เคยหรือไม่ที่คุณตื่นจากฝันร้าย แล้วพบว่าตนเองตกอยู่ในห้วงฝันร้ายที่ยิ่งกว่า?
ลู่เซิ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้น
“ลู่เซิ่ง!”
เสียงตวาดดุดันราวฟ้าผ่าดังสนั่นข้างหู
ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นอย่างงัวเงีย บนใบหน้ายังคงปรากฏร่องรอยแห่งความสับสนและไร้เรี่ยวแรงจากการถูกปลุกจากห้วงนิทรา
ชายวัยกลางคนบนแท่นบรรยายดันกรอบแว่นสายตาขึ้น จ้องมองเขาด้วยสายตาตำหนิระคนผิดหวัง
“เหลือเวลาอีกเพียงสองร้อยกว่าวันก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว นายไม่คิดจะตั้งใจเรียน กลับมางีบหลับในห้องเรียนเสียได้? ด้วยผลการเรียนของนาย ต่อให้จบไปทำงานในไซต์ก่อสร้าง พวกเขายังไม่เอาเลย! นายรู้ไหมว่าเกณฑ์ขั้นต่ำค่าพลังชีวิตของช่างปูนในปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร? 0.8! ค่าพลังชีวิตของนายถึง 0.8 แล้วหรือยัง?!”
ลู่เซิ่งก้มหน้าลง นวดขมับที่ปวดหนึบพลางรับฟังคำตำหนิจากครูประจำชั้นแต่โดยดี
เด็กชายร่างท้วมที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของเขาแอบหันมามอง
“ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ?”
ลู่เซิ่งพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร แววตาฉายแววสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด
เขาฝันถึงความฝันเดิมซ้ำๆ เช่นนี้มาสามวันแล้ว
ลู่เซิ่งไม่อาจบรรยายได้ว่ามันเป็ความฝันเช่นไร เพียงจำได้ว่าฉากในความฝันนั้นช่างทรุดโทรม รกร้าง และกดดัน
เขายืนอย่างสับสนและเคว้งคว้างอยู่บนดินแดนรกร้าง รอบกายเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่เดินไปมา...
มันคือฝันร้าย
ลู่เซิ่งมั่นใจมาก
เพราะหลังจากเผชิญหน้ากับความฝันนี้ เขากลายเป็คนขี้เซาอย่างมาก คุณภาพการนอนหลับก็ย่ำแย่ลงอย่างน่าใจหาย
แม้จะนอนหลับไปกว่าสิบชั่วโมงต่อวัน แต่สภาพร่างกายของเขากลับเหมือนคนอดนอนติดต่อกันหลายคืน
เป็เหตุให้่สามวันที่ผ่านมา ค่าพลังชีวิตของลู่เซิ่งลดลงถึง 0.02!
0.02 เชียวนะ!
ต้องกินยาบำรุงมากเท่าไร ต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงกี่วันถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้!
อารมณ์ของลู่เซิ่งจึงย่ำแย่ถึงขีดสุด
...
หลังเลิกเรียน ลู่เซิ่งสะพายกระเป๋าเป้เดินออกจากประตูโรงเรียนอย่างหมดอาลัยตายอยาก
มีคนเรียกชื่อเขา ไล่ตามมาจากด้านหลัง แล้วมาดักหน้าเขาไว้
“ลู่เซิ่ง ไปเล่นเน็ตกันไหม?”
คือเ้าเด็กอ้วนที่อยู่ในห้องเรียนเมื่อกลางวัน
ชื่อของเขาคือหลิวฉี่ิ นับเป็หนึ่งในเพื่อนไม่กี่คนที่ลู่เซิ่งมี
เมื่อเผชิญหน้ากับการชักชวนของหลิวฉี่ิ ลู่เซิ่งจึงส่ายหน้า
“ไม่ไป กลับบ้าน”
“กลับบ้านเร็วขนาดนี้ ไม่เหมือนนายเลยนี่นา ไปเล่นเน็ตกันเถอะ วันนี้ฉันเลี้ยงน้ำกับค่าเน็ตเอง”
หลิวฉี่ิตบหน้าอก เชิญชวนด้วยความจริงใจ
ลู่เซิ่งยังคงส่ายหน้า อธิบายว่า “ฉันไม่ไปจริงๆ อยากกลับไปนอนพักผ่อน”
“วันนี้นายก็หลับในห้องเรียนทั้งวันแล้วนะ ยังไม่หายง่วงอีกเหรอ?”
หลิวฉี่ิแสดงสีหน้าเกินจริงออกมา
ลู่เซิ่งี้เีจะอธิบาย โบกมือแล้วเดินต่อไป
หลิวฉี่ิยังอยากจะชวนต่อ แต่ตอนนั้นเองที่เด็กชายหลายคนวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“หลิวฉี่ิ สรุปแกจะไปเล่นเน็ตไหมเนี่ย?”
“มาแล้วๆ กำลังไป!”
หลิวฉี่ิมองลู่เซิ่งเป็ครั้งสุดท้าย ไม่ได้พูดอะไรอีก ทิ้งลู่เซิ่งแล้ววิ่งไปหาเด็กชายคนอื่นๆ
ลู่เซิ่งจ้องมองแผ่นหลังของหลิวฉี่ิที่เดินจากไป ระหว่างนั้นก็มีนักเรียนที่สวมเครื่องแบบสีดำน้ำเงินเดินผ่านข้างกายเขาไปมาไม่ขาดสาย
คนเหล่านี้ต่างมุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียนอย่างวุ่นวาย แล้วรีบแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็วที่หน้าประตูโรงเรียน ราวกับสายน้ำขุ่นมัวที่ไหลเชี่ยวแล้วแยกสาย
“เฮ้อ...”
ลู่เซิ่งถอนหายใจเบาๆ ความคิดในสมองเริ่มตีกัน
เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าตนเองใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้มาเกือบสิบแปดปีแล้ว
ความทรงจำของลู่เซิ่งเกี่ยวกับชาติก่อนนั้นเลือนรางไปมาก บางครั้งเขายังรู้สึกว่ามันเป็เพียงความฝัน
ความฝันที่เขาฝันซ้ำๆ ั้แ่ยังเด็ก
ราวกับความฝันที่เขาฝันบ่อยๆ ใน่นี้
“...ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ...โสด...มนุษย์เงินเดือน...เดินป่า...ตกหน้าผา...ตื่น...”
ลู่เซิ่งพึมพำคำสำคัญออกมาเบาๆ แววตาก็ค่อยๆ ว่างเปล่าขึ้น จนกระทั่งเขาเอ่ยคำสุดท้าย
“ข้ามมิติ...”
ใช่แล้ว ลู่เซิ่งคือคนที่ข้ามมิติมา
ในโลกชาติก่อนของเขา ไม่มีการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ไม่มีสัตว์ประหลาดที่วิ่งออกมาจากรอยแยกใต้ดิน
ข่าวที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ไม่ได้รายงานเื่การโจมตีของสัตว์ประหลาดและการประลองของนักสู้
สิ่งที่ทำให้นักเรียนในโรงเรียนปวดหัวไม่ใช่ค่าพลังชีวิต ค่าพลังการต่อสู้ หรือผลการเรียนในวิชาการต่อสู้จริง แต่เป็แบบทดสอบวิชาเลข ฟิสิกส์ เคมี และภาษาต่างประเทศที่ไม่มีวันจบสิ้น
บางครั้งลู่เซิ่งก็คิดถึงโลกนั้น เพราะอย่างน้อยโลกนั้นก็...
สงบสุข...และเงียบสงบ
...
ลู่เซิ่งเปิดประตูบ้าน
เขาเห็นลู่ต้าไห่ผู้เป็พ่อถอดเสื้อท่อนบนนอนคว่ำอยู่บนโซฟา โดยมีเจิ้งอวี้เฟินผู้เป็แม่กำลังฉีกแผ่นแปะแก้ปวดเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมบนหลังของลู่ต้าไห่
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นแผ่นหลังที่ “เต็มไปด้วยรอยแผล” ของพ่อ แววตาเ็ปขึ้นมาแวบหนึ่ง เอ่ยออกมาว่า “ผมกลับมาแล้ว”
“หิวไหมลูก กินแอปเปิลก่อนไหม เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวให้”
เจิ้งอวี้เฟินพูดกับเขาขณะที่กดแผ่นแปะแก้ปวดให้แน่นบนหลังของลู่ต้าไห่
ลู่เซิ่งส่ายหน้า ลากกระเป๋าเป้ไปทางห้องของตนเอง
ระหว่างทางเขาหยุดฝีเท้าลง หันกลับมาพูดเสียงเบากับโซฟาว่า “เดี๋ยวค่อยซื้อเครื่องกระตุ้นโลหิตมาดีไหม มันช่วยกระตุ้นพลังชีวิต คลายเส้น คลายเมื่อย มีประโยชน์กับการนวดบำบัดรักษาด้วย ที่บ้านเพื่อนผมก็มี...”
“เฮ้ แผลแค่นี้เอง ทนๆ ไปก็หายแล้ว เอาเงินไปซื้อของบำรุงให้พวกแกกินดีกว่า...”
ลู่ต้าไห่ปฏิเสธข้อเสนอของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วพยายามหันมามองเขา
“่นี้ค่าพลังชีวิตของลูกเป็ไงบ้าง ทะลุ 0.85 หรือยัง วันนี้พ่อดูข่าว เขาบอกว่าคะแนนสอบเข้าปีนี้ ค่าพลังชีวิตขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.01 นะ...”
“ผมรู้แล้ว เดี๋ยวผมกลับไปฝึกในห้อง...”
ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็รู้สึกกระวนกระวายใจ รีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องของตนเอง
เขารู้สึกผิดอย่างมาก
ถ้าลู่ต้าไห่รู้ว่า่นี้ค่าพลังชีวิตของเขาไม่เพียงแต่ไม่เพิ่มขึ้น แต่ยังลดลงอีกด้วย คงต้องลุกขึ้นจากโซฟาแล้วหยิบไม้เรียวมาตีเขาอย่างแน่นอน