หลังจากได้รับการยืนยันแล้วว่าเมื่อพักผ่อนอีกสองสามวันพลังการบำเพ็ญเพียรของซูเฟยอวี่จะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ทั้งซูหวั่นเยว่และนางเฉินจึงร้องไห้ประหนึ่งมนุษย์น้ำตา
สิบปีแล้วที่ตระกูลซูต้องตกอับพวกเขาดำเนินชีวิตใน่เวลาอันดำมืดมาเป็ระยะเวลาสิบปีแล้ว
เดิมหลงนึกว่าชาตินี้คงต้องดำเนินไปเช่นนี้คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะรอจนถึงวันเวลาที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อีกครา
ต้องเผชิญหน้ากับการทับถมจากผู้อื่นถูกตระกูลสามีดูิ่เพิกเฉย หัวใจของซูหวั่นเยว่ในยามนี้จึงแปรเปลี่ยนเป็ด้านชา
แต่ในที่สุดพวกเขาก็มีความสามารถที่จะต่อกรกับคนเ่าั้แล้ว
“เสี่ยวโยวเ้าคือโชคมงคลจาก์ของแม่จริง ๆ” ซูหวั่นเยว่ซับน้ำตา กล่าวสะอื้น
ั้แ่บุตรสาวมีสติสมประดีทุกสิ่งก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
“ท่านแม่ อย่าได้กล่าวเช่นนี้กล่าวได้เพียงว่าพวกเราต่างก็โชคดีนัก”
เสิ่นจื่อโยวลูบแผ่นหลังของซูหวั่นเยว่เบาๆ พลางปลอบประโลม
ถูกต้องหากนางไม่โชคดีได้รับโอกาสเกิดใหม่ก็ไม่ต้องกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้
“เสี่ยวโยวกล่าวได้ถูกต้องนี่ราวกับมีพลังศักดิ์สิทธิ์บางอย่างคอยหนุนนำเราอยู่พวกเราต้องหาโอกาสไปกราบไหว้แสดงความขอบคุณท่านที่ได้ปกป้องคุ้มครองตระกูลซูของพวกเราไว้”ซูหวั่นเยว่ผงกศีรษะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์?” เสิ่นจื่อโยวนิ่งอึ้งไป
ในขณะที่อยู่ในแว่นแคว้นเทียนจิ้นนางไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับประเพณีความเชื่อนี้มาก่อน
แต่ในเมื่อท่านแม่อยากไปนางก็จะติดตามไป
สถานที่ ‘ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ลูกหนึ่งที่ห่างออกไปจากเมืองหลวงของแคว้นหลิวหั่วร้อยลี้
บนเนินเขามีผู้คนมากมายควันธูปขดลอยตัวขึ้นสู่้าแขกที่มาปักธูปกราบไหว้จำนวนมากต่างพากันมุ่งหน้าไปยังสำนักกลางดุจธารน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสาย
เสิ่นจื่อโยวไม่คุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้ดังนั้นหลังจากที่นางส่งซูหวั่นเยว่เข้าไปในห้องโถงกลางแล้วนางจึงออกมาเดินเล่นโดยรอบ
คาดไม่ถึงว่าการเดินเล่นนี้จะทำให้นางพบกับ‘คนคุ้นเคย’ สองคนอย่างไม่คาดคิด
• • •
ในสวนดอกไม้นอกอาคารสำนักกลางชายหนุ่มในอาภรณ์เลิศหรูสองคนกำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้สูงมองลงมาด้านล่างด้วยท่าทางเกียจคร้าน
ในสวนดอกไม้มีผู้คนสัญจรไปมาเป็จำนวนมากแต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นการดำรงอยู่ของพวกเขา
พวกเขาอาศัยกิ่งก้านใบไม้ที่หนาทึบปิดบังร่างของตนเองพลางแทะเมล็ดแตงพลางปรายตาสอดส่องผู้ที่มาขอพรด้านล่าง
“เฮ้ จื่อหาง ดูหญิงคนนั้นสิทั้งที่ร่างกายเต็มไปด้วยชั้นเนื้อแต่กลับเดินบิดเอวเลียนแบบผู้อื่นช่างน่าขันจริง ๆ นางไม่กลัวว่าจะเดินบิดจนตกบันไดหรือ?”
“เหอะในโลกใบนี้มีผู้ที่ไม่รู้จักประมาณตนเกลื่อนกลาดไป ใช่ว่าจะมีนางเพียงผู้เดียวบางทีนางอาจรู้สึกว่าตนเองเดินบิดเอวได้น่ามองมากกระมัง?”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆ กล่าวได้มีเหตุผลนี่เรียกว่าอะไรนะ คนอัปลักษณ์มักแสดงท่าทางพิสดาร! ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ...”
อาศัยว่าตนเองนั่งอยู่บนที่สูงไม่มีผู้ใดสังเกตหนุ่มน้อยทั้งสองจึงหัวเราะขบขันผู้อื่นในสวนดอกไม้อย่างเหิมเกริม
คนผู้นี้ทั้งเตี้ยทั้งอ้วนดูอัปลักษณ์เล็กน้อย
คนผู้นั้นหางตาตก ดูประหลาดพิลึกนัก
ไอหยา ยังมีรอยกระเต็มใบหน้า ดูแล้ว ‘เสียสายตา’ จริงๆ...
พวกเขาต่างไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนเองนั้นน่ารังเกียจแต่กลับคิดว่านี่เป็เื่ที่สมเหตุสมผล ไม่ก่อให้เกิดอันตรายอันใด
หากเสิ่นจื่อโยวได้พบพวกเขาในยามนี้นางย่อมจำสถานะของหนึ่งในนั้นได้อย่างแน่นอน
ไป๋จื่อหาง คุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋แต่ไรมาก็หมายปองในตัวเสิ่นเชียนซีบุตรีสายตรงแห่งตระกูลเสิ่น
คราแรกก็เป็เขาที่แสดงตน ‘โกรธเกรี้ยวเพื่อโฉมงาม’ ทำร้ายแม่นางน้อยสติวิปลาสเ้าของร่างนี้จนตาย
ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาก็คืออู๋จวินไฉหลานชายสายตรงคนโตของตระกูลอู๋ทั้งสองคนเป็ดุจกลุ่มคนอันธพาลที่ชอบสร้างความสุขจากการทำให้ผู้อื่นต้องเ็ปกับปมด้อยของตน
พวกเขานั่งอยู่บนต้นไม้นานกว่าครึ่งชั่วยามหัวเราะเยาะหญิงสาวที่มาจุดธูปขอพรไปแล้วกว่ายี่สิบสามสิบคนกระทั่งพวกเขาเริ่มรู้สึกหมดความสนุก
ไป๋จื่อหางนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้กล่าวด้วยเสียงเหนื่อยหน่ายเกียจคร้าน “มองแล้วก็ยังเป็เชียนซีที่งดงามที่สุด”
อู๋จวินไฉจึงกลอกตามองบนใส่เขาปราดหนึ่ง
“ไร้สาระเชียนซีเป็โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลิวหั่ว เ้าจะหาผู้ใดงดงามกว่านางได้ น่าเสียดายที่ข้าได้หมั้นหมายกับน้องสาวอารมณ์ร้ายของเ้าผู้นั้นเสียแล้วมิเช่นนั้นข้าคงต้องตามเกี้ยวเชียนซีเป็แน่”
กล่าวถึงตรงนี้อู๋จวินไฉก็แสดงสีหน้าเสียดายออกมา
น้องสาวของไป๋จื่อหางก็คือไป๋รั่วเจียที่ร่วมมือกับเสิ่นเฉี่ยวเหลียนกลั่นแกล้งเสิ่นจื่อโยวในวังหลวงวันนั้นแต่กลับถูกเสิ่นจื่อโยวใช้ยันต์ะเิร่างและใบหน้าจนเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าดำ
“ข้าขอเตือนเ้าไว้ก่อนอย่าได้ทำสิ่งใดที่ผิดต่อน้องสาวของข้า มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไป!” ไป๋จื่อหางถลึงตามองอู๋จวินไฉอย่างดุร้าย“ที่สำคัญ เชียนซีเป็ของข้า เ้าห้าม่ชิง!”
“ตกลง ๆ พี่น้องของข้ายังไม่รู้จักตัวข้าอีกหรือเ้าชอบเชียนซีมานานแรมปีแล้ว จะกล่าวไปเชียนซีก็ใกล้ถึงเวลาหมั้นหมาย เ้าต้องรีบจับนางไว้ให้มั่นมีคนมากมายกำลังจ้องตะครุบนางอยู่”
อู๋จวินไฉใช้ข้อศอกกระทุ้งไป๋จื่อหางด้วยรอยยิ้มมาดร้าย
ไป๋จื่อหางแค้นเสียงหยัน เขากล่าว“ย่อมเป็เช่นนั้น ไม่ต้องให้เ้ามากังวลใจ”
อู๋จวินไฉถึงได้ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายเขาเบี่ยงสายตาไปมองด้านล่างโดยไม่ตั้งใจ
ทว่าการปราดมองนี้จะไม่ให้ตื่นเต้นคงไม่ได้เพราะเขาพบกับโฉมงามชั้นเลิศเข้าแล้ว
“เร็วเข้า รีบมองไปทางนั้น” อู๋จวินไฉตบบ่าของไป๋จื่อหางแล้วกล่าว“ทางนั้นดูเหมือนจะมีแม่นางหน้าตางดงามคนหนึ่ง นางกำลังเดินมาทางพวกเราแล้ว”
ไป๋จื่อหางหันไปมองตามทิศทางของอู๋จวินไฉเป็ดั่งที่เขากล่าวไว้ มีหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวกำลังเยื้องก้าวสง่างามมาทางนี้
เพราะระยะยังค่อนข้างไกลพวกเขาจึงมองเห็นรูปลักษณ์ของนางไม่ชัดเจนเท่าไรนักทว่าด้วยกลิ่นอายเ็าสูงศักดิ์อยู่เหนือสามัญก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาต้องมองอย่างตกตะลึงแล้ว
“ข้าเองก็รู้สึกว่านางต้องเป็โฉมงามคนหนึ่งรอนางเดินเข้ามาใกล้แล้วดูอีกครา”
ไป๋จื่อหางเลียมุมปากกล่าวอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย
ใกล้แล้ว ประชิดเข้ามาแล้ว
ในขณะที่พวกเขากำลังกลั้นลมหายใจคิดอยากจะเห็นรูปโฉมของอีกฝ่ายให้ชัดเจนก็พลันพบว่า...
อีกฝ่ายกลับสวมผ้าคลุมหน้า?!
อารมณ์ผิดหวังพลันท่วมท้นเข้าสู่หัวใจของพวกเขา
“นางสวมผ้าคลุมหน้า ช่างน่าพิศวงจริงๆ เสียแรงที่ข้าตื่นเต้นไป” อู๋จวินไฉกล่าวอย่างผิดหวัง
“ใช่ ไยจึงต้องสวมหน้ากาก” ไป๋จื่อหางสบถราวกับการที่คนผู้นั้นสวมหน้ากากถือเป็การทำผิดอย่างมหันต์
“มิสู้...พวกเราไปดึงผ้าคลุมหน้าของนางออก?” ดวงตาของอู๋จวินไฉเป็ประกายกลิ้งกลอก
“จะทำอย่างไร ฝืนบังคับหรือ”
“ฝืนบังคับคงไม่ดีหากทำให้สาวงามโกรธจะแย่เอาได้” อู๋จวินไฉลูบปลายคาง“มิสู้พวกเราให้พวกบ่าวไพร่ไปแสดงเป็คนชั่วกระชากผ้าคลุมหน้าของนางออกจากนั้นพวกเราค่อยแสดงตัวเป็วีรบุรุษช่วยสาวงามเป็อย่างไร”
“ความคิดนี้ดีมาก ไม่เพียงได้ยลโฉมของสาวงามแต่ยังสามารถสร้างความประทับใจแก่โฉมงามได้อีกด้วย ถึงยามนั้น...ฮึ ๆก็ไม่แน่ว่าสาวงามอาจคิดตอบแทนพวกเราด้วยร่างกาย”
ไป๋จื่อหางหัวเราะด้วยเสียงหยาบโลนผิดต่อใบหน้าหล่อเหลาใบหน้านี้ยิ่งนัก
ถึงแม้ในความคิดของไป๋จื่อหางเขาจะเก็บตำแหน่งภรรยาห้องหลักให้แก่เสิ่นเชียนซีทว่าเขาไม่เคยขาดสาวงามหญิงคณิกาข้างกาย เขาสามารถรับอนุหลายห้องได้
“เหอะเพียงกลัวว่านางจะเป็หญิงอัปลักษณ์คนหนึ่งถึงยามนั้นหากนาง้าตอบแทนด้วยร่างกาย เราสองคนคงลำบากแล้ว”
อู๋จวินไฉสาดน้ำเย็นให้กับสหายรักถังหนึ่งอย่างไร้ความเกรงใจ
“ฮึหากเป็หญิงอัปลักษณ์ก็จัดการนางสักตั้ง? จัดการนางจนกว่านางจะไม่กล้าเข้าใกล้พวกเราอีก”ไป๋จื่อหางแค่นเสียงหัวเราะหยัน
“จะว่าไปก็ถูกเห็นทีนางเองก็คงไม่กล้าทำอะไรพวกเรา”
อู๋จวินไฉเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน
พวกเขาคนหนึ่งเป็คุณชายใหญ่แห่งตระกูลไป๋อีกคนเป็หลานคนโตของตระกูลอู๋ในเมืองหลวง บิดาและบรรพบุรุษในบ้านล้วนเป็ผู้ที่มีอำนาจคนสามัญทั่วไปจึงไม่กล้าต่อกรกับพวกเขา
“ชู่ว เบาเสียงหน่อยนางใกล้มาถึงแล้ว รีบไปสั่งให้พวกบ่าวไพร่เตรียมตัวเสีย”
ไป๋จื่อหางกดเสียงต่ำสายตาเร่าร้อนจ้องมองไปยังผู้ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้
ยิ่งหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้เขาก็ยิ่งคาดหวังกับรูปโฉมของนางที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า
ดวงตางดงามมีเสน่ห์คู่นั้นช่างงดงามจริงๆ เกี่ยวกระหวัดจนทำให้หัวใจของเขาคันยุบยิบ
สตรีผู้นั้นหยุดฝีเท้าลงไม่ไกลจากใต้ต้นไม้
ไป๋จื่อหางส่งสัญญาณมือให้กับพวกบ่าวไพร่
ทว่ายังไม่ทันรอให้พวกบ่าวไพร่พุ่งไปถึงตัวของหญิงสาวไป๋จื่อหางก็เห็นสตรีผู้นั้นสะบัดมือข้างหนึ่งยันต์สองแผ่นพุ่งมาแปะบนหน้าผากของพวกเขาทันที
พรึ่บ!
ติดได้ตรงตำแหน่ง
ในชั่วเวลาถัดมาทั้งสองคนที่กำลังปัดไม้ปัดมือรอแสดงเป็‘วีรบุรุษช่วยโฉมงาม’ก็ถูกลมมวลหนึ่งพัดตกจากกิ่งไม้!
พลั่ก!
ทั้งสองคนตกลงมาด้วยสภาพคว่ำหน้าในปากเต็มไปด้วยเศษดินหญ้า แทบหมดสติไปทันที
“รสชาติของการตกจากที่สูงเป็อย่างไร”
น้ำเสียงสดใสแ่เบาดังขึ้นเหนือศีรษะเบื้องหน้าระดับสายตาของพวกเขาปรากฏรองเท้าสวยงามคู่หนึ่ง
สตรีผู้นั้นนั่นเอง