี เขตพลังก็เกือบจะไปถึงระดับจอมคน แต่ยุทธภพมีเื่ใหญ่สำนักน้อยใหญ่ในอาณาจักร 9 ัตัดสินใจโจมตีพรรคมารขจัดเภทภัย ยอดหญิงงามก็ร่วมออกศึกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน จ้าวหมื่นมารเห็นเช่นนี้ตัวเขาจึงตัดสินใจติดตามยอดหญิงงามผู้เป็อาจารย์อยู่ห่างๆ ในระยะทางราว 10 ลี้ และด้วยความที่ตัวเขานั้นอยู่ในป่าเป็เวลานานทำให้เชี่ยวชาญวิธีสะกดรอยตาม อ่านทิศ สดับเสียงธรรมชาติ
ดังนั้นระยะทาง 10 ลี้ จึงนับว่าไม่ห่างจากอาจารย์หญิงของตัวเองเลย
และการติดตามยอดหญิงงามอยู่ 38 วัน ในที่สุดก็เกิดเื่ขึ้น พรรคมารวางกำลังหลอกล่อศิษย์ สำนักฟ้าติดอยู่ในวงล้อม แม้ทุกคนจะมีระดับขั้นต่ำที่ระดับนักรบ แต่ความเจนศึกนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด ทำให้ในการปะทะเป็ฝ่ายเสียเปรียบอยู่ร่ำไป บางคนแม้มาจากตระกูลใหญ่ แม้จะมีพลังยุทธ์สูงก็ยังเป็พวกกลัวตาย ไม่ชำนาญการฆ่า กำลังใจอ่อนแอ นั่นทำให้ยอดหญิงงามและศิษย์ตำหนักฟ้าเต็มไปด้วยจุดอ่อนในการรบ
จนกระทั่งพวกเขาถูกล้อมที่เนินเขา จ้าวหมื่นมารเห็นอาจารย์หญิงของเขาอยู่ในสถานการเสียเปรียบ
ตอนนั้นยอดหญิงงามรู้ตัวว่าใกล้แพ้ สุดท้ายจึงตัดสินใจ บุกฝ่าวงล้อมนับร้อยของยอดยุทธฝั่งมาร ซึ่งมีั้แ่ระดับนักรบและสูงกว่านั้น เช่น จอมคนก็มีมากมาย โดยใช้แผนตีฝ่าไปที่จุดเดียว
แน่นอนเมื่อไร้ผู้ชำนาญการรบ จิตใจก็ไม่ได้เตรียมพร้อม การตีฝ่านี้ผลจึงมีเช่นเดียว ไม่ตายก็ถูกจับตัว
เมื่อจ้าวหมื่นมารเห็นเป็เช่นนั้น ด้วยความสำนึกในบุญคุณผู้เป็อาจารย์ มันะโจากผา เข้าสู้ช่วยอาจารย์หญิงตีฝ่า
โดยตัวจ้าวหมื่นมารหาเกรงกลัวผู้ใดไม่ หนึ่งดาบแลกหนึ่งดาบ หนึ่งแผลแลกหนึ่งแผล ไร้คำร้องขอ ไร้เสียตอบกลับ
“ฉวบๆๆ ๆ ๆ” เสียงดาบฟาดกระบี่ฟันดังต่อเนื่องไม่หยุด จ้าวหมื่นมารถูกฟันและาแปรากฏตลอดการต่อสู้ หากแต่ยิ่งสู้ฝ่ายมารกลับยิ่งกลัวมัน
เพราะภาพลักษณ์ของจ้าวหมื่นมาร ราวกับมนุษย์ะหรือคนตายที่ฝืนคืนชีวิต ลุกขึ้นมาต่อสู้เสมอ สภาพร่างของมันเละยิ่งกว่าศพ สร้างความสยองแก่ผู้คน
พรรคมารคนแล้วคนเล่า เข้าปะทะกับเ้าหมื่นมาร แผลแล้วแผลเล่าก็ปรากฏ แลกดาบกระบี่อย่างน่าใ กระทั่งแนวรับด้านขวาเริ่มแตก ฝ่ายยอดยุทธ์ตำหนักฟ้าเห็นโอกาสจึงตีฝ่าวงล้อมออกมาสำเร็จ โดยมียอดหญิงงามรั้งท้าย
หากแต่อนิจจาศึกาครั้งนี้มีเป้าหมาย
ฝ่ายมารปรารถนาตัวยอดหญิงงามอยู่ก่อน จึงเลือกติดตาม จับตัวยอดหญิงงามโดยเฉพาะ ส่วนจ้าวหมื่นมารนั้นก็คล้ายของแถม แม้ต้องสูญเสียกำลังคนไปมากมายก็ตาม สุดท้ายพรรคมารก็ทำตามแผนสำเร็จ
ในครั้งนี้ โดยเฉพาะจ้าวหมื่นมาร ฝีมือของมันสร้างความสะท้านะเืไปทั่วสำนักฝ่ายมารนัก เพราะเพียงคนเดียวตีฝ่าวงล้อมนับร้อย สังหารยอดยุทธเขตนักรบไป 47 จอมคน 2 ถ้าในการต่อสู้ฝ่ายมารไม่ส่งกำลังเสริมระดับจอมยุทธ์มาช่วย ก็น่าเชื่อว่า...การต่อสู้ครั้งนี้ จ้าวหมื่นมารผู้นี้ย่อมช่วยยอดหญิงงามหนีได้สำเร็จเป็แน่
เฉียวเฟิงมองจ้าวหมื่นมารในตอนนี้ ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ตัวมันตอนนี้เริ่มเข้าใจถึงความแข็งแกร่งที่มีมากกว่าพลังแล้ว... มันคือ 'พลังใจ' ของจ้าวหมื่นมารที่มันมากกว่าผู้อื่น มันช่างมากมายนัก และนั่นก็ทำให้ตัวเฉียวเฟิงรู้สึกถึงความนับถือในบุรุษที่แสนไม่ธรรมดาผู้นี้ และนอกจากนั้นตัวเฉียวเฟิงเองก็อดสงสารในโชคชะตาของจ้าวหมื่นมารไม่ได้
.
.
.
ในการปะทะ แม้การสูญเสียฝ่ายมารจะมากกว่าเพราะฝีมือของจ้าวหมื่นมาร แต่ฝ่ายมารก็ถือว่ายังได้เปรียบและคุ้มค่านักกับสถานการณ์ที่เป็อยู่เช่นนี้ เพราะคุณค่าของยอดหญิงงามเพียงคนเดียวก็เพียงพอจะะเืยุทธภพแล้ว
ฝ่ายธรรมะมักอ้างความดีถือคุณธรรม ตอนนี้รู้ข่าวยอดหญิงงามถูกจับถึงกับทำอะไรกันไม่ถูก แสดงถึงคุณค่าของหญิงงามผู้นี้ช่างสูงล้ำนัก ลำพังแค่สำนักฟ้าที่เดียว ก็ยินดีต่อรองเอาของวิเศษเข้าแลกตัวนางอย่างมหาศาล แม้แต่จอมยุทธ์ชายหนุ่มและคุณชายน้อยจากสำนักน้อยใหญ่ก็ต่างสนใจช่วยเหลือนาง ความงดงามของนางช่างละบือไกลเกินคาดนัก
ไม่นานนัก... าพลันหยุดลงเหลือเพียงการต่อรองเจรจาของทั้งสองฝ่าย