บทที่ ๒ : หลอมรวม
แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
อี้ เฟยหลงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้วงมิติอะไรสักอย่างที่เหมือนกับความฝันชายหนุ่มหันซ้ายแลขวาพินิจดูอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความฉงนสงสัย
“นี่เราหลับคาส้วมเหรอเนี่ย”
ทุกอย่างในมิตินี้ขาวโพลนไปหมดสิ้นไม่มีวัตถุสิ่งใดแม้แต่น้อย รวมถึงบริเวณพื้นที่ที่ชายหนุ่มยืนอยู่
“ตายล่ะถ้าไม่รีบตื่นไปทำงานต่อล่ะก็ มีหวังเสร็จไม่ทันพรุ่งนี้เช้าแหง”
แต่ไม่ทันที่เฟยหลงจะได้พูดอะไรต่อเบื้องหน้าเขาก็ปรากฏหญิงสาวนางหนึ่งในชุดผ้าไหมลวดลายัขาวเต็มยศเงาร่างนั้นประดับประดาด้วยเครื่องทรงงดงาม อีกทั้งยังมีกริยาอ่อนช้อยคล้ายกับนางฟ้าบนสรวง์ก็มิปาน
ั์ตาของหญิงสาวผู้นั้นค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น ขนตางอนยาวกระพริบครั้งสองครั้ง พลันจดจ้องมาทางเฟยหลงอย่างไม่ลดละ “เ้าคือลูกหลานตระกูลอี้อย่างนั้นหรือหรือเ้าคือคนของสกุลอี้จากมิติอื่น?”
เฟยหลงเกาศีรษะครุ่นคิดเพราะเขาชักเริ่มไม่แน่ใจเท่าไหร่ ว่าเขากำลังฝันบ้าบออะไรอยู่ “ใช่ครับ ผมสกุลอี้ ชื่อเฟยหลง”
หญิงสาวคู่สนทนาก้มหน้าลงเล็กน้อยหนึ่งมุมปากฉีกยิ้มอย่างเอ็นดู “เฟยหลงเป็ชื่อที่ดี” ครู่หนึ่ง...เงาร่างนั้นก็สาวเท้าก้าวเข้ามาหาชายหนุ่มแบบใกล้ชิด“สกุลอี้ของเราไม่มีพลังลมปราณเหมือนใครเขามิอาจเป็ยอดยุทธหรือฝึกฝนกำลังภายในต่อสู้ได้ จะว่าไปพวกเราก็เปรียบดั่งคนธรรมดาไร้ค่าเมื่อเทียบกับสกุลอื่นในอาณาจักรฉีหรือทวีปเซียนเจียง”
เฟยหลงอ้าปากหวองุนงงในคำพูดอีกฝ่ายทว่าหญิงงามกลับไม่ปล่อยช่องไฟให้เขาได้ซักไซ้ทั้งสิ้น
“เฟยหลงเ้ารู้ไหม ถึงแม้สกุลอี้จะไม่มีพลังลมปราณ หรือฝึกยุทธไม่ได้ แม้แต่เพลงพิณปราบมารที่ว่าฝึกง่ายที่สุดก็มิอาจเรียนรู้แต่...พวกเราก็เป็สกุลใหญ่ที่ได้รับความยำเกรงจากผู้คนว่าล่วงรู้อนาคต พยากรณ์ได้แม่นยำนั่นจึงเป็เหตุผลให้องค์จักรพรรดิ และราชสำนัก้าพลังนี้ไว้ข้างกาย”
มือเรียวขาวโผล่พ้นชายเสื้อตรงเข้าจับมือของเฟยหลงอย่างทะนุถนอมั์ตากลมโตจ้องมองดวงตาของชายหนุ่มทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจ ก่อนจะพูดสำทับขึ้นว่า“สกุลอี้ไม่ได้พยากรณ์แม่นยำ หรือล่วงรู้อนาคตแต่อย่างใดหากแต่ว่าพวกเรามีพลังในการเปิดประตูเชื่อมสู่ยุคต่างๆ ได้ก็เท่านั้นหนึ่งิญญาหนึ่งยุคสมัย และก็ไม่ใช่สกุลอี้ทุกคนจะกระทำเฉกเช่นนี้ได้”
“หือ...”อี้ เฟยหลงตาเบิกกว้าง สมองของเขากำลังคิดว่าหลังจากตื่นนอนเขาควรไปพบจิตแพทย์เสียแล้ว
หญิงสาวปริศนาปานนางฟ้าเริ่มน้ำตาคลอเบ้าั์ตายังคงมองเฟยหลงอย่างไม่ลดละ
“น่าเสียดายที่ข้าต้องพิษสลายิญญา แม้กายเนื้อจะทำงานได้ปกติ แต่หากิญญาสลาย ไม่ช้าร่างกายก็คงต้องตายอยู่ดีแม้จะยังมีหลายเื่ที่ข้าอยากสะสาง แต่คงมิสามารถกระทำการใดได้อีกแล้วหากไม่มีเ้า” เสียงสะอึกสะอื้นระงมไปทั่วห้วงมิติจนเฟยหลงเหลอหลาทำตัวแทบไม่ถูก
“ถ้ามีอะไรที่ผมทำได้ผมยินดีช่วยครับ คุณผู้หญิง” ชายหนุ่มออกตัวปลอบประโลมหญิงงามปริศนาเพราะเริ่มคล้อยตามและเห็นใจ แม้ว่าเขาจะคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็เพียงความฝันก็ตาม
ั์ตาหญิงสาวเบิกกว้างใบหน้าคมสวยเช็ดน้ำตาพลางดีใจ ก่อนจะยิ้มอ่อนแล้วเอื้อนเอ่ยตอบอีกฝ่าย “ขอบคุณ... พิษสลายิญญาทำให้ร่างิญญาข้าอ่อนแอและจะหายไปในอีกไม่ช้า หากข้าได้หลอมรวมเข้ากับิญญาของเ้า พวกเราจะกลับคืนสู่ร่างเดิมพร้อมฟื้นคืนชีพได้”
“หลอมรวม!”เฟยหลงทวนคำเสียงดังแบบมึนงง ขณะที่หญิงสาวปริศนารีบเอ่ยสำทับต่อ “ไม่ต้องกังวลว่าเ้าจะสูญเสียความเป็ตัวของตัวเองหรอกเ้าจะยังคงเป็เ้า พื้นฐานความรู้นิสัยใจคอ รวมถึงความทรงจำจะยังคงเป็ของเ้าเพราะดวงจิติญญาของเ้าแข็งแกร่งกว่าข้ามาก เพียงแต่ความทรงจำของข้านั้นจะถูกหลอมรวมเข้าไปเพิ่มก็เท่านั้นโดยที่ข้าจะกลายเป็เ้าโดยสมบูรณ์”
“ผมยิ่งฟังยิ่งงงเข้าไปใหญ่สรุปก็คือเราจะกลายเป็คนคนเดียวกัน โดยที่ผมก็ยังเป็ผมเพียงแต่มีความทรงจำของคุณเพิ่มเติมเข้ามาใช่ไหม?” ชายหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง“ใช่! เ้าจะยังเป็เ้าลูกหลานสกุลอี้ ถึงข้าจะไม่แน่ใจว่าเ้ามาจากมิติไหนแต่เ้าก็คือคนของสกุลอี้อยู่ดี ดังนั้น... ข้าขอฝากตัวด้วยนะส่วนพลังในการเชื่อมต่อประตูยุคสมัย ข้าจะเป็ผู้กำหนดปลายทางไว้ให้เอง เมื่อใดก็ตามที่เ้าอยากให้ประตูบานไหน...เชื่อมต่อกับประตูบานไหนฟังดูไม่เลวใช่ไหมล่ะ”
เฟยหลงกอดอกมุ่ยหน้าขมวดคิ้วเป็ปมแบบสับสนส่วนหญิงปริศนากลับอมยิ้มน่ารักเอ็นดูอย่างพอใจ แล้วห้วงมิติสีขาวนั้นก็ค่อยๆดำมืด... ดำมืด... จนมองไม่เห็นสิ่งใดต่อไปได้อีก
๓๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล
“เป็ไปไม่ได้” องค์ไทเฮาตบโต๊ะเสียงดัง หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จกลับพระราชตำหนักหงส์ทองมือไม้หยาบกร้านแบบผู้สูงอายุก็สั่นเทาราวกับโกรธจัด
สองขาออกเดินวนไปวนมาแบบครุ่นคิดคิ้วขมวดเป็ปมยับยู่ บริวารนางในต่างๆ พากันหวาดกลัวตัวสั่นเพราะไม่รู้ว่าองค์ไทเฮาจะมีโทสะแล้วพาลมาหาพวกตนเมื่อไหร่
“เด็กๆไปตามหมอหลวงมา” ซุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียงเรียบเหล่าบริวารรีบออกปากรับคำ “เพคะองค์ไทเฮา” เหล่านางในเร่งฝีเท้าออกไปส่งข่าวตามแพทย์หลวงประจำราชสำนักให้มาเข้าเฝ้าอย่างลุกลี้ลุกลน
สองมือกำกำปั้นแน่นั์ตาขององค์ไทเฮาหรี่ลงแบบมุ่งร้าย “ข้าเองก็เห็นกับตาว่าพระองค์ทรงตแน่ๆ แล้ว แต่กลับลุกขึ้นมาได้อย่างหน้าตาเฉยเื่แบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน” หญิงชราผู้สูงศักดิ์สบถบ่นพึมพำในลำคอ
ไม่กี่อึดใจนางในผู้หนึ่งก็แหวกม่านตรงเข้ามาคุกเข่าที่เบื้องหน้าขององค์ไทเฮา “หมอหลวงมาถึงแล้วเพคะ”หญิงชราพยักหน้ารับ แล้วยกมือขึ้นทำสัญญาณเป็เชิงบอก “ให้เข้ามา”
ชายวัยกลางคนสะพายย่ามยาตรงเข้ามาในพระราชตำหนักด้วยความหวาดกลัวสองขาสั่นเทาแทบยืนไม่อยู่ก่อนจะทรุดตัวคุกเข่าเมื่อมาถึงพระพักตร์ขององค์ไทเฮาในห้องโถงรับรอง
“ข้าน้อยหมอหลวงเจียวจ้านขอถวายบังคมองค์ไทเฮา” หนวดเคราหงอกขยับไหวส่งเสียงดังออกจากปากใบหน้าหมองคล้ำของแพทย์จีนผู้มากประสบการณ์กำลังตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
สตรีชราสูงศักดิ์หรี่มองเงาร่างที่คุกเข่าด้วยความโมโหแต่พระองค์ก็ทรงระงับโทสะที่มี แล้วตรัสถามแบบมีเหตุผลออกไป “ก่อนหน้านั้น เ้าเป็ผู้ตรวจชีพจรขององค์ฮองเฮาฟางเซียนด้วยมือของเ้าเองใช่หรือไม่”
หมอหลวงผงกหัวก้มลงกราบแทบเท้า“ใช่แล้ว กระหม่อมเป็ผู้ตรวจเองและพระนางทรงเสด็จตแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ไทเฮาเดินไตร่ตรองแบบใช้สติก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ภายในโถงรับแขกของพระราชตำหนักสองมือประสานแนบเข่า สายตากลิ้งกลอกไปมาเหมือนกำลังหาเหตุผล
“ถ้าตระกูลเ้าไม่ได้รับใช้ข้ามานานรวมถึงตัวเ้าเองก็มีความภักดีต่อข้ามาตลอด มิเช่นนั้น...ข้าคงคิดเป็อื่นไม่ได้นอกเสียจากเ้าให้การช่วยเหลือองค์ฮองเฮาอย่างลับๆ”
“กระหม่อมมิกล้ามิกล้าพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงกราบเท้าองค์ไทเฮาหลายครั้ง “มิมีความคิดเช่นนั้นอยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยู่ฝ่ายพระองค์เป็แน่แท้”
“แล้วเหตุใดเล่าองค์ฮองเฮาถึง...” สตรีชราชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งพลางเอามือลูบคางของตัวเองแบบพินิจพิจารณา “ตอนนี้พระราชสำนักทั้งวังหลวงและวังหลังต่างแบ่งฝ่ายกันชัดเจนมีราวๆ ห้าฝ่ายเห็นจะได้ ตอนนี้เราจะทำการอันใดคงต้องคิดให้มากเพราะตระกูลอี้ขององค์ฮองเฮาคงมิปล่อยให้พวกเรามีโอกาสกระทำการอันใดได้อีก”
“แต่ไม่มีใครรู้นี่พ่ะย่ะค่ะว่าเป็พวกเราลงมือ หากเราเงียบไว้ ก็มิน่าจะมีผู้อื่นล่วงรู้ได้อีกทั้งสกุลอี้ก็มิได้มีจอมยุทธเลยสักคน ขนาดขั้นลมปราณชั้นต้นสักคนยังหาได้ยากยิ่งพวกเรามิเห็นต้องเกรงกลัวคนจากสกุลอี้เลยสักนิด” หมอหลวงเอ่ยวาจาแนะนำใบหน้ายังคงก้มต่ำแนบพื้น
“ถึงสกุลอี้จะไม่มีจอมยุทธแต่ทำนายทายทักอนาคตได้แม่นยำนัก สกุลอื่นล้วนให้ความน่าเชื่อถือ นั่นทำให้พวกเราลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด”องค์ไทเฮาขมวดคิ้วเป็ปมยับย่น “เราจักสังหารนางแบบโจ่งแจ้งก็มิได้อีกเพราะอาจทำให้สกุลอื่นๆ หันคมเขี้ยวมาทางฝั่งเราแทนอย่างน้อยถ้ามีทางให้นางไปอยู่ที่ที่ไม่ใช่วังหลวงได้ล่ะก็การลอบสังหารอีกครั้งคงมิใช่เื่ยาก”
“มีทางสิองค์ไทเฮา... กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลว่าตามกฎกุ้ยเจิงแห่งราชอาณาจักรฉีแต่เดิมนั้นเราสามารถมอบอำนาจองค์ฮองเฮาให้ไปตรวจราชการแผ่นดินแทนฝ่าาได้เช่นมอบอำนาจนั้นให้องค์ฮองเฮาเดินทางไปยังมณฑลทางเหนือเพื่อทำนุบำรุงขวัญกำลังใจราษฎรในถิ่นแร้นแค้นให้พระองค์บริหารมณฑลทุรกันดาร เพียงเท่านี้ก็เหมือนเป็การยิงธนูนัดเดียวได้นกสองตัวแล้ว”ราชครูซีห่าวตบเท้าเข้ามาถวายบังคมหญิงชราผู้สูงศักดิ์เบื้องหน้า “ขออภัยที่ข้ามาเยือนโดยมิได้บอกกล่าวองค์ไทเฮาล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็ไรตามสบายท่านราชครู ว่าแต่... ยิงธนูนัดเดียวได้นกสองตัวรึ? ลองอธิบายต่อหน่อยสิ”ไทเฮาราชวงศ์ฉีลูบคางอย่างพอใจ
“ประการแรกแม้พระราชสำนักจะไม่ปล่อยให้มีหญิงใดได้บริหารแผ่นดินแต่เมื่อเป็กฎกุ้ยเจิงที่ว่าด้วยพระบรมวงศานุวงศ์หรือราชนิกูลแม้จะเป็หญิงก็ย่อมบริหารราชการได้ เพราะบรรดาศักดิ์องค์ฮองเฮาเปรียบได้กับองค์ฮ่องเต้ก็มิปานนั่นเท่ากับเราสามารถส่งองค์ฮองเฮาออกจากการดูแลของเหล่าราชองครักษ์ในวังหลวงได้โดยปริยายประการที่สอง เรามิต้องลงมือลอบสังหารพระนางแม้แต่น้อยเพียงแค่พระองค์ทรงบริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ก็ต้องโทษอาญาปะา หรือถอดพระยศแล้วซึ่งหากลองคำนวณดูดีๆ มณฑลหนานซาทางตอนเหนือนั้นแห้งแล้ง ประชาชนโง่เขลาไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้ว่าการกี่ครั้งก็มิได้ดีขึ้น ตลอดจนโจรผู้ร้าย ข้าวยากหมากแพงทุกปัญหาที่มี เมืองแห่งนั้นมีครบหมด แล้วองค์ฮองเฮาที่เป็เพียงหญิงธรรมดามีหรือจะสามารถกระทำการอันใดให้ลุล่วงได้?”ราชครูเฒ่าหัวเราะกลั้วคอ
“สมเป็ราชครูแห่งองค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน”หญิงชราเอ่ยปากชมเชย
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ”คู่สนทนายังคงคุกเข่าแสดงความจงรักถักดี
“แล้วพวกสกุลอี้จะไม่คัดค้านหรอกหรือที่เราจะส่งองค์ฮองเฮาออกไปในถิ่นแบบนั้น” ั์ตาองค์ไทเฮาหรี่ลงแบบมีจุดประสงค์ขณะที่ราชครูซีห่าวเอื้อนเอ่ยสำทับทันควัน “พวกสกุลอี้มีหรือจะกล้าขัดราชโองการแถมการแต่งตั้งองค์ฮองเฮาเป็ผู้ตรวจการแผ่นดินยิ่งฟังดูมีหน้ามีตาให้ตระกูลพวกมันเป็การใหญ่การได้รับตำแหน่งสูงส่งเยี่ยงนั้นพวกมันมิกล้าปริปากคัดค้านหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีที่เ้าว่ามาก็ถูก ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินเท่ากับเป็ตัวแทนองค์ฮ่องเต้มิใช่เื่ที่พวกมันจะปฏิเสธได้ สกุลอี้คงมองแผนการครั้งนี้ไม่ออกเป็แน่ส่วนพระราชโองการเื่การแต่งตั้งเดี๋ยวข้าส่งหวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินไปทูลองค์ฮ่องเต้เอง จากนั้นก็แค่รอเวลา... รอเวลาที่พวกสกุลอี้ทั้งหมดจะพังครืนลงด้วยน้ำมือขององค์ฮองเฮา”ไทเฮาลุกขึ้นยืนเอามือไพล่หลังนิ่งสงบใบหน้าชราอมยิ้มอ่อนั์ตาวาวโรจน์
“ทรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” แพทย์ประจำราชวงศ์รีบโค้งคำนับหลายรอบขณะที่องค์ไทเฮาส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างมีมารยาท โดยมีราชครูซีห่าวยิ้มกริ่มเห็นด้วยอยู่ด้านข้าง
โปรดติดตามตอนต่อไป