แต่ว่าคราวนี้ คุณนายหลิน กลับไม่ได้แสดงอาการออกมา เพราะว่าเธอได้พูดคุยกับ ยวี่ฮั่น เกี่ยวกับเื่นี้ก่อนหน้า การที่มีคนมาชอบไม่ใช่เื่ผิด เพียงแต่ต้องดูแลลูกสาวอยู่ห่างๆไม่ให้พลาดท่าเสียที
“พูดอะไรแบบนั้น ร้านเล็กๆจะเลี้ยงข้าวบ้างไม่ได้หรอ ปฏิเสธแบบนี้เท่ากับไม่ให้เกียรติน้านะ” คุณนายหลิน กล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“คุณน้าครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย ผมเพียงแต่ไม่อยากให้คุณน้าต้องลำบาก แถม ฮั่นฮั่น ยังต้องมาช่วยงานหลังเลิกเรียนอีก ถ้าพวกเรากินฟรีก็น่าเกลียดแย่ ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ผมมีคนเลี้ยงแล้ว ถ้าหากว่าคุณน้าไม่ยอมคิดเงินพวกเรา งั้นผมขอไม่กินดีกว่าครับ” ที่จริงแล้ว เฉิงหยู่ สงสาร ยวี่ฮั่น กลางวันเรียนหนังสือ ตกเย็นก็ต้องมาช่วยขายของ ตอนนี้ทั่วทั้งใบหน้าก็อาบไปด้วยเหงื่อ คนอื่นต้องลำบากถึงขนาดนี้พวกเขาจะกล้าเอาเปรียบได้หรอ
“ใช่ครับๆ คุณน้า วันนี้ผมตั้งใจพาลูกพี่มาหาอะไรทานอยู่แล้ว ถ้าพวกคุณไม่คิดเงิน ลูกพี่ผมก็อาจจะต้องหาร้านใหม่ ลำพังผมเองก็ห้ามเขาไม่ได้ซะด้วย” เ้าอ้วน พูดในทำนองเดียวกัน
คุณนายหลินเอียงหัวแบบงงๆ ได้ยิน เ้าอ้วน เรียก เฉิงหยู่ ว่าลูกพี่ก็เริ่มคิดว่าเ้าเด็กหนุ่มสองคนนี้คงไม่น่าใช่คนดีอะไร ขนาดยังเด็กอยู่แท้ๆ ก็เลียนแบบพฤติกรรมราวกับว่าเป็แก๊งอันธพาล แต่จากพฤติกรรมดูเหมือนพวกเขาจะมีเหตุที่ไม่ยอมให้ตัวเองเลี้ยงอาหาร เธอจึงไม่ได้ว่าอะไรออกไป เพียงแต่พูดกับ เฉิงหยู่ “ถ้าตัดสินใจเช่นนี้ ฉันเองก็คงไม่ว่าอะไร นักเรียนเฉิงไม่รู้ว่า เสี่ยวฮั่น ได้บอกกับเธอหรือยัง ว่าเราอยากจะเชิญเธอมาทานข้าวที่บ้าน เพื่อเป็การขอบคุณที่เธอช่วยเหลือพวกเราสองแม่ลูกเอาไว้ แต่ครั้งนี้เธอห้ามปฏิเสธแล้วนะ ไม่งั้นเท่ากับไม่ให้เกียรติคนแก่ ”
“อ๋อ คุณน้าเื่นั้นผมไม่ปฏิเสธแน่นอนครับ วันนี้ที่โรงเรียน เราได้พูดคุยกันแล้ว ว่าพรุ่งนี้ผมจะไป ไม่ทราบว่าคุณน้าจะสะดวกหรือเปล่า” เฉิงหยู่ กล่าวด้วยสีหน้าตายิ้มแย้ม
“อ่อๆ งั้นก็ดีเลย พรุ่งนี้น้าว่างพอดี ่เย็นก็ไม่ได้ทำอะไร ถึงเวลาเธอก็เดินทางมาพร้อมกับ เสี่ยวยวี่ ”
“ได้ครับ” หลังจากนั้น เฉิงหยู่ ก็เดินไปหาที่นั่ง
“ลูกพี่ ทำไมคุณน้าถึงดูท่าทางเกรงอกเกรงใจลูกพี่ขนาดนั้นละครับ พี่ไปช่วยอะไรเธอหรือ คราวก่อนยังเห็นด่าว่าพี่อยู่เลยนิ”
“นายมันจะรู้อะไร รอให้นายหล่อแบบท่าน เฉิงหยู่ ผู้นี้ก่อนแล้วนายจะเข้าใจเอง แต่ตอนนี้คงไม่มีทาง นายก็เลยไม่มีวันเข้าใจ”
เ้าอ้วน เห็นว่า เฉิงหยู่ ไม่อยากพูดถึง เพราะยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับเขา จึงไม่ได้ถามต่อ เพราะว่าเขารู้จักนิสัยลูกพี่ตัวเองดี เขามีความลับซ่อนอยู่มากมาย มีบางเื่ไม่ควรถามนอกจากเขาจะยอมบอกให้รู้ด้วยตัวเอง
ผ่านไปพักหนึ่ง หลินยวี่ฮั่น ก็นำอาหารทะเลสี่ถาดใหญ่ๆมาเสิร์ฟที่โต๊ะ เพราะว่าเขาสั่งอาหารกันเยอะมาก จนต้องใช้ถาดถึงสี่ใบ
“ฮั่นฮั่น เธอคงหิวแล้วสินะ มานั่งกินกับพวกเราไหม” เฉิงหยู่ เห็นใบหน้าที่ชโลมไปด้วยเหงื่อของ ยวี่ฮั่น จึงเอ่ยปากชักชวนให้เธอพัก
“ไม่เอาหรอก พวกนายกินไปเถอะ ทางโน้นยังมีลูกค้าที่ฉันต้องคอยดูแล” พอเห็นว่า เฉิงหยู่ เป็ห่วงตนเอง หลินยวี่ฮั่น ก็แอบดีใจ หลังจากนั้นเธอก็เดินไปดูแลลูกค้าทางด้านนั้นต่อ
เฉิงหยู่ ก็ไม่ได้พูดอะไร ก้มหน้าก้มตากิน เป็ครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารประเภทนี้ รสชาติช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ใช้เวลากินไปราวๆสี่สิบนาที ทั้งสองก็จัดการอาหารทั้งสี่ถาดแบบไม่เหลือซาก
เ้าอ้วน ลูบๆท้องตัวเองเบาๆ “อ่าส์! อิ่มมากเลย ลูกพี่ เอาไงดีจะกินต่ออีกไหม?”
“จะให้ฉันมีสภาพเป็แบบนายหรือไง กว่าจะยัดลงไปได้ขนาดนั้นไม่ง่ายเลยนะ แล้วยังจะให้ฉันกินอีกหรอ?” ณ เวลานั้น หลินยวี่ฮั่น ก็เดินเข้ามา
“นี่ๆ ฮั่นฮั่น นี่ไม่ใช่ฝีมือฉัน เธอเองก็น่าจะรู้ว่าเวลาฉันอยู่ต่อหน้าเธอฉันรักษาภาพลักษ์เสมอ ” เฉิงหยู่ พูดขณะนั้งเอนตัวพิงเก้าอี้ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ฮึ ี้เีพูดกับนายแล้ว เอาล่ะทั้งหมดหกสิบหกหยวน...” หลินยวี่ฮั่น ก็แบมือยื่นไปที่หน้า เฉิงหยู่
“เธอนี่นะ ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้ เ้าอ้วนเป็คนเลี้ยงฉัน ยังจะมาเก็บเงินที่ฉันอีก ถ้าเธอคิดจะมาเอาเงินจากฉัน ก็มาตอนที่เธอมีของที่อยากซื้อ”
“ถูกต้อง เพื่อนหลิน ทำแบบนี้เท่ากับไม่ไว้หน้า พี่อ้วน คนนี้น่ะสิ” เ้าอ้วน ก็ยังคงลูบท้อง ระหว่างพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“นายเป็หมูเขาหรือไง เขาให้นายจ่ายนายก็ต้องจ่าย นายมีเงินมากขนาดนั้นเลยหรือไง?” พอได้ยิน เ้าอ้วนกล่าวเช่นนั้น เธอก็โมโหขึ้นมา
“ไอ้หยา เพื่อนหลินอย่าเพิ่งโมโหสิ เอานี่!” เ้าอ้วนก็ควักแบงค์หนึ่งร้อยออกมา พร้อมกับยัดใส่มือ หลินยวี่ฮั่น
“ไม่ต้องถอน” เฉิงหยู่ เอ่ยสมทบ
เ้าอ้วน ได้ยินก็กระอักกระอ่วนเกือบอาเจียนอาหารที่กินเข้าไปออกมา
“เดี๋ยว….ลูกพี่ นี่มัน……ไม่ค่อยดีมั้ง!” เ้าอ้วน กล่าวตะกุกตะกัก
“เอาไป! พวกนายรีบไปกันได้แล้ว ฉันต้องทำการทำงาน พอเห็นพวกนายเที่ยวอย่างสบายอารมณ์แล้วมันน่าหมั่นไส้” หลินยวี่ฮั่น เอาตังทอนยัดใส่มือ เ้าอ้วน
พอกลับถึงบ้าน ก็เห็นคนในบ้านทั้งสามคนนั่งล้อมดูทีวีอยู่ เฉิงหยู่ ก็ก้าวไปนั่งลงที่โซฟา พูดขึ้นว่า “น้องสาว เทชาให้พี่ชายหน่อยสิ วันนี้กินมาหนักมาก ไม่อยากจะขยับเขยื่อน”
“ฮึ อยากกินก็ไปยกมาเองสิ” จ้าวหยุนฟาง อารมณ์เสีย
“หา? น้องสาว ใครทำให้เธออารมณ์เสีย! บอกพี่คนนี้มาเลย เดี๋ยวจะช่วยทำให้อารมณ์ดีเอง” พอเห็นน้องสาว อารมณ์ไม่ดี ก็เลยถามแบบงงๆ
“ฮึ!” จ้าวหยุนฟง เค้นเสียงออกมาโดยไม่ได้พูดใดๆ เพียงดูซี่รี่ของเธอต่อไป
“คุณอา เธอเป็อะไรน่ะ?”
“จะมีใครที่ไหนอีกล่ะ แม่สาวน้อยคนนี้น่ะกลับมาก็บ่นใหญ่เลย สองวันมานี้เวลาเลิกเรียนแล้วไม่ยอมรอเธอกลับบ้าน เธอก็เลยโกรธแบบนี้นี่ไงล่ะ” พอเขากลับมาถึงบ้านแล้วยังมีหน้าใช้ให้เธอไปรินชามาให้อีกใครบ้างจะไม่หัวร้อน ถ้าหากเป็เมื่อก่อน เฉิงหยู่ ไม่มีทางที่จะแยแสสนใจ พูดตามตรงเมื่อก่อนอาเขาก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมา เมื่อฟื้นขึ้นเขาก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่นิสัยเปลี่ยนไป แต่วุฒิภาวะความรับผิดชอบก็ดูเพิ่มมากขึ้น รู้จักเป็ห่วงคนรอบข้าง นี่บ่งบอกว่า เฉิงหยู่ ได้เติบโตขึ้นแล้ว รู้แยกแยะผิดชอบชั่วดี มิหนำซ้ำยังสามารถคิดค้นยาวิเศษที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้ ทำให้เธอมีความสุขมากจริงๆ
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง? นี่น้องสาว เธอจะโกรธพี่ชายคนนี้จริงๆหรือ จุ๊ๆ ทำปากจู๋แบบนี้ วางผักกาดขาวได้สองก้านเลยนะนั่น” เฉิงหยู่ ก็เอี่ยวไปหยิบถ้วยชาที่คุณอาถือมา ก่อนจะพูดแหย่ หยุนฟาง
“ฮึ! ไม่ต้องมายุ่ง!”
“โอ๋ๆ อย่าโกรธไปเลยนะ ่นี้พี่ชายยุ่งมาก”
“ฮึ พี่อย่ามาหลอกกันเลยน่า วันนี้ที่โรงเรียนพูดกันให้ทั่ว ว่าเมื่อวานพี่ไปทะเลาะกับคนอื่นอีกแล้ว”
“อะไรนะ! เสี่ยวหยู่ ไปทะเลาะกับคนอื่นมาหรอ แม่เธอเพิ่งจะกลับไป เธอก็หาเื่ใส่ตัวอีกแล้ว เธอคิดจะสร้างความเดือดร้อนให้คนที่บ้านอีกหรือไง” พอได้ยินสิ่งที่ลูกสาวตัวเองพูด เธอก็เดือดดาลขึ้นมา จ้องมองไปยัง เฉิงหยู่ ตาเขม็ง
“โธ่คุณอา ผมไม่ใช่ฝ่ายที่หาเื่สักหน่อย แล้วอีกอย่างตอนนี้ผมก็ต่อสู้ได้เก่งสุดๆ ฟางฟาง เองก็น่าจะรู้ดี”
“ถึงงั้นก็ไม่ได้ เธอคนเดียวจะสู้กับคนเป็กลุ่มได้ยังไง สักวันเธอคงต้องเจ็บตัวแน่ ต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบโทรหาอาก่อน รู้ไหม”
“ทราบแล้วครับ ว่าแต่ อาชาย เคยได้ยินชื่อ อู๋ฉาง ไหมครับ”
“เธอมากับอาหน่อย” พอได้ยินเช่นนั้น จ้าวิหลง ก็เรียกให้ เฉิงหยู่ เข้าไปที่ห้องหนังสือ
เฉิงหยู่และจ้าวิหลง เข้าไปในห้องหนังสือด้วยกัน ภายในตกแต่งเรียบง่าย โต๊ะหนึ่งตัว มีโคมไฟหนึ่งดวงห้อยบนเพดาน ด้านหลังเป็ชั้นวางหนังสือ ที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือมากมาย
ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ “ทำไมเธอถึงรู้จัก อู๋ฉาง ล่ะ? เธอไปมีเื่กับพวก แก๊งหมาป่าโลหิตมาหรือเปล่า?” จ้าวิหลง พูดจาหน้านิ่วคิ้วขมวด
“อ่อๆ ไม่ใช่หรอกครับ พวกเขาเป็ฝ่ายมาหาเื่ผมต่างหาก เท่าที่ผมฟังพวกเขาพูดเหมือนพวกเขาไม่ค่อยจะให้เกียรติอาสักเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าคุณอา้าให้ผมช่วยกำจัดพวกนั้นไหม เพราะผมเชื่อว่าพวกมันต้องมาหาผมบ่อยขึ้น”
“เธออย่าพูดไปเรื่อยเปื่อย แก๊งหมาป่าโลหิต เป็แก๊งอันธพาลที่ใหญ่ที่สุดใน จงเฉิง มีสมาชิกกว่าร้อยคน แล้วก็ยังมียอดผีมือระดับสูงอยู่หลายคน แถมยังอาวุธปืนไว้อีกด้วย ขนาดทางการยังจัดการพวกมันได้ยาก มิหนำซ้ำในหยุนไห่ ยังมีอีกสองแก๊งที่เป็พันธมิตรกับพวกมัน เพราะฉะนั้นพวกมันถึงกล้ากำเริบ สำหรับทางการแล้ว นี่ถือว่าเป็สถานการณ์เลวร้าย พวกเราก็คิดหาทางที่จะกำจัดพวกมัน แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เล่าให้ฟังหน่อยว่าเธอไปเกี่ยวข้องกับพวกมันได้ยังไง?”
“คราวก่อนมีชายหนึ่งคนที่ชื่อว่า เจียงิ พาคนที่ชื่อว่า เถาจิ่ว มาหาเื่ผม ผมเลยจัดการอัดพวกนั้น วันนี้ อู๋ฉาง ก็พาคนมาเอาคืน ผมก็เลยจัดการพวกมัน” เฉิงหยู่ เล่าเหตุการณ์คร่าวๆให้ฟัง
“อะไรนะ! เธอจัดการพวกมัน?!” จ้าวิหลง อุทานเสียงดังด้วยความใ อู๋ฉาง มีสถานะเป็พี่สามของ แก๊งหมาป่าโลหิต ถึงแม้วิชาต่อสู้จะไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่แพ้ให้กับใครง่ายๆ ทว่าหลานชายของตนเองกับสามารถจัดการพวกมันซะราบคราบ
“เื่ก็ประมาณนี้ล่ะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ลงมือหนักกะเอาถึงตาย” ถึงแม้ครั้งนี้ เฉิงหยู่ จะลงมือหนัก แต่ก็ไม่คิดจะเอาให้ถึงตาย
“เธอ….เธอคนเดียวน่ะหรอ ? อัดพวกมันทั้งกลุ่ม ?” จ้าวิหลง ไม่เชื่อหูตัวเอง
“วางใจเถอะครับ คุณอา ก็แค่คนไม่กี่คนเอง พวกมันไม่ได้อยู่ในสายตาผมแม้แต่น้อย จริงๆผมคิดว่าจะไปฐานที่ตั้งของพวกมันแล้วจัดการเช็คบิลให้หมด เพราะพวกมันกล้ามายั่วโมโหผม จริงๆแล้ววันนี้ผมตั้งใจจะจัดการให้เรียบร้อยแต่ยังให้โอกาสพวกมัน ถ้าหากว่าพวกมันยังหาเื่ใส่ตัวอีก งั้นก็คงช่วยไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังถือว่าเป็การทักทายพวกมันแบบปกติคุณอาไม่ต้องห่วง ที่สำคัญถ้ามันรังควานคนใกล้ชิดผม ผมจะถล่มพวกมันให้พินาศ ถึงตอนนั้นหวังว่าคุณอาจะให้ความช่วยเหลือ เท่าที่ฟังผมเดาว่าพวกคุณอาเองก็อยากจะเก็บพวกมันด้วยใช่ไหมครับ?”
พอได้ยิน เฉิงหยู่ พูดว่าจะลุยเดี่ยวบุกไปถึงฐานที่ตั้ง จ้าวิหลง ก็เหงื่อแตกพลัก เขายิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจว่านี่คือหลานของตัวเองจริงๆหรือเปล่า เพราะตลอดเวลาเขาไม่เคยเป็แบบนี้มาก่อน
“ฉันว่าเธอควรจะใจเย็นๆก่อน ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าฝีมือเธอเก่งกาจแค่ไหน แต่ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ปกติ ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้น ฉันหวังว่าเธอจะรีบบอกให้ฉันรู้”
“ได้ครับ! ตามที่ผมได้บอกไปแล้ว ผมจะเลี่ยงจากพวกมัน ถ้าหากว่าพวกมันไม่ยอมเลิกราแต่โดยดี ผมก็จะไม่คิดจะปรานีพวกมันอีกต่อไป ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ” เฉิงหยู่ พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง
ตกดึก จ้าวิหลงและเฉินเหม่ยเหยียน ก็เข้านอน ระหว่างอยู่บนเตียงจ้าวิหลงก็กุมมือของภรรยาเอาไว้ พลางเอ่ยขึ้นว่า “เหม่ยเหยียน เธอคิดว่าเธอรู้จักหลานชายตัวเองดีไหม?”
“แน่นอนต้องรู้สิ เสี่ยวหยู่เขาเติบโตขึ้นแล้ว ตอนที่ยังเล็กๆอาจจะน่าเป็ห่วง เพราะทุกคนก็ตามใจเขาจนเสียนิสัย เที่ยวจีบผู้หญิงไปทั่ว แต่มาตอนนี้เขาก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีแล้วไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมคุณถึงได้ถามขึ้นมา ?”
“อ่อ ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าตอนนี้ เสี่ยวหยู่ ดูไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเลย” จ้าวิหลง ไม่ได้พูดอะไรมากมาย ไม่ได้อยากจะสร้างความลำบากใจให้ แต่เพราะสิ่งที่พูดคุยกับ เฉิงหยู่ วันนี้ มันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมาก
“มันก็ดีไม่ใช่หรือ ตอนนี้ เสี่ยวหยู่ ดูเชื่อฟังเรามากขึ้น ทั้งยังเปลี่ยนเป็คนดี ไม่เที่ยวไปรังแกผู้หญิงก่อเื่เหมือนเมื่อก่อน แล้วยังรู้จักทำงานหาเงิน โดยคิดค้นยาวิเศษขึ้นมา” พูดถึง เฉิงหยู่ ในปัจจุบัน มันก็ทำให้ เฉิงเหม่ยเหยียน พลอยมีความสุขไม่น้อย
“นั่นสินะ นอนกันเถอะ” จ้าวิหลง ไม่ได้กล่าวใดๆต่อ หลับตานอน ส่วน เฉิงเหม่ยเหยียน ไม่นานก็หลับไป
จบตอน