กลางป่า
…ภาพของยานพาหนะตัดฝ่าอากาศเครื่องนั้น แกว่งซ้ายแกว่งขวา
ดูได้จากควันสีขาวเจือน้ำตาล ยาวเป็เส้นเื้ัของมันสะบัด
...ยาน พุ่งเฉียงลงจากฟ้า ถึงไม่รวดเร็วนัก ทว่าส่ายสั่นอย่างหวาดเสียว คนบังคับมัน คงประคองเอาไว้แทบขาดใจดิ้น ฉันมองดูโดยไม่รู้ว่ามีอะไรน่าดึงดูดนักหนา กับอีแค่ยานกำลังจะตก ฉันไม่อยากสนใจ เื่ของใครเื่ของมัน บางอย่างในใจกลับชักชวน เหนี่ยวรั้ง ฉุดกระชากฉันให้ตามไปดูสิ่งที่กำลังร่วงลงจากฟ้า ฉันฝืนใจตัวเองไม่ได้เลย...
พรมบินลอยแกว่ง พาผู้บังคับกระแทกเฉียดยอดไม้ ระกิ่งไล่ลงมาเป็ลำดับ เสียงแตกหักของปลายพฤกษาลั่นตามมาเื้ักราวราวเสียงปรบมือของฝูงชน
ตุบ! เสียงหล่นของตัวเล็กกับอดีตพรมบินที่ไม่สามารถยกสิ่งใดให้พ้นแรงดึงดูดได้อีก กระแทกพิภพ
ที่ระบบรักษาความปลอดภัยของมันทำได้ คือพาผู้ขับขี่ให้ลงจอดอย่างปลอดภัยที่สุดก่อนที่ระบบจะหยุดทำงานด้วยความทุลักทุเล คือที่สุดของพรมบินผืนเก่า
ทันทีที่รู้สึกว่าััพื้นได้อย่างปลอดภัย ตัวเล็กนั่งชันเข่าสองแขนยันพื้นนึกขึ้นได้ว่า บางสิ่งที่จะทำก่อนหน้านี้คืออะไร
พรึบ! พับ! ๆ ๆ นกบินกระจายออกจากพุ่มและยอดไม้ กระแตกระต่ายแล่นกลับเข้าโพรงโกลาหล สัตว์ตัวเล็ก ทั้งหลายทิ้งกิจกรรมที่ทำมุ่งเข้าหาจุดปลอดภัยราวกับภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา
เพราะเสียงร้องจ้า เปล่งออกมาจากการปลดผนึกความเศร้าโศกที่อัดอั้นทึบตัน อยู่ในใจของเด็กผู้หญิง...
...ท่ามกลางไพรครึ้มทะมึนหมอก ละอองไอน้ำหนาแน่นในอากาศบดบังทัศนะวิสัย ตัวเล็กยังคงร่ำไห้ หายใจหอบ หัวใจเต้นกระตุก ผิวเนื้อวูบวาบทั่วร่างสรรพางค์กาย ไม่อาจรู้ว่าอาการจะหยุดลงเมื่อไหร่
ผืนพรมเริ่มชื้นเพราะน้ำตาและละอองอากาศ เด็กผู้หญิงตัวน้อยเบี่ยงสะโพกเปลี่ยนจากอาการคลานคุกเข่า พับเพียบลงบนพรมบิน ที่กลายเป็พรมปูพื้นดินชื้นแฉะ
เด็กยกสองแขนอ่อนขึ้นมารัดกันไว้ที่อก พลางปาดน้ำตา ไหล่ที่ห่อตัวที่งอบ่งบอกว่าอุณหภูมิรอบด้านเย็นะเืจนร่างกายสั่น
ตาเบิกกว้างมองไปรอบ ๆ คืออาการหวั่นวิตกที่ร่างกายแสดงออกมาเมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤติแทบสิ้นสติ
ตัวเล็กไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรในกาลอนาคต และเบื้องหน้าของเธอลึกเข้าไปในหมอกหนานั้น มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง
แกรก! เสียงหักของอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แกรก! มันปรากฏขึ้นอีกครั้งดังขึ้นกว่าเดิม
บางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา
แกรก! ครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่โสตประสาทััได้รับรู้ ยังปรากฏเงามืดทะมึนเคลื่อนไหวช้า เจือกับสีขาวหม่น ของมวลหมอก
'ฉันกำลังตาฝาด ๆ' ตัวเล็กภาวนาในใจ ทว่าสิ่งที่กำลังย่างกรายอยู่ตรงหน้า หาใช่ภาพฝันที่ปรากฏอยู่แค่ในมโนจิตไม่
มันคือเงาแท้ ๆ ของสิ่งมีชีวิต เดินด้วยขาสี่ข้าง
มากกว่านั้นคือ บางอย่างกางออกจากลำตัวทั้งซ้ายขวา ขณะมันอยู่ในท่าคลาน
การเคลื่อนไหวของมันทำให้ตัวเล็กคิดถึงลักษณะเ้าบิทเทอร์นแมวต่างดาว
ทว่าตัวนี้ใหญ่กว่ามาก และมันกำลังสาวเท้าใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงลมหายใจ ฟืดฟาด!
มันเดินย่ำเท้า เป็จังหวะ กดคอลงส่งตาเป็ประกายมุ่งมั่นดุจสามารถสะกดให้เด็กหญิงต้องนั่งนิ่ง
ในขณะที่ตัวและหัวใจสั่นสะท้าน ร่างไม่ไหวติง กลัวยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ในชีวิต
ทั่วิัร้อนผ่าว ภายในร่างกลับรู้สึกะเืเย็นถึงแกนกระดูก
เด็กผู้หญิงตัวน้อยนั่งสั่นด้วยความกลัว มองร่างที่ยืนสี่เท้าค้ำหัวอยู่
ปลายจมูกยื่นยาวของมันขยายหุบเป็จังหวะ ขณะที่กรามล่างเผยอ เห็นน้ำลายเอ่อล้นข้นเหนียว
ริมฝีปากย่นเป็เส้นริ้วตลอดแนวแสยะถึงมุมปากข้างหัว เห็นเขี้ยวขาวเรียงสลับนับไม่ถ้วน
ไออากาศกระจายฟุ้งลอดไรเขี้ยวออกมาราวกับพ่นควัน
ฮาก! สัตว์ร้ายเปิดปากอ้าคำรามก้อง
กระโจนทะยานเต็มกำลังด้วยมุ่งมาดประหัตปะา ใส่เด็กที่นั่งตัวสั่น ั์ตาเบิกโพลง
ภาพคมเขี้ยวรายรอบช่องปากของสัตว์ร้าย คือภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง...
...เสียงจักจั่นเรไรแว่วแต่ไกลกระทบโสตประสาท ก่อนดังขึ้นเรื่อย ๆ
จิตที่หลุดออกไปเริ่มรวบตัว เปลือกตากะพริบสั่นพลิ้วระรัว ก่อนจะกลายเป็เหลือกถลนจ้องไปบนอากาศ
ใจยังคงสั่นสลับกับปะทุตึงตัง ััถึงลมหายใจเย็นชืดไหลเรี่ยกระทบปลายจมูกแสดงอาการมีชีวิต
ตัวเล็กสะบัดร่างดิ้น ด้วยความรู้สึกที่หลงเหลือค้างอยู่ก่อนจะสิ้นสติ เธอกรีดร้องปนคำรามราวกับถูกผีสิง ปัดมือดีดเท้าไปมาในอากาศก่อนจะรู้สึกตัวว่าร่างกายเธอยังอยู่ และยังอิสระจากการถูกยึดหรือเหนี่ยวรั้งจากกรงเล็บและคมเขี้ยวใด ๆ
ร่างสัตว์ร้ายมลายหายไปั้แ่ตอนไหนไม่อาจทราบ
ดุจมันจะเป็แค่เพียงฝันร้าย ทว่ารอบทิศทั้งสิบยังคงเป็ป่าไม้ลำต้นสูง
หมอกหนาััได้ ไอเย็นและละอองน้ำควบแน่นเป็หยด เกาะผมตลอดเรือนกายชุ่ม
และเธอยังอยู่บนพรมบินที่ใช้การไม่ได้แล้วผืนนั้นเช่นเดิม
แกรก! โสตประสาทของเด็กหญิงพลันกระทบกับเสียงกิ่งไม้แห้งหักอีกครั้ง
คราวนี้มันดังมาจากทางด้านข้าง ป่านี้มันเป็ยังไงกันแน่นะ
เงาปรากฏตามเสียง ฝ่ามวลหมอกเข้ามานั้นเริ่มมองเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ เป็ร่างของมนุษย์คนหนึ่ง เดินลากขาอย่างคนไร้เรี่ยวแรง
เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ กับเสียงวัตถุไถลพื้นดินตามมาเื้ั อนุมานได้ว่าคนคนนั้นกำลังลากบางสิ่งตามมาด้วย
เงาดำฝ่าไอหมอกเริ่มปรากฏชัด เป็ร่างมนุษย์เพศชายผิวสีน้ำตาลหม่น ตัวไม่ใหญ่นัก สูงไม่เกิน ร้อยหกสิบสามเสีย
ท่อนบนเปลือยเปล่าผอมกะหร่อง มองเห็นกระดูกซี่โครงเป็ลอนคลื่นที่สีข้างทั้งสอง
ที่ดูเป็เพศชายก็ด้วยหน้าอกแบน ๆ เปลือยเปล่าไม่มีสัณฐานให้มองเห็นว่าเป็เพศให้นมบุตรได้
ใบหน้ามนุษย์นั้นไม่มีความเป็มิตรเลยในสายตาของตัวเล็ก ดูละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานซะมากกว่า
ผมของเขายาวสยายปกแผ่นหลัง ท่อนล่างเขาแทบจะไม่มีอะไรปกปิด มีเพียงกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลขาดวิ่นยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้ว ผืนเดียวเท่านั้นป้องกันความอุจาด
ลักษณะเหนื่อยล้าซวนเซแทบพยุงร่างเบาหวิวนั้นไว้ไม่ไหว ราวกับผีร้ายสัมภเวสีปรากฏกายในความฝัน
ร่างโอนเอนโงนเงนนั้นที่สุดก็พุ่งมาในท่าทิ้งตัว เหยียดแขนข้างหนึ่งไปตรงหน้า
ตัวเล็กเห็นดังนั้น รีบลุกทำท่าจะวิ่งหนี กลับมีบางสิ่งเกาะรั้งไว้ไม่สามารถออกวิ่งต่อไปได้ เธอล้มลงหน้าคว่ำดิน หันมองไปยังอวัยวะข้างที่ถูกยึด
มือข้างหนึ่งของร่างผีสามารถจับข้อเท้าของเธอได้ทัน ขณะกำลังจะออกตัววิ่ง เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ทำได้เพียงดิ้นดีดเท้าอยู่กับที่
มันก็ไม่หลุดออกไปสักทีราวกับว่ามือชายร่างผี ทำขึ้นมาจากเหล็กกล้าขึ้นสนิม
เธอใช้นิ้วเล็กเรียวอ่อนของเธอพยายามแงะงัด มือกระด้างสากกลับยิ่งรัดแน่นขึ้น
เธอพยายามทุบและใช้เท้าอีกข้างที่ไม่ถนัดทั้งยันทั้งเหยียบก็ไม่ได้ผล
จนกระทั่งเธอเหนื่อยอ่อน ความตั้งใจที่จะหลุดออกไปให้ได้เหลืออยู่เพียงภายในใจรอโอกาสเท่านั้น
เธอหยุดการกระทำดิ้นรนลงนั่งนิ่ง ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีก
เวลาผ่านไป ๆ และผ่านไป ความอึมครึมสลัวของมวลหมอกเริ่มกลายเป็ความมืด
ไอน้ำที่เกาะตามร่างกายกลายเป็หยดน้ำ ซึมหยาดลงเสื้อผ้าและผมเผ้า ฉ่ำราวกับเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ๆ
มือที่บีบข้อเท้าของเด็กหญิงไว้ก็เริ่มคลายขยับ
“อย่าพึ่งไปนะ” เสียงแหบเล็กดังลอดออกมาจากใต้เรือนผม ที่ดูเหมือนกอหญ้าคา ปกอยู่บนขอนไม้แห้ง ซึ่งคลุมส่วนหัวของร่างนั้น “มันอันตรายนะ อย่าเพิ่งขยับ เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟัง อยู่นิ่ง ๆ ก่อน”
แน่นอนว่าตัวเล็กไม่ไว้ใจอย่างที่สุด ความ้าของเธอคือพยายามจะออกไปให้พ้นพันธนาการ
คำพูดของเขาทำให้เด็กผู้หญิงไม่รู้สึกกลัวอะไรในป่านี้เลย ก็ความรู้สึกบอกว่าสิ่งน่ากลัว ก็คือตัวอะไรไม่รู้ที่กำลังคุยกับเธออยู่ตอนนี้นั่นเอง
ถึงอย่างนั้น มันก็พอจะพูดภาษาคนได้ ทำให้ตัวเล็กยังคงนิ่งอยู่ดูท่าที
ร่างนั้นปล่อยสิ่งที่อยู่ในมืออีกข้าง ใช้ท่อนแขนยันกายขึ้นนั่งคุกเข่า
ภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรกับผีกำลังตะกายขึ้นมาจากหลุมศพ “เธออยู่นิ่ง ๆ ทำตัวนิ่ง ๆ นะ สัตว์ร้ายในป่านี้มันจะโจมตีสิ่งที่เคลื่อนไหว และพวกมันได้กลิ่นของความกลัว”
“ก...กะ...แกเป็ใคร?” ตัวเล็กรวบรวมกำลังใจถาม
“เธออาจจะกำลังกลัวฉัน แต่ไม่ต้องกลัวนะ ฉันอาศัยอยู่ในป่านี้ ได้หลายเดือนแล้ว”
สิ่งที่เขาพูดไม่ได้ทำให้ตัวเล็กหายกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว กลับกังวลยิ่งขึ้นไปอีก
“แล้วมายุ่งอะไรกับหนู...ปล่อยหนูไปเถอะ”
“ฉันช่วยหนูไว้นะ จากสัตว์ร้ายตัวนั้น” เขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ
แน่นอนว่าคำพูดของเขาไม่มีน้ำหนักเลยสำหรับตัวเล็ก
ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้เด็กผู้หญิงมองเห็นเป็อย่างอื่นได้ ถึงแม้ว่าจะเป็เื่ที่เธอยอมรับไม่ได้เลยก็ตาม
และเธอก็ไม่ไว้ใจชายคนนี้แถมยังไม่ชอบขี้หน้าด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับโครงหน้าละม้ายสัตว์เลื้อยคลานของเขา หรืออาจจะใช่
ตัวเล็กรู้เพียงว่ามันเป็ความรู้สึกภายในใจที่อธิบายกับตัวเองไม่ถูก
“พี่ปล่อยมือจากขาหนูได้ไหมคะ?”
“ฉันพยายามยามอยู่ แต่มันเย็นจนขยับไม่ได้ ขอโทษด้วยนะ” เขาพูด ขณะที่มือของเขาข้างนั้นยังสั่นด้วยอาการการเกรงของกล้ามเนื้อ
นิ้วทุกนิ้วคลายออกอย่างเชื่องช้า กระทั่งตัวเล็กสามารถขยับเท้าพ้นจากนิ้วเรียวยาว หุ้มปมกระดูก นั้นได้
ตัวเล็กลุกลี้ลุกลนเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนขมับเป็หยดน้ำหยาดลงข้างแก้ม แน่นอนว่าเธอพยายามจะหนี หากสภาพของป่าน่ากลัวน้อยกว่านี้เธอก็คงหนีไปแล้ว
ที่ยังนั่งมองมนุษย์ผอมกะหร่องนั้นด้วยหางตาพลางเบ้ปากใส่ เพราะว่าป่ารอบด้านมองทิศไหนก็ไม่เห็นทางและความไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศชื้นบวกความหนาวะเื
ตัวเล็กเขม่นตามองไม่ลดละความระมัดระวัง หลังจากที่มือผอมเรียวเหมือนกิ่งไม้แห้งไร้ซึ่งพันธะใด ร่างนั้นก็ค่อย ๆ ใช้มันพยุงกายให้นั่งชันเข่าขึ้น เขาเอี้ยวตัวกลับไปคว้าบางอย่างบนพื้นข้างลำตัว
ลักษณะของสิ่งนั้นเป็ห่วงโลหะ มีโซ่สั้น สามเส้นคล้องอยู่ ยึดกับแท่งเหล็กหรือไม่ก็ไม้ไว้เส้นละด้าม
ถัดจากปลายด้ามออกไปบอกได้ว่ามันเป็โลหะตรงโคนมีขนาดเล็กแยกออกเป็สี่แฉกค่อย ๆ กว้างขึ้นเป็ใบโค้งตวัดปลายออกด้านข้างอย่างสมอเรือ
ก่อนจะหักคมงอนแหลมกลับไปรวมกันตรงปลายสุดอีกครั้งหนึ่ง แต่ละแฉกมองออกว่ามันเคยคมมาก่อนอย่างแน่นอน
ดาบผสมกระบองทั้งสามเล่ม มีลักษณะดุจเดียวกัน ราวกับงูสามหัวก็ไม่ปาน
ในที่สุดร่างผีตายผอมกะหร่องก็สามารถยืนขึ้นได้ แต่ก็ดูเหนื่อยล้า และหนาวสั่น
เขาลากอาวุธที่เขาถือออกเดิน ปล่อยให้มันระเรี่ยพื้นไปทั้งอย่างนั้น
สำหรับตัวเล็กแล้วเป็ภาพที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย
“ตามฉันมา” เสียงแหบเล็กดังขึ้น
ไม่มีทางออกใด ๆ หรอก สำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่จะดีไปกว่านี้ ในสถานการณ์น่าหวาดหวั่น เธอจำต้องเดินตามหลังร่างผีตายร่างนั้น โดยไม่รู้ว่าจะพาไปที่ใด จะเป็ตายหรือร้ายดี
ความรู้สึกของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มีแต่ความหวาดระแวง ระคนกับความหวั่นวิตก
น้ำตาที่อาบแก้มไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหล หัวใจไม่มีทีท่าจะหยุดเต้นระส่ำ
ภาพชายร่างเล็กผมยาวกระเซิง เดินนำเด็กหญิงเดินมาตามลำน้ำ ฝ่าเปลวหมอกและไอควัน กระทั่งมาถึงถ้ำใต้ผาริมฝั่งชล
เขาเดินนำเข้าไป ในขณะที่เด็กผู้หญิงยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ภายนอก
“เข้ามาเถอะ ถือว่าฉันขอร้อง” น้ำเสียงอิดโรย แทบจะเค้นคำออกมาไม่ไหวบอกกับตัวเล็ก
ถึงอย่างนั้นตัวเล็กก็ไม่คลายความวิตกกังวลลงได้ อย่างน้อยเธอก็ปลอดภัยเมื่ออยู่ตรงนั้นแทนที่จะมะงุมมะงาหราในป่าคนเดียว แต่ยังไม่วางใจพอจะเข้าไปหาใครแปลกหน้า
ชายปริศนาจึงต้องปล่อยให้เธออยู่อย่างนั้น
...แสงแดงโร่ปะทุเป็จังหวะกลางความมืด ก่อนที่เปลวไฟจะลุกขึ้นเปล่งแสงไล่
ภายในถ้ำเริ่มสว่าง ส่องให้ตัวเล็กได้เห็นภาพของชายผมยาวอย่างชัดเจน
ถึงตอนนี้เด็กผู้หญิงจะยังไม่เข้าไป แต่ด้วยความหนาวเหน็บ และเปียกชื้น จะชักนำเธอให้โหยหาไออุ่นเองโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่รู้จักไฟ
ร่างชายผมยาวนอนหงายแผ่หลาลงบนแผ่นดิน หายใจหอบดุจคนไร้เรี่ยวแรง ตัวเล็กสังเกตเห็น
ขณะเดียวกันเธอก็ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในถ้ำช้า ๆ สายตาจับจ้องไปยังร่างที่นอนอยู่ด้วยความไม่ไว้วางใจ เพื่อจะวิ่งหนีได้ตลอดเวลาหากเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล...
...เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงแห้งแล้วจากไออุ่นของเปลวไฟ มันก็ไม่ได้เลวร้ายแม้จะไม่ค่อยพึงใจนัก กับการที่ต้องมาติดอยู่ในถ้ำกับคนแปลกหน้า แถมหน้าแปลกดูแทบจะไม่เหมือนคนปกติ
ตัวเล็กยังคงระมัดระวังการเคลื่อนไหวของชายปริศนา เธอจ้องมองหน้าอกกระเพื่อมไหวขณะหายในของเขาแทบไม่ละสายตา กระทั่งร่างนั้นค่อย ๆ ขยับไหว
“เอื้อก!” เสียงครางยาวดังขึ้นขณะที่รางผอมแห้ง กระดกตัวลุกขึ้นมาราวกับผีดิบลุกออกจากโลง
เขาได้แต่นั่งห่อไหล่ทิ้งแขนห้อยก้มหน้าหายใจลึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับตัวเล็ก
“หิวไหม?” เขาถาม
ตัวเล็กใกลัวกับอาการใจอยากออกวิ่งแต่ก็ทำไม่ได้
เมื่อได้ยินคำถามเธอจึงพยักหน้า ไม่สนหรอกว่าอะไรเป็อะไร
ชายปริศนาค่อย ๆ เขยิบไปด้านหลัง เอี้ยวตัวเอื้อมแขนข้ามอาวุธสามเล่มของเขา ไปที่มุมหนึ่งหลังซอกหิน
ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมาพร้อมกับถือห่อใบไม้เอาไว้ในมือ
ห่อใบตองคลี่ออกแช่มช้า เผยสิ่งที่อยู่ข้างใน
“นี่เมล็ดสำรองนะ กินประทังหิว” เขาพูด จากนั้นหยิบเมล็ดผลไม้ขนาดไม่ใหญ่นัก ผิวแห้ง ส่งให้เด็กหญิง
ถึงตัวเล็กจะไม่อยากรับไว้แต่ก็ต้องยื่นมือไปรับด้วยความไร้เดียงสา ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่เสี่ยงที่จะกิน เพียงแต่ถือเอาไว้เฉย ๆ
มือผอมเรียวเห็นข้อปล้องปูดโปน ก็หยิบผลไม้ที่ใหญ่กว่า สดกว่าลูกแรกออกมาจากห่ออีกลูกหนึ่ง “ส่วนผลนี้จะให้พลังงานกับเรา” พูดแล้วก็ส่งให้ตัวเล็ก เธอรับมาถือไว้แค่นั้น ไม่กินเช่นเคย
แววตาสงสัยจ้องมองมา ในมือผอม ๆ ตอนนี้มีผลไม้แห้ง ที่เขาเรียกว่าผลสำรองอยู่เพียงแค่สองเม็ดเท่านั้น ชายปริศนาใช้มือผอมเหมือนมือมัมมี่หยิบผลไม้แห้งขึ้นมาแทะเปลือกให้เห็นเป็ตัวอย่าง ตัวเล็กจึงกล้าที่จะลองกินสิ่งที่อยู่ในมือของตัวเองบ้าง ด้วยความหิวอย่างที่สุด
เปลือกผลไม้ชนิดนั้นคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ รสชาติของมันฝาดเฝื่อนและจืดสนิท
ส่วนอีกผลตัวเล็กกำลังจะเอาใส่ปากแล้ว แต่ก็ต้องชะงัก ด้วยความไม่ไว้ใจถึงขีดสุดปะทุขึ้นภายในใจเพียงเสี้ยววินาที
เธอจ้องมองผ่านเส้นผมปรกหน้าเกือบมิดเข้าไปยังั์ตาชายปริศนา ราวกับจะหาคำตอบอะไรบางอย่าง
'ก็ทำไมเขาถึงไม่กินผลไม้ชนิดนี้ล่ะ' เธอคงคิดเช่นนี้ เป็ใครก็ต้องสงสัย
สบตากันได้ครู่หนึ่งเ้าของผลไม้จึงยื่นมือออกไป “เอามานี่”
ตัวเล็กส่งผลไม้นั้นกลับคืนไปแต่โดยดี
ชายคนนั้นมองซ้าย มองขวา มองไปที่อาวุธข้างตัวก่อนจะส่ายหัว
มันไม่คม มีแต่โคลนกับรอยเื
จากนั้นแหงนหน้ามองไปรอบ ๆ แล้วก้มลงก่อนสะดุดกับอะไรบางอย่างบนพื้น
เขาเอื้อมมือไปหยิบเศษไม้หักขนาดฝ่ามือขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ใช้ความแตกหักเป็แผ่นของเศษไม้นั้น พยายามปาดเปลือกผลไม้
แน่นอนว่ามันไม่คมหรอกและดูเหมือนเป็เื่ไม่ง่ายเลย แต่ในที่สุด ก็สามารถแทงเปลือกผลไม้นั้นเข้าไปได้
และใช้ส่วนแบนปาดแบ่งออกเป็สองได้สำเร็จ ส่งให้ตัวเล็กครึ่งหนึ่งแล้วบอกเธอว่า “กินซะ แล้วก็นอนพัก ไม่ควรออกจากถ้ำไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ควรนอนอยู่กับที่ จนกว่าจะถึงเช้า” พูดจบเขาก็นอนลงอีกครั้งสายตามองไปยังเพดานถ้ำ ราวกับว่ามีภาพปรากฏอยู่
ผลไม้ลูกเล็กลูกหนึ่งกับผลไม้รสชาติหวานขนาดเท่าผลส้มครึ่งลูก ดูจากสายตาแล้วไม่น่าจะทำให้อิ่มได้ ถึงยังไงก็ต้องกินไปก่อน เมื่อมีคนกินเป็ตัวอย่างให้เห็นแล้ว
กินไปมันก็ไม่อิ่มจริง ๆ นั่นแหละ
เมื่อผลไม้ในมือหมดตัวเล็กก็หาจุดที่จะได้พักหลัง นอกจากดิน ก็มีแต่ก้อนหินเย็นเฉียบ 'รู้อย่างนี้ลากซากพรมบินมาด้วยก็ดี'เธอคิด
ที่สุดแล้วเด็กผู้หญิงต้องตัดสินใจนอนตะแคงลงไปบนดิน อย่างน้อยมันก็นุ่มกว่าหินแข็งกระด้าง
เธอยังทนหิวต่อไป สายตาจ้องมองเปลวไฟ ลุกวาบขึ้นเลียอากาศเป็จังหวะ...
...เวลาผ่านไป ความหิวเริ่มคลาย ท้องของตัวเล็กเริ่มอิ่มขึ้น รู้สึกสบายขึ้น อย่างน่าแปลกใจ
เธอจะรับรู้ไหมว่าผลไม้จะมีสรรพคุณอย่างนี้ด้วย
เมื่อรู้สึกอิ่มท้อง หนังตาก็เริ่มหย่อน ความผ่อนคลายทำให้สติเข้าสู่ภวังค์ ช้า ๆ ...
...เวลาเคลื่อนไปไม่อาจคาด ไฟในกองริบหรี่เหลือเพียงถ่านก้อนแดงหลบใต้ผงขี้เถ้า
รอบข้างมืดสนิทแม้จะมองกองไฟยังไม่ค่อยเห็น
...ฟู่ววว! ๆ ๆ เสียงลมเป่าช้า ๆ ดังขึ้นยาว ๆ สองสามครั้ง
ถ่านที่หลบใต้เถ้าก็เริ่มแดงโร่ทำให้พอมองเห็นรอบ ๆ ได้บ้าง มือผอมเพรียวค่อย ๆ เอื้อมไปควานหาเศษกิ่งไม้เล็ก ๆ มาสุมเหนือถ่าน
เป่าอีกไม่กี่ทีเปลวไฟเล็ก ๆ ก็เริ่มถือกำเนิด ถึงอย่างนั้นก็ยังน้อยไปที่จะไล่ความมืดมิดให้เจือจาง
ต้องอาศัยท่อนไม้ที่มีขนาดปานกลางเพื่อสุมให้เปลวลุกโชติโชน และไม้ท่อนใหญ่เพื่อรักษาความร้อนให้อยู่ได้นาน
เปลวไฟที่ลุกโชติแจ้ง ขับไล่ความมืดให้กระจายตัวออกไปแล้ว คนผมยาวจึงละสายตาจากจุดเดิม มองไปยังอีกฝั่งของกองไฟ
ตรงนั้นเคยมีร่างของเด็กผู้หญิงตัวเล็กอยู่ บัดนี้ตรงนั้นและรอบทิศไม่ปรากฏว่ามีร่างใดเลย...
©Witchmedal