อาชาเลื่องชื่อแดนเหนือสูงใหญ่ผิวมันเลื่อมดั่งทองแดงแผงคอจรดหางดำขลับดังไม้มะเกลือผู้คนเปรียบเปรยว่าปราดเปรียวประหนึ่งจิ้งจอกเ้าป่าหากแต่อาชาแดนเหนือคือจิ้งจอกในสนามรบ แต่พวกมันไม่เป็ที่นิยมด้วยพื้นเพเป็ม้าป่า รักอิสระทั้งยังเย่อหยิ่ง ยากจะยอมศิโรราบ
“ข้าเคยได้ยินมาเส้นทางสายรองไปยังผิงอันสูงชันเลียบไหล่เขา ขนาบข้างหุบเหวหากไม่ใช้ม้าพื้นเมืองล่าช้าเป็เท่าตัว”ถงหยุนซวนก้าวเข้ามายืนอยู่ข้างซุนหลิงหลันพินิจมองอาชาหกตัวยืนตระหง่านอวดแผงคอยาวสลวยดังเส้นไหมในใจนึกขยาดคร้ามกลัวขึ้นมา
ซุนหลิงหลันเคยบอกกับเขาจางมู่หานมีผู้ติดตามมาด้วยห้าคนหากไม่รวมม้าเทียมเกวียนตัวใหม่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ตรงหน้ายังมีถึงหกอาชาหนึ่งตัวในนั้นคงเป็ม้าเดินทางของเขา
ดูเหมือนซุนหลิงหลันจะมองออกเช่นกันสายตานางบ่งชัดถึงความเห็นอกเห็นใจ
“ภาวนาไม่ให้ข้าถูกมันถีบตกลงมาเถิด”ถงหยุนซวนเอ่ยออกมาอย่างคนปลงตก
เช้าวันนี้บรรยากาศรอบตัวดูเร่งรีบไปหมดแม้แต่อาหารเช้ายังกลายเป็ก้อนหมั่นโถวเย็นชืด จางมู่หานและฉีหลุนต่างก็หายตัวไปเห็นเพียงต๋าฮวนยืนสั่งงานอยู่ไม่ไกล
“เ้าขี่ม้าเป็หรือไม่”เสียงต๋าฮวนดังมาจากทางด้านหลัง
เรียวปากที่เคยเผยอค้างของถงหยุนซวนคลี่ยิ้มเลือนรางออกมา
คำพูดของต๋าฮวนไม่ใช่คำถามนับได้ว่าเป็คำกล่าวลอยๆ เขาปลดเชือกผูกม้าส่งให้ถงหยุนซวนั้แ่ชายหนุ่มยังไม่เอ่ยปากเปล่งเสียง
“..พอได้ขอรับ”
ไม่ไกลออกไปทางถนนหน้าโรงเตี๊ยมฝั่งขวามือจางมู่หานและฉีหลุนมุ่งหน้ากลับมายังโรงเตี๊ยมท่าทีรีบร้อนใบหน้าเรียบตึงบ่งชัดถึงโทสะที่คุกรุ่นอยู่ภายใน
ซุนหลิงหลันไม่อยากถูกลูกหลงของสะเก็ดไฟจากกองเพลิงเอื้อมมือตบบ่าปลอบใจถงหยุนซวนคราหนึ่งก่อนจะก้าวผ่านฝูงม้าตัวใหม่เลยไปถึงเกวียนไม้ด้านหลังั์ตาเศร้าสลดทอดมองไปยังเนินเขาหลังอำเภอ รีบเช็ดคราบน้ำตาที่เอ่อคลออยู่บนขอบตาร้อนผ่าวไม่ให้ใครเห็นพาตนเองและห่อสัมภาระขึ้นไปจับจองที่นั่งประจำไม่ลืมส่งยิ้มทักทายผู้ร่วมเดินทางอีกคนซึ่งยังคงนอนอยู่ในม้วนผ้าดังเดิม
ใบหน้าหมองหม่นมีคราบขี้ตาแห้งกรังเกาะอยู่ตามแผงขนตาดูซูบผอมจนเห็นโหนกแก้มเด่นชัดออกมา ิัมันเยิ้มไปด้วยคราบเหงื่อและเศษดินปะปนกับคราบเืตรงหน้าผากเขียวช้ำมีรอยปริแตกกระจายอยู่ทั่ว ผสมปนเปกับคราบยาที่นางแอบทาให้เขาปากซีดแห้งแตกเป็ขุย มองเห็นรอยเืเป็ริ้วรอบปากยังมีคราบน้ำข้าวสีขุ่นเปียกชื้นอยู่ตามไรหนวด ดวงตาดำขลับข้างหนึ่งเริ่มขุ่นมัวออกเหลืองข้างหนึ่งกำลังเหม่อลอยราวกับหุ่นกระบอกไร้ิญญารอบกายเขาเริ่มมีกลิ่นของเสียลอยคละคลุ้งผ่านผ้าปิดหน้าของซุนหลิงหลันเข้ามาเป็ระยะๆ
ซุนหลิงหลันเบือนหน้ามองกลับไปทางถงหยุนซวนมองเขาง่วนอยู่กับการผูกสัมภาระขึ้นหลังม้า นางลอบคิดในใจ ขอเพียงผ่านเข้าประตูเมืองผิงอันได้นางจะไม่โผล่หน้ามาขวางหูขวางตาจางมู่หานอีก
ตัวนางเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้นางคงกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป ถึงได้หน้ามืดตามัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับจางมู่หานยามนี้ซุนหลิงหลันเพิ่งเข้าใจถึงคำคำหนึ่งขึ้นมาได้อย่างแจ่มชัด
คำที่ว่า มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายคงเป็เช่นท่านลุงนักโทษผู้นี้ หากต้องบรรยายสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าว่าน่าเวทนามันยังคงน้อยเกินไปในสายตานาง
ม้าของจางมู่หานย่างเท้าช้าๆเข้ามาใกล้เกวียนไม้ ก่อนหยุดฝีเท้าลง บุรุษบนหลังอาชาสูงใหญ่หลุบสายตาลงต่ำมองจ้องซุนหลิงหลันอยู่เงียบๆ ในตอนนั้นตัวนางเหมือนถูกเปลวไฟแผดเผาลามเลียร้อนวูบดั่งผิวเหล็กนาบไฟ
“แผล..ข้า..แผลข้าสมานดีแล้วขอบคุณคุณชายที่เป็ห่วง”
เป็เพราะจางมู่หานเอาแต่จ้องมองผ้าขาวที่พันล้อมอยู่รอบลำคอนางจึงเอ่ยออกไปเช่นนั้น
แต่คนที่จ้องมองอยู่ไร้คำพูด โยนตลับไม้ขนาดราวสองชุ่น[1]ให้นาง
ซุนหลิงหลันมีสีหน้างงงวยเปิดตลับไม้ออกดูจึงเห็นเม็ดยาสีดำส่งกลิ่นขมนอนอยู่หกเม็ดนางที่เกลียดยาขมเหมือนดั่งมูลม้าจำต้องหยิบเม็ดยากลืนลงท้องสีหน้าเบ้เบี้ยวอยากจะอาเจียน เพื่อที่จางมู่หานจะขยับม้าก้าวผ่านนางไปเสียที
เส้นทางเลียบไหล่เขาสูงชันดั่งบันไดเซียนไต่สู่์ข้างหนึ่งเป็ผาสูง ข้างหนึ่งเป็หุบเหวม้าของถงหยุนซวนถูกนายทหารคนหนึ่งประกบข้างอยู่ด้านนอก มองเห็นอยู่ไกลออกไป
ในขณะที่เกวียนม้าของนางวิ่งสูงถึงยอดเนินตามติดกลุ่มของจางมู่หานไม่ห่างเส้นทางอันตรายตรงหน้าพวกเขาไม่ได้หวั่นเกรง หรือแม้แต่จะชะลอความเร็วม้าลงหากจะกล่าวว่าพวกเขาสามารถหลับตาวิ่งม้าผ่านไปได้คงไม่เกินจริง
“ไม่ต้องกลัวเส้นทางสายรองเส้นนี้คนสติดีไม่วิ่งผ่าน ถึงจะเรียกขานทางสายรองแต่แท้จริงแผ้วทางถางป่าเพื่อให้กองทัพใช้งานก็เท่านั้น”
เ้าของน้ำเสียงแหบแห้งทอดสายตามองมือเรียวบางที่กำราวไม้กั้นไว้แน่นจนซีดขาวไร้สีเืซุนหลิงหลันหันกลับมามองเขาแล้วคว่ำปากก้ำกึ่งจะน้ำตาจะเอ่อคลอออกมา
นางเอ่ยขึ้นมาเสียงดังอย่างลืมตัว“พุทโธ่ท่านลุง ท่านตกลงไปยังมีผ้าไหมเนื้อดีห่อหุ้ม ข้ามีแต่หนังหุ้มกระดูกเกรงว่าคงต้องตายอนาถ”
ทำเอาคนเอ่ยปลอบใจหลุดขำออกมา
ไม่คาดคิดกลุ่มบุรุษด้านหน้าได้ยินคำตัดพ้อของนางกันถ้วนทั่วประจวบเหมาะกับเป็่ที่พวกเขาต้องชะลอม้าลงเขา
“เ้าจะลงไปทำอะไรข้างล่างเล่า”ต๋าฮวนหันมาถามหยอกล้อ
ซุนหลิงหลันก้มหน้างุดเอาแต่ส่ายหน้านางจะลงไปทำอะไรข้างล่าง คำถามนี้วิ่งพล่านอยู่ในใจ ใช่..นางจะลงไปตายทำไมเล่า
ยังไม่ทันจะย่ำเข้ายามโหย่ว[2] เส้นทางใต้ผาสูงก็เริ่มมืดมิดจนต้องอาศัยแสงนำทางจากคบเพลิง
คำที่ท่านลุงนักโทษกล่าวเอาไว้ก่อนหน้าดูจะไม่เกินจริงไปสักเท่าไหร่คบเพลิงที่พวกเขาถืออยู่ในมือล้วนมาจากที่ซ่อนระหว่างทางเส้นทางสายรองเป็ดั่งป่าหลังค่ายทัพเป่ยเฉิง
วิ่งม้าผ่านเส้นทางเลียบเขามาจนถึงเนินผาอีกฝั่งรอบตัวก็มืดมิดมองเห็นแต่เพียงแสงจันทร์บนฟ้าฟังจากคำของต๋าฮวนเส้นทางสายหลักอยู่ห่างออกไปไม่ไกลทางด้านล่าง คงสักราวหนึ่งจั้ง[3]
การนอนกลางป่าครั้งนี้ดูจะไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลหากไม่ใช่ยามอิ๋น[4]ใกล้รุ่งเช้าจู่ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนักพร้อมเสียงฟ้าร้องอสนีบาตไม่ขาดสายทุกคนสะดุ้งตื่นพากันรวบเก็บสัมภาระ เข้ามายืนหลบลมฝนใต้เงาร่มต้นไม้ใหญ่
ซุนหลิงหลันตัวสั่นด้วยลมฝน นางกระชับผ้าคลุมเข้าหาตัวแน่นเสื้อผ้าหลายชั้นที่สวมใส่เปียกโชกแนบไปกับลำตัวยิ่งทำให้นางดูตัวบางลงกว่าเก่าเป็เท่าตัว
“เ้ามายืนหลบลมหลังข้า”ถงหยุนซวนเอ่ยบอก
แต่ในตอนนั้นซุนหลิงหลันไม่ทันได้สนใจคำพูดของเขานางเพียงขยับร่างกายตามแรงดึงของชายหนุ่ม แต่สายตายังจ้องมองไปทางท่านลุงนักโทษที่นอนอยู่บนเกวียนไม้ตัวเขาถูกพันธนาการแ่า ท่ามกลางเม็ดฝนห่าใหญ่ไม่สามารถขยับตัวไปทางไหนได้เลยเขาสะบัดหน้าไปทางซ้ายทีขวาทีไล่สายฝนที่กระหน่ำพัดเข้าปากเข้าจมูกตนเองอย่างน่าเวทนา
เพราะท่านลุงนักโทษเหมือนมีเงาทับซ้อนกับท่านอาผู้ล่วงลับรอยยิ้มอบอุ่นใจดีดังญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวของเขามักทำให้นางสับสน
ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำพัดมาซุนหลิงหลันตัดสินใจก้าวออกจากด้านหลังถงหยุนซวน กึ่งเดินกึ่งวิ่งมายังเกวียนไม้ใช้แรงที่มีพลิกร่างในม้วนผ้าให้นอนคว่ำหน้าลง โดยมีถงหยุนซวนตามมาช่วยเหลือ แม้ไม่อาจพาไปหลบฝนแต่อย่างน้อยลุงนักโทษก็ไม่ต้องทนทรมานกับการสำลักน้ำ
ผ่านมาราวหนึ่งชั่วยามลมฝนที่เคยพัดโหมก็สงบลงเหลือเพียงสายฝนโปรยปราย
ได้ยินเสียงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดของจางมู่หานดังขึ้นมา
ซุนหลิงหลันและถงหยุนซวนต่างก็ลอบมองเขาพร้อมกันดูเหมือนจางมู่หานจะมีเื่เร่งรีบ ฝนยังไม่ทันหยุดตกเขาก็ออกคำสั่งให้เดินทางต่อจนมาถึงอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งระหว่างทาง
“พวกเ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จหรือยัง”
“ใกล้เสร็จแล้วขอรับ”ถงหยุนซวนก้าวถอยหลัง จนตัวเขาประชิดเข้ากับม่านกั้นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าขณะพูดกับต๋าฮวนเขายืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าหันไปมองทางด้านหลังตัวเขาที่ยืนเป็ั์ขวางประตูอยู่เองก็กระดากใจไม่น้อย
“ใกล้เสร็จหรือยังเขากำลังเดินกลับมาทางนี้อีกแล้ว” ถงหยุนซวนเอ่ยถามน้ำเสียงลนลาน
“เ้าถ่วงเวลาให้ข้าอีกสักหน่อย”ซุนหลิงหลันเองก็ร้อนรนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แต่ยิ่งรีบกลับยิ่งช้า
ต๋าฮวนเดินกลับมาอีกครั้งครานี้เขายืนเท้าเอวมองถงหยุนซวนหันรีหันขวางอยู่หน้าห้องลองเสื้อผ้าด้วยสายตาจับผิดเปิดปากบ่นน้ำเสียงหงุดหงิด
“แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าเหตุใดถึงชักช้านักคุณชาย้าพบเ้า”
“ข้า..”ถงหยุนซวนชี้มือเข้าหาตนเอง คิวขมวดพันกันจนยุ่งเหยิง
ตาฮวนถอนใจออกมาอีกครา แล้วเอ่ย“เ้า..ข้าหมายถึงเ้า”
“อีกเดี๋ยวข้าจะรีบตามไป”
“เหตุใดต้องรอเวลา หรือเ้าเด็กนั่น้าคนช่วยผลัดผ้า”
คำพูดกระทบกระแทกแดกดันของต๋าฮวนพาคนมีชนักติดหลังต้องสะดุ้งโหยง
ถงหยุนซวนก้าวตามหลังต๋าฮวนออกมาหน้าร้านตัวเขายิ่งงุนงงสับสน คนที่เรียกหาเขาไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาสักคำจางมู่หานอ่านจดหมายในมือจบจนพับเก็บเสร็จสรรพก็ยังไร้คำพูดเขาเพียงยืนเอนกายกับต้นไม้ใหญ่หลับตาอยู่เงียบๆจนกระทั่งซุนหลิงหลันเดินกลับออกมาถึงยอมเอ่ยปาก
“เ้าไปกับข้า”จางมู่หานคว้าต้นแขนซุนหลิงหลัน พานางเดินไปทางม้าสีทองแดงตัวโตของเขา“ขืนปล่อยให้พวกเ้าไปด้วยกัน อีกกี่สิบวันจะถึงผิงอัน ข้าเหลือเวลาไม่มาก”
ในตอนนั้นซุนหลิงหลันเพิ่งสังเกตเห็นเกวียนไม้และลุงนักโทษได้หายไปแล้ว แม้จะคิดสงสัยแต่นางไม่กล้าเอ่ยปากถามหันมองต๋าฮวนด้วยความหวัง ให้นางไปกับต๋าฮวนหรือฉีหลุนยังสบายใจเสียกว่า
คนหนึ่งเอาแต่เงียบคล้ายว่าเป็ใบ้อีกคนแม้ชอบพูดจากระชากเสียงใส่ แต่ก็ยังน่าเข้าใกล้กว่าจางมู่หานอยู่หลายเท่าตัว
“ข้ามีธุระต้องไปจัดการ”เสียงทุ้มตอบกลับมา
“ขึ้นไป” จางมู่หานเอ่ยบอกน้ำเสียงเขาแฝงไว้ด้วยความฉุนเฉียวแต่ถึงอย่างนั้นซุนหลิงหลันยังคงไม่ยอมทำตามคำสั่ง นางหันมองไปทางฉีหลุนเอ่ยถามเขาทางสายตา ขอร้องให้ฉีหลุนพานางไปกับเขาแทน
ในตอนนั้นตัวนางก็ลอยวืดขึ้นมาต๋าฮวนเห็นว่าซุนหลิงหลันยืนเก้กังไม่ยอมขยับตัวจึงจับคอเสื้อด้านหลังเหวี่ยงนางขึ้นม้าของจางมู่หานทันทีก่อนที่ชายหนุ่มเ้าของม้าตัวโตจะตามขึ้นมา
“นั่งให้ดีๆ”น้ำเสียงหงุดหงิดดังชิดอยู่ติดใบหู พาให้ซุนหลิงหลันต้องนั่งตัวเกร็งหลังแข็ง
ทั้งที่จางมู่หานเองก็ดูเหมือนคุณชายสุภาพแต่พูดน้อยทั่วไปจะต่างก็ตรงที่เขาหล่อเหลาเกินหน้าเกินตาผู้อื่นผุดผ่องประหนึ่งจันทราลอยเด่นบนฟากฟ้าก็เท่านั้น
แต่ซุนหลิงหลันกลับรู้สึกคร้ามกลัวเขายิ่งกว่าท่าทางโหดร้ายป่าเถื่อนของต๋าฮวนที่คอยข่มขู่นางอยู่ตลอดเวลาราวกับรอบตัวจางมู่หานมีกลิ่นคาวเืบางๆ คละคลุ้งอยู่รอบๆ
คิดไปคิดมาชักจะกลายเป็นางที่ใกล้เสียสติกลิ่นหอมกำจายรอบตัวเขาสดชื่นเหมือนดังธารน้ำใสสะอาดในป่าลึกนางกลับผุดคิดคำว่าคาวเืขึ้นมาแทนเสียอย่างนั้น
“ต้องขออภัยคุณชายคืนนี้โรงเตี๊ยมของเราเหลือแค่เพียงห้องเดียวเท่านั้น” เสียงหลงจู๊วัยชราแ่เบาบ่งชัดถึงความลำบากใจ เขาไม่รู้ถึงตัวตนของจางมู่หาน หากแต่กริ่งเกรงโดยสัญชาตญาณ
จางมู่หานหันมองซุนหลิงหลันคราหนึ่งก็เบือนหน้ากลับไป“ข้ารับห้องที่เหลือ”
ภายในห้องพักขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แม้ว่าในห้องจะมีเตียงไม้สำหรับนอนได้สองคนหนึ่งหลังแต่นั่นเปรียบได้ว่าเป็สมบัติของจางมู่หาน คนอื่นไม่อาจแตะต้อง
ระหว่างที่ฉีหลุนกับถงหยุนซวนกำลังช่วยกันย้ายโต๊ะกลมกลางห้องเก็บเข้ามุมเพื่อเป็พื้นที่ในการนอน ซุนหลิงหลันแอบลอบมองจางมู่หานมาครู่ใหญ่
เขาดูจะไม่พอใจกับเสื้อผ้าสีอ่อนที่ตนเองสวมใส่อยู่สั่งให้คนออกไปหาชุดใหม่มาให้เปลี่ยน ั้แ่ม้าหยุดฝีเท้าอยู่หน้าโรงเตี๊ยม
เสื้อสีอ่อนตัวนอกถูกโยนลงบนเตียงไม่ไยดี ทันทีที่เขาเห็นผู้ติดตามผลักประตูเข้ามาพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือ
ซุนหลิงหลันดวงตาเบิกโตด้วยความตื่นใรีบหันหน้าเข้ากำแพงห้องปั้นหน้าไม่ถูก ถงหยุนซวนไม่มีทางเลือกรีบหันหลังเข้ากำแพงเหมือนอย่างซุนหลิงหลันเพราะกลัวท่าทางของนางจะเป็ที่เคลือบแคลงชวนสงสัย
“คิดเสียว่าเขาเป็..ลูกสิงห์ลูกเสือสักตัวก็แล้วกัน”
“เห็นกันอยู่ว่าเขาไม่ใช่..”
“เ้าเองก็มีพี่ชาย คิดเสียว่า..”
“เขาไม่ใช่พี่ชายข้า”
ทั้งสองกระซิบกระซาบพูดคุยกันอยู่ตรงมุมห้องถงหยุนซวนจนคำพูดจะหาข้ออ้าง เขากลืนน้ำลายลงคอแห้งผากเก้อกระดากใจ จนกระทั่งเสียงในห้องเงียบลงถงหยุนซวนหันกลับมาพบสายตาถึงสองคู่จ้องมองพวกเขาอยู่
“คือ..พวกข้าลงไปรอท่านข้างล่างจะดีกว่าเชิญคุณชายทำธุระส่วนตัว” ถงหยุนซวนเอ่ยแก้สถานการณ์ พากันเดินหนีลงมาด้านล่าง
“ประหลาดคน”เสียงทหารหนุ่มพึมพำดังลอดตามออกมา
“เื่คนที่ส่งจดหมายถึงข้า ได้ความว่าอย่างไร”จางมู่หานฟังเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปจนพอใจ เอ่ยถามกับผู้ติดตาม
“ข้าไปตามแผนที่ในจดหมายพบบ้านร้างหลังหนึ่งคล้ายว่ามีคนอยู่อาศัย ภายนอกรกร้างมีหญ้าขึ้นสูงทว่าด้านในถูกทำความสะอาดพอให้หลับนอนหลบลมหนาวได้ กองถ่านยังดับไม่สนิทมีห่อแป้งทอดสองห่อหล่นอยู่ไม่ไกล แต่หาตัวคนไม่พบประตูด้านหลังมีรอยเืยังใหม่หยดอยู่บนพื้นสองสามหยดคาดว่าคนผู้นั้นอาจหนีไปได้”
“ตามหาตัวเขาให้พบ”เสียงเรียบเอ่ยสั่งก่อนจะลงมายังโต๊ะอาหารด้านล่างลอบมองถงหยุนซวนและซุนหลิงหลันกระซิบกระซาบพูดคุยกัน การที่พวกเขาไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนแต่กลับมีท่าทีสนิทสนมร่วมเป็ร่วมตายไม่คิดหน้าคิดหลังร่วมกันภายในเวลาไม่ทันข้ามวันความสัมพันธ์ผิดแปลกเช่นนี้เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
“เ้าระวังตัวให้มากหน่อยคุณชายผู้นั้นราวกับจับตามองเ้าอยู่การที่เขาช่วยเหลือเราในคืนนั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ เหตุใดเขาต้องออกมาเพ่นพ่านอยู่ด้านนอกตอนกลางดึกในอำเภอห่างไกลเช่นนั้น”
“ข้าจะระวังเอาไว้ขอเพียงถึงเมืองผิงอัน อย่าได้พบพานกันอีก”
เมื่อผู้นั่งหัวโต๊ะยังไม่มาจับจองที่นั่งผู้อาศัยเช่นพวกนางแม้หิวจนไส้กิ่วก็ทำได้แค่สูดดมกลิ่นหอมประทังความหิวโต๊ะไม้เล็กๆ วางเรียงรายไปด้วยอาหารท้องถิ่นอยู่สามสี่จานพร้อมด้วยถ้วยข้าวสวยสำหรับคนสี่คนหากแต่ฉีหลุนกินอิ่มกับผู้ติดตามคนอื่นไปก่อนแล้ว
ซุนหลิงหลันอดนึกถึงชายหนุ่มอีกคนที่ควรจะร่วมโต๊ะอยู่ด้วยกันไม่ได้เขาหายไปที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่กันแน่
จางมู่หานนั่งลงท่ามกลางบทสนทนาที่หยุดลงราวกับเขาไม่ควรรับรู้ในสิ่งที่คนทั้งสองพูดกัน
เขามองกาน้ำชาตรงหน้าซุนหลิงหลันคราหนึ่งก่อนที่เขาจะเอื้อมมือถึง นางก็กุลีกุจอรีบเทน้ำชาให้เขา ั์ตาเรียวยาวจ้องมองใบหน้าจางมู่หานอย่างถือวิสาสะใบหน้าหล่อเหลาเช่นนี้นางมั่นใจว่าตนเองไม่เคยพบหน้าเขามาก่อน
ทว่าความรู้คุ้นตา เหมือนกับเคยพบกันมาก่อนยังรบกวนจิตใจนางมาโดยตลอด ในขณะที่ซุนหลิงหลันจมอยู่กับความคิดของตนเองน้ำชาร้อนก็ไหลเอ่อล้นออกจากถ้วย เจิ่งนองจนกลิ้งไหลตกลงตามขอบข้างโต๊ะห่างกับปลายเท้าของจางมู่หานเพียงคืบมือ
“อาจิน อาจิน”เสียงเรียกของถงหยุนซวนเรียกสติให้ซุนหลิงหลันกลับมาพบความเป็จริงอันเลวร้ายตรงหน้า
ซุนหลิงหลันลนลานหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำเจิ่งนองบนโต๊ะตรงหน้าที่นั่งจางมู่หานมือบางสะดุ้งถอยในคราแรก ด้วยน้ำชายังคุกรุ่นไปด้วยควันร้อนนางกำลังจะเอื้อมมือไปมันเช็ดมันอีกครั้ง ถูกจางมู่หานผลักมือออก
เขาจับผ้าเช็ดหน้าของนางเช็ดโต๊ะพร้อมกับถอนใจเบื่อหน่ายอยู่ในทีราวกับความร้อนที่นางได้ััเป็เื่โกหกเขาดูจะไม่สะทกสะท้านกับมันแม้แต่น้อย
ไก่ทั้งตัวถูกยกมาวางอยู่กลางโต๊ะพร้อมกับมีดทื่อไร้คมที่ตัดหนังไก่ยังไม่ขาด ซุนหลิงหลังออกแรงอยู่นานจนถอดใจ
นางสอดสายตามองห้าเสี่ยวเอ้ออยู่นานแต่พวกเขาหนีหายหลบหน้าไปกันหมด ต้องโทษจางมู่หานที่เป็ต้นเหตุท่าทีของเขาใครอยากจะเข้าใกล้
ดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงคำก่นด่าของนาง
จางมู่หานถอนใจออกมาอีกคราหยิบเอามีดสั้นของเขาที่เหน็บอยู่หลังผ้าคาดเอวออกมาคมมีดวาววามบางดั่งใบหลิวกรีดผ่านหนังไก่ลงลึกถึงเนื้อในคราเดียวไก่ทั้งตัวถูกเฉือนหนังลอกเนื้อจนเหลือแต่กระดูก กลิ่นยิ่งหอมจนน้ำลายสอ
แต่ไม่รู้ภูตพรายตัวไหนมาสะกิดใจซุนหลิงหลันอีกภาพเ้าไก่ตรงหน้าถึงได้กลายเป็ตัวนางเองนอนอยู่ใต้คมมีดในมือเขา
ตะเกียบไม้ในมือซุนหลิงหลันหลุดหล่นเสียงดังยิ่งจางมู่หานตวัดสายตาหันมอง ซุนหลิงหลันยิ่งสติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิง
นางเผลอตัวลุกขึ้นยืนก้าวถอยหลังจดชนเข้ากับเก้าอี้ล้มลง ยิ่งจางมู่หานขมวดคิ้วจ้องมองนางยิ่งเห็นภาพหลอนไปกันใหญ่ เห็นเืเจิ่งนองอยู่บนโต๊ะ ทั้งที่มันเป็เพียงคราบน้ำชา
“อาจิน เ้าเป็อะไรไป”ถงหยุนซวนลุกจากเก้าอี้เข้ามาช่วยพยุงคนบนพื้น
“ข้า..ข้า”ซุนหลิงหลันอ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก
จางมู่หานวางจานไก่ลงตรงหน้าที่นั่งซุนหลิงหลันเสียงดังเสียงจานกระเบื้องกระทบกระแทกกับโต๊ะไม้ เรียกสตินางให้เห็นเ้าไก่เป็เ้าไก่อีกครั้ง
“เ้าลงไปนั่งทำอะไรข้างล่าง”เขาเอ่ยถาม แต่ไม่้าคำตอบ ยังเอ่ยอีกว่า “รีบกินให้เสร็จแล้วกลับขึ้นห้องไปอย่าได้ออกไปเดินเพ่นพ่าน”
ซุนหลิงหลันพยักหน้าตอบรับมองจางมู่หานล้างมือในอ่างไม้ เช็ดใบมีดของเขาอย่างใจเย็น จนกระทั่งเขาลุกจากโต๊ะก้าวออกจากโรงเตี๊ยมไปกับฉีหลุน
เหลือไว้เพียงผู้ติดตามอีกสองคนนั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ซุนหลิงหันหายใจหอบถี่เหมือนว่าตัวนางเพิ่งโผล่พ้นห้วงน้ำเวิ้งว้างขึ้นมาหายใจเหมือนว่านางเพิ่งจมน้ำจวนเจียนจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
“ข้าอิ่มแล้ว เ้ากินเถอะ”นางลุกขึ้นตามแรงพยุงของถงหยุนซวน เอ่ยกับเขาสีหน้าขยาดหวาดกลัวจานไก่ที่วางอยู่
“ข้าได้ยินผู้เดินทางคนอื่นพูดกันวันพรุ่งคงถึงผิงอัน”
“ดี..ดียิ่ง”ซุนหลิงหลันพึมพำกับตนเองอยู่อย่างนั้น
..ดียิ่ง
[1] 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
[2]ยามโหย่ว 17.00-19.00
[3] 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
[4] ยามอิ๋น 03.00-05.00