“มันยังฟังอยู่”
เสียงของลูน่าตามออกมาจากความมืดของสถานีพักรถ แม้ประตูรถลำเลียงจะปิดลงแล้ว แม้เครื่องยนต์จะเริ่มสั่นลึกใต้พื้นโลหะ แม้ลมหนาวด้านนอกจะตีกระจกจนเกิดเสียงครางยาวเหมือนใครลากเล็บผ่านแผ่นเหล็ก เด็กหญิงยังพูดประโยคนั้นเบาจนแทบจมหายไปกับเสียงเครื่องยนต์
แต่คาเอลได้ยิน
เขาได้ยินชัดกว่าที่ควร
ไม่ใช่เพราะลูน่าพูดดัง แต่เพราะภายในรถเงียบเกินไป ทุกคนเหมือนพกคืนที่เพิ่งผ่านมาขึ้นรถมาด้วย คืนที่สถานีพักรถมีความอบอุ่นเล็กน้อย มีผ้าห่ม มีอาหารกระป๋องอุ่น ๆ มีกลิ่นกาแฟจาง ๆ ที่แจ็กซ์ต้มผิดรสจนไม่มีใครกล้าชมเต็มปาก มีช่วงเวลาที่คนในทีมเผลอเชื่อไปชั่วขณะว่ายังสามารถนั่งล้อมกันแล้วหายใจแบบคนธรรมดาได้
แต่ความสงบนั้นสั้นเหมือนหิมะที่ตกลงบนฝ่ามือ
พอรถเริ่มเคลื่อนออกจากสถานีพักรถ มันก็ละลายหายไปทันที เหลือเพียงความเย็นที่ซึมเข้ากระดูกและคำเตือนของเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าปัดทิ้งว่าเป็นจินตนาการ
คาเอลนั่งอยู่ใกล้หน้าต่างด้านซ้ายของรถ ลำตัวเอนพิงผนังเย็นจัดที่ส่งความหนาวผ่านเสื้อเข้ามาถึงผิวหนัง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเข่า อีกข้างจับขอบเบาะไว้โดยไม่รู้ตัว นิ้วของเขาเกร็งอยู่ตลอดเวลาเหมือนร่างกายยังไม่เชื่อว่าคืนสงบสั้น ๆ ที่เพิ่งผ่านไปเป็นของจริง เสียงลมหิมะพัดผ่านตัวรถดังวูบต่ำ ๆ เป็นจังหวะคล้ายลมหายใจของสัตว์ตัวใหญ่ที่เดินตามอยู่ด้านนอก
เขาหันมองผ่านกระจกหลังครู่หนึ่ง
สถานีพักรถหายไปเกือบหมดแล้ว
ไฟฉุกเฉินดวงสุดท้ายเหนือชายคายังคงกะพริบอยู่ในระยะไกล แสงสีส้มอ่อนสั่นไหวหลังม่านหิมะเหมือนตาที่กำลังปิดลงช้า ๆ สิ่งปลูกสร้างเล็ก ๆ ที่เคยเป็นที่หลบภัยของพวกเขาเพียงหนึ่งคืนถูกพายุขาวกลืนกลับไปอย่างรวดเร็ว รอยล้อที่รถเพิ่งทิ้งไว้บนถนนก็ถูกหิมะใหม่ปิดทับทีละน้อย ราวกับโลกไม่ต้องการให้มีหลักฐานว่าพวกเขาเคยผ่านมาทางนี้
แจ็กซ์นั่งหน้าพวงมาลัย ไหล่ห่อเข้าหากันเล็กน้อยจากความหนาวและความเหนื่อย ดวงตาของเขาจ้องถนนที่ถูกไฟหน้ารถตัดเปิดออกมาเพียงไม่กี่เมตรข้างหน้า มือทั้งสองกำพวงมาลัยแน่นเกินจำเป็นจนเส้นเอ็นขึ้นที่หลังมือ วิทยุเก่าบนแผงหน้าปัดส่งเสียงซ่าเบา ๆ เป็นช่วง ๆ เหมือนมีทรายละเอียดถูกเทลงในลำโพง ความถี่บนหน้าจอกะพริบติด ๆ ดับ ๆ ไม่มีเสียงคน ไม่มีสัญญาณ ไม่มีการตอบกลับจากโลกภายนอก มีเพียงความขาวที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ และเสียงเครื่องยนต์ที่ดังก้องอยู่ในรถแคบ ๆ
ด้านหน้ารถ กระจกมีฝ้าขึ้นตามขอบด้านใน แม้ระบบทำความร้อนจะยังทำงานอยู่ แต่มันทำงานเหมือนคนใกล้หมดแรง ลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอสีขาวจาง ๆ เมื่อใดที่ประตูหรือช่องแตกเล็ก ๆ รับลมด้านนอกเข้ามา ความเย็นจะไหลผ่านพื้นรถและผนังเหมือนน้ำที่มองไม่เห็น กลิ่นในรถจึงเป็นกลิ่นผสมประหลาดระหว่างน้ำมันเครื่อง ผ้าเปียก เหล็กเย็น เหงื่อเก่า และกลิ่นอาหารกระป๋องที่ยังติดอยู่ตามปลายนิ้วของบางคนจากเมื่อคืน
มิเลียนั่งถัดจากคาเอลไปไม่ไกล เธอไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่รถเริ่มเคลื่อนออกจากสถานีพักรถ มือของเธอวางอยู่บนอาวุธที่พาดอยู่บนตัก นิ้วหัวแม่มือเลื่อนไปตามขอบโลหะช้า ๆ เป็นจังหวะที่ดูเหมือนช่วยให้เธอคิดได้มากกว่าพร้อมยิงจริง ดวงตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างฝั่งตรงข้าม แต่คาเอลรู้ว่าเธอไม่ได้มองหิมะอย่างเดียว เธอกำลังมองเงาสะท้อนของทุกคนในกระจก มองนิกซ์ มองโวร่า มองลูน่า และบางครั้งก็มองเขาโดยไม่หันหน้ามาตรง ๆ
บางครั้งสายตาของเธอหยุดที่มือของเขา
มือที่ยังจับขอบเบาะแน่นเกินไป
มือที่เมื่อคืนอาจดูเหมือนมือคนปกติเมื่อรับกระป๋องอาหารจากเธอ แต่ตอนนี้กลับเกร็งเหมือนพร้อมสั่งอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครอยากได้ยิน
คาเอลรู้ว่าเธอเห็น
และเพราะรู้ เขาจึงพยายามคลายนิ้วออก
แต่มันคลายได้เพียงครู่เดียว ก่อนความตึงจะกลับมาเอง
โวร่านั่งอยู่ท้ายรถใกล้ลูน่า ร่างของเธอนิ่งจนดูเหมือนเงาที่มีลมหายใจ ผ้าพันแผลบนแขนข้างหนึ่งถูกซ่อนใต้แขนเสื้อหนา แต่รอยเลือดเก่าที่ซึมออกมาจาง ๆ ยังเห็นได้เมื่อไฟภายในรถกะพริบตามแรงสั่นสะเทือน เธอพิงผนังรถด้วยท่าทางหลวม ๆ ทว่ามือหนึ่งอยู่ใกล้ด้ามมีดตลอดเวลา ดวงตาสีเย็นของเธอไม่ได้ปิด แม้เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้หลับเลย
ลูน่านั่งข้างเธอ เด็กหญิงกอดกระดิ่งเล็ก ๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด ผ้าห่มผืนเก่าที่โวร่าคลุมให้ยังห่อรอบตัวเธอเหมือนเกราะบางเกินไปสำหรับโลกใบนี้ ใบหน้าของลูน่าซีดจากอากาศหนาวและความกลัว ดวงตากลมโตมองพื้นรถอยู่นานราวกับกลัวว่าถ้ามองออกไปข้างนอก สิ่งที่อยู่ในหิมะจะรู้ตัวว่าเธอเห็นมัน
นิกซ์นั่งตรงข้ามคาเอล แขนที่เริ่มเปลี่ยนรูปถูกพันไว้หลายชั้นใต้ผ้าหนา เขากอดแขนตัวเองไว้เหมือนต้องการกดบางอย่างไม่ให้ขยับจากข้างใน ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดและอ่อนล้า เส้นผมยุ่งตกลงมาบังดวงตา แต่คาเอลยังเห็นความตึงในกราม เห็นลมหายใจที่เข้าจังหวะผิดปกติ เห็นปลายนิ้วที่กระตุกเบา ๆ ทุกครั้งที่วิทยุซ่าขึ้น
มีช่วงหนึ่งที่ทุกคนเงียบจนเสียงปัดน้ำฝนดังขึ้นมาแทนทุกอย่าง
ซ้าย
ขวา
ซ้าย
ขวา
มันกวาดหิมะออกจากกระจกหน้า แล้วหิมะใหม่ก็ปิดทับทันที จังหวะนั้นซ้ำไปซ้ำมาเหมือนนาฬิกาที่นับถอยหลังโดยไม่บอกว่าปลายทางคืออะไร เสียงยางบดหิมะหนาก็ดังสม่ำเสมอเกินไป ครืด ครืด ครืด เสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ ใต้เท้าเหมือนหัวใจอีกดวงหนึ่งในรถ และเสียงลมด้านนอกก็เหมือนบางสิ่งหายใจผ่านช่องแคบของโลก
“เธอหมายถึงอะไร” แจ็กซ์ถามในที่สุด เสียงเขาเบากว่าปกติ ไม่มีมุก ไม่มีรอยยิ้มฝืน ๆ ติดปลายคำ
ลูน่าไม่ตอบทันที เธอกำกระดิ่งแน่นขึ้น เสียงโลหะเล็ก ๆ ในมือนั้นกระทบกันเบามาก เบาจนแทบไม่ใช่เสียง แต่มันดังชัดประหลาดในรถที่ทุกคนกำลังพยายามไม่หายใจแรงเกินไป
“หนูไม่รู้” เด็กหญิงพูด “มันเหมือน…มันไม่ได้ตามเราแบบวิ่งตาม”
แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลังครู่หนึ่ง “งั้นตามแบบไหนล่ะ”
ลูน่าก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
“เหมือนมันอยู่ใต้คำพูด”
ไม่มีใครพูดต่อ
ประโยคนั้นไม่สมเหตุสมผลพอจะใช้อธิบายอะไรได้ แต่มันทำให้ทุกคนเงียบลงพร้อมกันอย่างไร้เหตุผล เหมือนร่างกายเข้าใจก่อนสมองว่าเด็กหญิงไม่ได้พยายามแต่งคำให้ลึกลับ เธอพูดเท่าที่เด็กคนหนึ่งสามารถพูดได้ เมื่อสิ่งที่เธอรับรู้ไม่มีรูปร่าง ไม่มีภาษา และอาจไม่ควรมีที่อยู่ในหัวมนุษย์เลย
คาเอลหันมองออกไปนอกหน้าต่าง
หิมะปกคลุมถนนเป็นผืนเรียบไร้รอยต่อ ไฟหน้ารถส่องออกไปแล้วถูกกลืนเกือบทันที แสงสีเหลืองซีดแตกกระจายกลางม่านขาวเป็นละอองพร่า ทำให้ระยะข้างหน้าดูสั้นลงเหลือเพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจ ถนนเดิมที่ควรทอดยาวไปทางเหนือกลายเป็นเส้นสีเทาจาง ๆ ที่หายไปและปรากฏขึ้นเป็นพัก ๆ ตามจังหวะลมพัด ไม่มีตึก ไม่มีป้าย ไม่มีต้นไม้ที่ชัดเจน มีเพียงรูปร่างคลุมเครือของเสาไฟและซากรถบางคันที่ถูกหิมะทับจนเหลือแค่ส่วนหลังคาโผล่เหมือนกระดูกสัตว์ตายใต้ทะเลน้ำแข็ง
ทุกอย่างเรียบเกินไป
คาเอลไม่ชอบความเรียบนั้น
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าสิ่งที่ไม่เห็นอาจหมายถึงไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น แต่นั่นเป็นความคิดของโลกเก่า โลกที่พื้นถนนเป็นพื้นถนน ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้า และหิมะเป็นเพียงน้ำที่ตกลงมาในรูปแบบหนึ่ง หลังจากทุกอย่างที่เกิดขึ้น คำว่า “ว่างเปล่า” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยอีกแล้ว บางครั้งมันแปลว่าบางสิ่งรู้จักซ่อนตัวดีพอ
บางครั้งความว่างเปล่าแปลว่าเหยื่อยังมองไม่เห็นกับดัก
รถลำเลียงสั่นเบา ๆ เมื่อผ่านพื้นถนนที่เริ่มถูกน้ำแข็งจับ แจ็กซ์ลดความเร็วลงโดยไม่ต้องมีใครบอก เสียงล้อบดหิมะหนาดังครืด ๆ สม่ำเสมออยู่ใต้เท้า เสียงนั้นควรเป็นเสียงธรรมดาของการเดินทาง แต่ยิ่งฟังนาน มันยิ่งคล้ายเสียงอะไรบางอย่างขูดอยู่ใต้ผิวโลก
“ถ้าถนนหนากว่านี้อีกนิด เราจะได้ขับเรือแทนรถแล้วนะ” แจ็กซ์พึมพำ
ไม่มีใครหัวเราะ
เขากระแอมเบา ๆ เหมือนเพิ่งรู้ว่ามุกของตัวเองตกลงบนพื้นเย็นเกินจะเด้งกลับมา “โอเค เข้าใจแล้ว วันนี้ไม่ใช่วันของอารมณ์ขัน”
“ประหยัดไว้เถอะ” โวร่าพูดโดยไม่มองเขา “ถ้านายยังมีแรงพูดตอนต้องวิ่ง ฉันจะประหลาดใจมากกว่า”
“ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่เหมือนมีดแทงไต”
“ฉันยังไม่ได้ใช้มีด”
แจ็กซ์เงียบไปสองวินาที “นั่นแหละที่ทำให้ฉันกังวล”
คำตอบนั้นควรทำให้บรรยากาศเบาลง แต่เสียงวิทยุซ่าขึ้นพอดี เสียงแทรกยาวและแหลมกว่าก่อนหน้า มันลากผ่านห้องโดยสารเหมือนเส้นลวดถูกดึงตึงในกะโหลก ทุกคนชะงักไปพร้อมกัน นิกซ์ยกมือกดขมับทันที ใบหน้าบิดเล็กน้อย
คาเอลหันไปหาเขา “นิกซ์”
“ไม่เป็นไร” เด็กหนุ่มตอบเร็วเกินไป
“นายพูดคำนี้แย่พอ ๆ กับฉันแล้ว”
นิกซ์พยายามยิ้ม แต่ริมฝีปากขยับได้ไม่สุด “งั้นผมจะเปลี่ยนเป็น…ยังไม่ตาย”
แจ็กซ์ยกนิ้วโดยไม่ละสายตาจากถนน “นั่นฟังเป็นมาตรฐานใหม่ของทีมเราได้เลย”
มิเลียมองนิกซ์นานขึ้น “ได้ยินอะไรไหม”
นิกซ์เงียบ
นานพอให้คำตอบชัดก่อนปากเขาจะพูด
“ได้ยินบางอย่าง” เขากระซิบ “แต่ไม่เหมือนเสียงฝูงตอนก่อนหน้านี้”
คาเอลโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “ยังไง”
นิกซ์หลับตาลงเหมือนการพูดถึงมันทำให้เสียงนั้นดังขึ้น “มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่ความหิว ไม่ใช่…เสียงที่ดึงให้ผมอยากวิ่งตาม มันเหมือนเสียงเคลื่อนที่ช้า ๆ ใต้พื้น เหมือนอะไรบางอย่างลากตัวผ่านหินกับน้ำแข็ง”
ลูน่ากอดกระดิ่งแน่นขึ้นทันที
คาเอลเห็น
โวร่าก็เห็น
เธอเอื้อมมือไปวางบนไหล่ลูน่าอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ลูบ ไม่ได้ปลอบด้วยคำพูด เพียงวางมือไว้ตรงนั้นให้เด็กหญิงรู้ว่ามีคนอยู่ใกล้ ลูน่าไม่หันไปมอง แต่หัวไหล่เล็ก ๆ ที่เกร็งอยู่ค่อย ๆ ลดลงเพียงเล็กน้อย
รถแล่นต่อไปอีกระยะหนึ่ง
พายุหนาขึ้นเร็วเกินธรรมชาติ
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนพวกเขายังเห็นเส้นขอบถนนจาง ๆ ตอนนี้ทุกอย่างนอกไฟหน้ากลายเป็นสีขาวเดียวกันหมด กระจกหน้ารถมีเกล็ดหิมะปะทะอย่างต่อเนื่อง เสียงมันดังแปะ แปะ แปะ แล้วถี่ขึ้นจนเหมือนฝนกรวดเล็ก ๆ ปัดน้ำฝนกวาดซ้ายขวาอย่างเหนื่อยล้า ทิ้งรอยใสไว้เพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนถูกหิมะใหม่กลืนอีกครั้ง
ด้านนอกไม่มีเสียงอื่น
ไม่มีเสียงสัตว์
ไม่มีเสียงกิ่งไม้ไหว
ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ของรถคันอื่น
ไม่มีแม้แต่เสียงโลกที่ควรมีอยู่รอบถนน
ความเงียบนั้นไม่ใช่ความสงบ มันเหมือนผ้าหนาหนักที่ถูกคลุมลงมาบนทุกอย่าง เสียงในรถจึงขยายใหญ่ขึ้นจนผิดธรรมชาติ เสียงหายใจของแจ็กซ์ที่พยายามคุมให้สม่ำเสมอ เสียงนิ้วของมิเลียแตะขอบอาวุธ เสียงผ้าห่มลูน่าขยับเบา ๆ เสียงนิกซ์กลืนน้ำลาย เสียงคาเอลเองที่หัวใจเต้นหนักขึ้นโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
“ฉันเห็นถนนน้อยกว่าความหวังในชีวิตตัวเองอีก” แจ็กซ์เอนตัวไปข้างหน้าแทบติดพวงมาลัย
“ช้าลงอีก” คาเอลพูด
“ช้ากว่านี้เราจะเริ่มถอยหลังแล้วนะ”
“ช้าลง”
แจ็กซ์ไม่เถียง เขาลดความเร็วลงอีกนิด เสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนจากคำรามต่ำเป็นครางหนัก ๆ เหมือนสัตว์ที่ถูกบังคับให้เดินผ่านโคลนลึก ล้อหลังปัดเบา ๆ ครั้งหนึ่ง มิเลียจับขอบเบาะทันที นิกซ์กัดฟัน ลูน่าหลับตาแน่น
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รถทรงตัวกลับมา
แต่ความเงียบหลังจากนั้นหนักกว่าเดิม
คาเอลมองถนนผ่านกระจกหน้า แสงไฟหน้ารถสั่นไปตามแรงสะเทือน ทำให้ผืนหิมะข้างหน้าดูเหมือนกระเพื่อม ทั้งที่มันควรนิ่ง เขากะพริบตาแล้วเพ่งมองใหม่ พื้นสีขาวเรียบสนิทกลับสู่สภาพเดิม ไม่มีรอยเคลื่อน ไม่มีเงา ไม่มีสิ่งมีชีวิต
แต่ในหัวของเขา มีบางอย่างเริ่มเปิดขึ้นช้า ๆ
ไม่ใช่หน้าต่างระบบเต็มรูปแบบที่เขาคุ้นเคยในช่วงที่ค่าการเชื่อมโยงความจริงพุ่งสูง แต่เป็นเพียงแรงกดเบา ๆ หลังดวงตา เหมือนมีข้อมูลจำนวนมากพยายามซึมผ่านกำแพงที่ยังปิดไม่สนิท ตัวอักษรสีซีดกะพริบขึ้นไม่ชัดเจน
[ทัศนวิสัยภายนอก: ต่ำกว่าค่าปลอดภัย]
[ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ]
[แหล่งที่มา: ไม่สามารถระบุได้]
เขาหายใจเข้าอย่างช้า ๆ
ไม่สามารถระบุได้
ประโยคนั้นทำให้เขาหนาวกว่าลมด้านนอก
ระบบมักพยายามจำแนกทุกอย่าง มันชอบตั้งชื่อ ชอบแปลงความกลัวเป็นข้อมูล ชอบย่อชีวิตให้เหลือสถานะ เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยง และคำเตือน ถ้ามันระบุไม่ได้ แปลว่าสิ่งที่อยู่ใกล้พวกเขาอาจยังไม่ตรงกับข้อมูลที่มันมี หรือแย่กว่านั้น มันตรงมากเกินไปจนระบบเองยังไม่กล้ายืนยัน
“มีอะไร” มิเลียถาม
คาเอลรู้ตัวว่าเธอมองเขาอยู่
เขาไม่ได้หันกลับไปทันที เพราะกลัวว่าเธอจะเห็นความคิดบนใบหน้าก่อนเขาจัดคำพูดได้ แต่การเงียบของเขาก็เป็นคำตอบอีกแบบหนึ่งอยู่แล้ว
“ระบบเตือนเรื่องแรงสั่น” เขาพูดในที่สุด “ยังไม่ระบุศัตรู”
แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลังอีกครั้ง “แรงสั่นจากอะไร ถนนพัง?”
“อาจใช่”
“ฉันเกลียดคำว่าอาจจากปากนายจริง ๆ”
“ฉันก็เหมือนกัน”
ลูน่ากระซิบขึ้นมา “ไม่ใช่ถนน”
ทุกคนหันไปหาเธอ ยกเว้นแจ็กซ์ที่หันได้เพียงครึ่งวินาทีก่อนต้องกลับไปจ้องถนน
เด็กหญิงยังมองพื้นรถ มือกอดกระดิ่งแน่น เสียงของเธอเบามาก “มันเคาะ”
นิกซ์เงยหน้าขึ้นทันที “เธอได้ยินเหมือนกันเหรอ”
ลูน่าพยักหน้าเล็กน้อย
“เคาะยังไง” โวร่าถาม เสียงของเธอไม่ได้อ่อนโยน แต่ต่ำพอไม่ทำให้เด็กหญิงตกใจ
ลูน่ากลืนน้ำลาย “เหมือนมีคนเอานิ้วเคาะใต้พื้น แต่ไกลมาก แล้วก็…เร็วขึ้น”
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตค่อย ๆ เงยขึ้นมองคาเอลเหมือนอยากให้เขาบอกว่าเธอคิดไปเอง
แต่คาเอลไม่ได้พูดแบบนั้น
เพราะเขาเองก็เริ่มรู้สึกได้
ไม่ใช่ด้วยหู
แต่ด้วยฝ่าเท้าที่แตะพื้นรถ
ตึก
เบามาก
ตึก
ห่างออกไป
ตึก
ใกล้ขึ้น
รถกระแทกบางอย่างใต้ล้ออย่างแรง
ตึง
เสียงนั้นดังจากด้านล่าง ไม่ใช่เสียงก้อนหิน ไม่ใช่หลุม ไม่ใช่กิ่งไม้หัก มันเป็นแรงกระแทกทึบ ๆ ที่ส่งผ่านโครงรถขึ้นมาในกระดูก ทุกคนโยกตามแรงกระตุก แจ็กซ์สบถแล้วบังคับพวงมาลัยไม่ให้รถหมุน ไฟหน้ากวาดผ่านม่านหิมะเป็นเส้นส่ายไปมา ก่อนเขาจะดึงรถกลับเข้าทางได้อย่างหวุดหวิด
“เมื่อกี้อะไร!” มิเลียยกอาวุธขึ้นทันที
“ฉันไม่ได้ชนอะไร!” แจ็กซ์ตะโกน “ไม่มีอะไรให้ชนด้วยซ้ำ!”
คาเอลเกาะขอบเบาะ มืออีกข้างจับพนักหน้า เขามองผ่านกระจกหน้า แต่เห็นเพียงหิมะขาวพร่า สิ่งที่กระแทกรถไม่ได้อยู่ข้างหน้า มันอยู่ข้างล่าง หรือใกล้กว่านั้น
ใต้พวกเขา
พื้นรถสั่นเบา ๆ
ไม่ใช่แรงจากเครื่องยนต์
คาเอลรู้เพราะเขานั่งกับเสียงเครื่องยนต์มาตลอดหลายวัน เสียงเครื่องยนต์ของรถคันนี้มีจังหวะหยาบ ๆ เหมือนหัวใจคนเหนื่อย มันสั่นผ่านเบาะ ผ่านผนัง ผ่านพวงมาลัยแบบหนึ่ง แต่แรงสั่นนี้แยกออกจากมันชัดเจน มันเป็นจังหวะต่ำกว่า ลึกกว่า และเคลื่อนที่ได้ เหมือนมีบางอย่างขยับคู่ขนานกับรถอยู่ใต้ชั้นหิมะ
โวร่าลุกขึ้นครึ่งตัวทันที แม้รถจะโคลง เธอก็ทรงตัวได้ราวกับเท้าเธอรู้ตำแหน่งพื้นก่อนพื้นจะขยับ ดวงตาของเธอกวาดผ่านหน้าต่างซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีใครลงจากรถ” เธอพูด
“ไม่มีใครคิดจะลงอยู่แล้ว!” แจ็กซ์ตอบ “ฉันมีนโยบายไม่เปิดประตูต้อนรับสิ่งที่เคาะจากใต้พื้น”
“เงียบ” โวร่าตัดบท
แจ็กซ์เงียบจริง
ไม่ใช่เพราะคำสั่ง แต่เพราะเสียงบางอย่างดังขึ้น
ครืดดดด
มันลากผ่านใต้ถนนด้านซ้ายของรถ ยาว ต่ำ และชัดพอให้ทุกคนได้ยิน แม้พายุด้านนอกจะโหมกระแทกกระจกอยู่ เสียงนั้นไม่เหมือนโลหะ ไม่เหมือนหิน ไม่เหมือนสัตว์คำราม มันเหมือนเปลือกแข็งจำนวนมากเสียดสีกับหิมะอัดแน่นและชั้นดินแข็งใต้ถนนพร้อมกัน เสียงที่ไม่ควรเดินทางผ่านพื้นขึ้นมาถึงหูมนุษย์ชัดขนาดนี้
ลูน่าปิดหูทันที
กระดิ่งในมือเธอสั่น
นิกซ์ก้มตัวลง มือข้างหนึ่งกดขมับ อีกข้างจิกผ้าพันแขนจนผ้าขาดบางส่วน “มันอยู่หลายจุด”
คาเอลหันไปหาเขา “กี่จุด”
“ไม่รู้” นิกซ์หอบ “มันเลื่อน มันเปลี่ยนตำแหน่งตลอด มันไม่ได้วิ่งตาม…มันรอจังหวะ”
รอจังหวะ
คำนี้ลงไปในหัวคาเอลเหมือนก้อนน้ำแข็ง
ศัตรูที่รอจังหวะไม่ใช่สัตว์ที่หิวจนบ้าคลั่ง มันรู้จักฟัง รู้จักคำนวณ หรืออย่างน้อยก็มีสัญชาตญาณที่เฉียบพอจะไม่โจมตีมั่ว ๆ เขานึกถึงร่องรอยใต้ดินในเกม นึกถึงหน่วยที่ฝังตัวอยู่กับพื้น รอแรงสั่นสะเทือน รอเหยื่อเดินผ่าน แล้วแทงขึ้นมาเป็นแนวด้วยหนามกระดูกมหึมา ในเกม มันคือยูนิตหนึ่งในสนามรบ ตัวเลข ความเสียหาย ระยะโจมตี จุดอ่อนและวิธีรับมือ
แต่ตอนนี้พื้นใต้พวกเขาไม่ใช่แผนที่
รถคันนี้ไม่ใช่ไอคอน
คนในรถไม่ใช่หน่วยที่สั่งถอยได้ด้วยการคลิก
ลูน่าไม่ใช่ตัวเลขเลือด
นิกซ์ไม่ใช่ค่าชีวภาพ
มิเลียไม่ใช่ทรัพยากรที่ต้องคุ้มกัน
และถ้าสิ่งที่อยู่ใต้หิมะโจมตีขึ้นมา ไม่มีปุ่มหยุดเกม ไม่มีโหลดใหม่ ไม่มีใครหัวเราะหลังแพ้แล้วเริ่มรอบถัดไป
ความทรงจำจากเกมปะทะกับความจริงตรงหน้าแรงจนคาเอลรู้สึกคลื่นไส้
“แจ็กซ์” เขาพูด เสียงตัวเองต่ำลงโดยไม่ตั้งใจ “อย่าหยุดรถ”
“ฉันก็ไม่มีแผนจะหยุดกลางพายุเพื่อชมวิวอยู่แล้ว”
“อย่าเร่งแรงเกินไปด้วย”
แจ็กซ์กัดฟัน “ขอบคุณมาก งั้นฉันต้องขับเร็วพอไม่โดนแทง แต่ช้าพอไม่ลื่นตาย ใช่ไหม”
“ใช่”
“ยอดเยี่ยม ฉันชอบโจทย์ที่คำตอบผิดทุกทาง”
รถเคลื่อนต่อไปอย่างระวังยิ่งกว่าเดิม เสียงล้อบดหิมะดังต่ำ ๆ จังหวะเครื่องยนต์ถูกกดให้นิ่งที่สุดเท่าที่แจ็กซ์ทำได้ แต่ยิ่งรถช้าลง ความเงียบยิ่งเปิดพื้นที่ให้เสียงใต้หิมะชัดขึ้น มันไม่ได้อยู่ตลอดเวลา บางครั้งหายไปนานพอให้คนเกือบหวังว่ามันเลิกตามแล้ว ก่อนจะกลับมาอีกครั้งใกล้กว่าเดิม
ครืด
จากด้านขวา
ครืดดด
จากด้านหลัง
ตึก
จากใต้ท้องรถ
ลูน่าหลับตาแน่น โวร่าดึงเด็กหญิงเข้ามาใกล้โดยไม่พูด ลูน่าเอนเข้าหาเธอเหมือนร่างกายเลือกที่หลบภัยก่อนความคิดจะทันตัดสินใจ มือของโวร่ายังอยู่บนไหล่เด็ก แต่ดวงตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา
มิเลียขยับมานั่งใกล้คาเอลขึ้นเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงไม่ถึงครึ่งฝ่ามือ แต่มันชัดเจนในรถที่ทุกคนแทบไม่ขยับ เธอไม่แตะเขา เพียงอยู่ใกล้พอให้เขารับรู้การมีอยู่ของเธอ กลิ่นฝุ่น ผ้าเปียก และโลหะจากอาวุธของเธอผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องในรถอย่างแปลกประหลาด คาเอลรู้สึกถึงความอุ่นจาง ๆ จากไหล่เธอในอากาศเย็น แล้วบางอย่างในหัวเขาที่กำลังเย็นเกินไปค่อย ๆ ถูกดึงกลับมาเพียงเล็กน้อย
“นายรู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร” เธอถามเบามาก
คาเอลไม่ตอบทันที
เขามองหิมะด้านหน้า ไฟหน้ารถตัดม่านขาวออกเป็นอุโมงค์สั้น ๆ มีเกล็ดหิมะหมุนวนอยู่ในแสงเหมือนฝุ่นกระดูก
“ฉันไม่แน่ใจ”
“แต่พอเดาได้”
เขาหันไปมองเธอครู่หนึ่ง
ดวงตาของมิเลียนิ่ง แต่ใต้ความนิ่งนั้นมีความกลัวชัดเจน ไม่ใช่กลัวศัตรูอย่างเดียว เธอกลัวคำตอบจากปากเขาด้วย กลัวว่าเขาจะรู้จักมันมากเกินไป กลัวว่าส่วนหนึ่งของเขาจะกลับไปคิดแบบระบบอีกครั้ง
คาเอลเบือนหน้ากลับไป “ถ้าฉันเดาถูก มันไม่ใช่สิ่งที่เราควรเห็นเต็มตัวตอนนี้”
“นั่นไม่ใช่คำปลอบที่ดี”
“ฉันไม่ได้ปลอบ”
“รู้”
คำสั้น ๆ ของเธอทำให้เขาเงียบไป
พื้นข้างหน้ารถนูนขึ้น
มันเกิดขึ้นเร็วมากแต่โวร่าเห็นก่อน
“ซ้าย!” เธอตะโกน
แจ็กซ์หักพวงมาลัยแทบพร้อมกัน รถทั้งคันเอียงวูบ ล้อด้านหนึ่งไถลไปบนหิมะหนา เสียงโลหะครูดกับน้ำแข็งดังลั่น ในเสี้ยววินาทีถัดมา บางสิ่งพุ่งขึ้นจากถนนตรงจุดที่รถเกือบผ่านพอดี
มันไม่ใช่ตัว
เป็นหนาม
หรือบางอย่างคล้ายหนาม
เงาดำยาวหลายแท่งทะลุผืนหิมะขึ้นมาพร้อมเสียงระเบิดทึบ หิมะและเศษน้ำแข็งกระจายขึ้นเป็นม่านขาว หนามเหล่านั้นแหลม โค้ง และเปียกเป็นมันในแสงไฟหน้ารถ มันพุ่งขึ้นเป็นแนวเฉียงตัดถนน ไม่ใช่แทงมั่ว แต่เป็นเส้นโจมตีที่กะจังหวะไว้แล้ว ถ้ารถช้ากว่านี้เพียงวินาทีเดียว หนามคงทะลุใต้ท้องรถขึ้นมาตรงกลางห้องโดยสาร
ลูน่ากรีดร้อง
มิเลียคว้าพนักเบาะไว้ นิกซ์กระแทกไหล่กับผนังรถ แจ็กซ์สบถเสียงดังขณะพยายามดึงรถกลับจากการไถล พวงมาลัยส่ายไปมาในมือเขาเหมือนสัตว์ดิ้น รถหมุนครึ่งรอบก่อนล้อหลังจะกัดพื้นได้อีกครั้ง เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำแล้วกระชากรถพ้นแนวหนามไปอย่างหวุดหวิด
คาเอลรู้สึกถึงแรงกระแทกที่ชายโครงเก่า ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนลมหายใจสะดุด เขากัดฟันไว้ ไม่ยอมส่งเสียง มือหนึ่งจับขอบเบาะจนเล็บแทบหัก ดวงตายังมองไปยังจุดที่หนามโผล่ขึ้นมา
หิมะเริ่มกลบมันแล้ว
หนามดำค่อย ๆ หดกลับลงใต้พื้นอย่างช้า ๆ เหมือนมีบางสิ่งดึงอาวุธของตัวเองกลับเข้าไปในดิน ขอบถนนที่แตกถูกหิมะขาวกลืนอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงร่องดำและไอน้ำบาง ๆ ลอยขึ้นจากรูที่เพิ่งเปิด
ไม่เห็นตัว
ไม่เห็นหัว
ไม่เห็นตา
แต่ทุกคนรู้พร้อมกันว่ามีบางอย่างอยู่ข้างล่างจริง
“นั่นมันอะไรวะ” แจ็กซ์พูด เสียงเขาแหบจนแทบไม่ใช่เสียงพูด
ไม่มีใครตอบทันที
นิกซ์ก้มตัวลง หายใจแรง มือกดหูตัวเอง “มันได้ยินเรา…มันได้ยินแรงสั่นจากล้อ”
คาเอลมองพื้นรถ “ไม่ใช่เสียง มันอ่านแรงสั่น”
“ต่างกันตรงไหน!” แจ็กซ์ตะโกน
“ต่างตรงที่ถ้าเราหยุด มันอาจหาตำแหน่งยากขึ้น แต่ถ้าเราหยุดกลางนี่ เราจะติดหิมะและไม่มีทางหนี”
“ดีมาก งั้นเราต้องเคลื่อนที่ต่อเพื่อให้มันรู้ว่าเราอยู่ไหน ชอบแผนนี้จริง ๆ!”
“มันโจมตีเป็นแนว” คาเอลพูดต่อเหมือนไม่ได้ยินความตื่นตระหนกในเสียงแจ็กซ์ “ไม่ใช่กระโดดใส่รถโดยตรง มันต้องกะตำแหน่งล่วงหน้า ถ้านายเปลี่ยนความเร็วกับทิศทางเป็นจังหวะ มันอาจพลาด”
แจ็กซ์เหลือบมองเขา “อาจอีกแล้ว”
“ใช่”
“ฉันเริ่มคิดถึงวันที่ปัญหาของเราคือไม่มีกาแฟ”
โวร่าขยับไปที่หน้าต่างซ้าย เธอใช้แขนกันลูน่าไว้ด้านหลัง “มันไม่ได้มีตัวเดียว”
ความเย็นในรถหนักขึ้น
คาเอลมองตามสายตาเธอ
ใต้ผิวหิมะด้านซ้ายของถนน มีเส้นนูนเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว มันเหมือนงูขนาดใหญ่ที่ว่ายอยู่ใต้ทะเลหิมะ แต่แนวของมันแข็งกว่า ตรงกว่า และเร็วเกินกว่าสัตว์ธรรมดา เส้นนั้นปรากฏเพียงไม่ถึงสองวินาทีก่อนจมหายไปใต้ผืนขาวเรียบ จากนั้นอีกเส้นก็ข้ามถนนด้านหน้าไกลออกไป อีกเส้นอยู่หลังรถ และอีกเส้นที่คาเอลเห็นจากหางตาทางขวา
พวกมันล้อมจังหวะ
ไม่ใช่ล้อมพื้นที่
พวกมันกำลังรอจังหวะรถผ่าน
ระบบในหัวเขากระตุกอีกครั้ง
[แรงสั่นสะเทือนใต้พื้น: หลายแหล่ง]
[รูปแบบการโจมตี: เส้นตรง / แทงทะลุจากใต้พื้น]
[การจำแนก: กำลังประมวลผล]
ตัวอักษรกะพริบแล้วแตกพร่าเหมือนสัญญาณถูกพายุรบกวน คาเอลรู้สึกปวดลึกหลังตา เขาหลับตาครึ่งหนึ่ง พยายามไม่ปล่อยให้ระบบดึงเขาลึกเกินไป เพราะทุกครั้งที่เขาให้มันจัดระเบียบโลกมากเกินไป เขาจะเริ่มได้ยินเสียงมนุษย์เบาลง
เสียงลูน่าสะอื้นอยู่ท้ายรถ
เสียงนิกซ์หอบ
เสียงมิเลียหายใจช้า ๆ ข้างตัว
เสียงแจ็กซ์สบถใต้ลมหายใจ
เสียงโวร่าขยับมีดออกจากฝักอย่างเงียบงัน
เขาต้องได้ยินสิ่งเหล่านี้ก่อนตัวเลข
“คาเอล” มิเลียเรียก
เขาลืมตา
เธอมองเขาอยู่ ใกล้พอให้เขาเห็นฝ้าขาวเล็ก ๆ จากลมหายใจเธอลอยในอากาศเย็น “อย่าหายเข้าไปในนั้น”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่เหมือนมือที่ยื่นเข้ามาจับชายเสื้อเขาไว้ก่อนตกลงไปในน้ำลึก
คาเอลพยักหน้าเบามาก
“ฉันยังอยู่”
เธอไม่ตอบว่าเชื่อ
แต่เธอไม่ถอยออกไป
รถกระแทกอีกครั้ง คราวนี้จากด้านขวาหลัง แรงแทงจากใต้พื้นเฉียดตัวรถจนแผ่นโลหะด้านนอกบุบเข้ามาพร้อมเสียงดังสนั่น เศษอะไรบางอย่างขูดผ่านใต้ท้องรถเป็นทางยาว เสียงโลหะกับเปลือกแข็งเสียดสีกันทำให้ฟันทุกคนเสียว แจ็กซ์หักหลบ พวงมาลัยสะบัดจนรถเกือบหมุนอีกครั้ง มิเลียยกอาวุธขึ้นเล็งไปทางหน้าต่างขวา แต่ไม่มีเป้าให้ยิง มีแค่หิมะที่กระแทกกระจกและเงาดำวูบเดียวใต้พื้น
“ยิงไม่ได้!” เธอกัดฟัน
“เก็บกระสุนไว้” โวร่าพูด “มันไม่โผล่ให้ยิงหรอก”
นิกซ์ร้องเบา ๆ แล้วก้มลง มือทั้งสองกดหัวแน่นขึ้น เส้นเลือดที่คอปูดขึ้นใต้ผิว เขาเหมือนพยายามต้านแรงบางอย่างที่เข้ามาในหัว “มันไม่ชอบเสียงเครื่องยนต์…ไม่สิ…มันตามเสียงเครื่องยนต์ มันตามทุกอย่างที่สั่น”
แจ็กซ์หัวเราะสั้น ๆ แบบคนใกล้เสียสติ “ดี งั้นเราดับเครื่องแล้วรอหนาวตายไหม”
“ไม่ได้” คาเอลพูด “ขับต่อ”
“ไปไหน!”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง
ถนนข้างหน้าหายไปในพายุ ด้านหลังมีสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น ด้านซ้ายขวาเป็นหิมะขาวหนาและพื้นที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าลึกแค่ไหน การเดินทางขึ้นเหนือกลายเป็นเส้นด้ายบาง ๆ ที่ถูกดึงผ่านปากสัตว์
คาเอลเพ่งมองผ่านกระจกหน้า
ปัดน้ำฝนกวาดผ่านหนึ่งครั้ง
ในเสี้ยววินาทีที่กระจกใสขึ้น เขาเห็นเงาป้ายบางอย่างทางขวาของถนน มันเก่า เอียง และถูกหิมะเกาะจนแทบอ่านไม่ออก ไฟหน้ารถกวาดผ่านตัวอักษรสนิมเพียงครึ่งเดียวก่อนจะถูกพายุกลืน
สถานีวิจัยภาคสนาม
ลูกศรชี้ออกจากถนนหลักไปทางขวา
คาเอลหันกลับไปทันที “แจ็กซ์ ขวาข้างหน้า มีทางแยก”
“ทางแยกอะไร ฉันเห็นแต่โลกหลังความตาย!”
“ขวา อีกห้าสิบเมตร ป้ายสถานีวิจัยภาคสนาม”
แจ็กซ์มองฝ่าหิมะ หน้าเขาตึง “นายแน่ใจนะว่าการเลี้ยวออกจากถนนหลักเข้าป้ายสถานีวิจัยร้างกลางพายุหิมะไม่ใช่ประโยคเริ่มต้นของเรื่องผีราคาถูก”
“ด้านหลังเรามีของจริงที่แทงรถจากใต้พื้น”
“ก็จริง อันนั้นทำให้เรื่องผีดูเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพขึ้นมาเลย”
“เตรียมเลี้ยว”
“ถ้าทางนั้นตันล่ะ”
คาเอลมองกระจกหลัง เห็นหิมะด้านหลังนูนขึ้นเป็นเส้นยาวสามแนวที่กำลังไล่ตามมาในระยะต่างกัน เหมือนมีกรงเล็บสามข้างใต้โลกกำลังเขี่ยพวกเขาไปข้างหน้า
“ถ้าไม่เลี้ยว เราตายตรงนี้”
แจ็กซ์ไม่พูดอีก
เขารอจังหวะ หายใจเข้าแรง ๆ หนึ่งครั้งเหมือนจะดึงความกลัวทั้งหมดเข้าไปขังไว้ในอก แล้วเหยียบคันเร่งสั้น ๆ รถพุ่งไปข้างหน้า เครื่องยนต์คำราม พื้นใต้ล้อสั่นตอบทันทีราวกับสิ่งใต้หิมะรับรู้แรงเคลื่อนใหม่นั้นได้ พื้นด้านหลังปริแตกเป็นแนว หนามชุดหนึ่งพุ่งขึ้นมาตามเส้นทางเดิมที่รถเพิ่งผ่าน เสียงดังทึบหลายครั้งติดกันเหมือนใครตอกเสาเหล็กจากใต้โลกขึ้นสู่ฟ้า
แจ็กซ์หักขวา
รถลำเลียงไถลออกจากถนนหลักเข้าสู่ทางแยกที่แทบมองไม่เห็น ล้อขวาตกลงร่องหิมะลึก รถเอียงแรงจนลูน่าเกือบหลุดจากที่นั่ง โวร่าคว้าตัวเด็กไว้ทัน มิเลียยื่นมือจับไหล่คาเอลเพื่อไม่ให้เขากระแทกผนัง เขารู้สึกแรงกดจากมือเธอเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเธอปล่อย เหมือนสัมผัสนั้นเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นมากกว่าความตั้งใจ แต่ความอุ่นสั้น ๆ นั้นติดอยู่ที่ไหล่เขานานกว่าที่ควร
รถกระแทกพื้นอีกครั้ง
ตึง
โครงรถทั้งคันร้องคราง เสียงของหลวมในรถกระเด็นชนกันดังระงม แจ็กซ์กัดฟันจนกรามขึ้นสัน พยายามประคองรถไม่ให้พลิก ทางเข้าสถานีวิจัยแคบกว่าถนนหลักมาก และถูกหิมะกลบจนไม่รู้ว่าขอบทางอยู่ตรงไหน เสาไฟเก่าข้างทางบางต้นหักครึ่ง บางต้นเอียงจนสายไฟดำห้อยลงมาท่ามกลางหิมะเหมือนเส้นเอ็นของสัตว์ตาย
“มันตามมาไหม!” แจ็กซ์ตะโกน
นิกซ์เงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีด “ตาม”
คำตอบสั้นเกินไปและหนักเกินไป
ด้านหลังรถ พื้นหิมะระเบิดขึ้นอีกครั้ง หนามชุดหนึ่งแทงขึ้นมาเฉียดท้ายรถจนเศษน้ำแข็งกระแทกกระจกหลังแตกเป็นรอยร้าว เสียงลูน่าร้องดังขึ้น โวร่าดึงเธอก้มลงต่ำทันที เศษกระจกเล็ก ๆ กระเด็นเข้ามาในรถพร้อมลมเย็นเฉียบที่พุ่งเข้ามาราวมีด หิมะละเอียดปลิวเข้าห้องโดยสารและละลายบนผิวหนังเป็นความเย็นเจ็บ
มิเลียเล็งอาวุธผ่านรอยแตกด้านหลัง เธอยิงหนึ่งนัดลงไปที่พื้นตรงแนวที่หิมะนูนขึ้น แสงจากกระสุนพุ่งทะลุม่านขาวแล้วระเบิดใต้ผิวหิมะเป็นประกายสั้น ๆ เสียงกระแทกดังอู้อี้
บางอย่างใต้พื้นหยุดไปครู่หนึ่ง
แค่ครู่เดียว
ก่อนร่องนูนอีกสองแนวจะเคลื่อนเข้ามาแทน
“ยิงชะลอได้แต่ไม่หยุด” เธอพูด
“งั้นขอให้ชะลอไปเรื่อย ๆ จนฉันหาที่จอดแบบไม่ตายได้!” แจ็กซ์ตะโกน
คาเอลมองไปข้างหน้า พยายามอ่านรูปร่างที่ปรากฏและหายไปในพายุ ทางแคบเลี้ยวผ่านแนวต้นสนดำที่ถูกหิมะกดจนกิ่งห้อยต่ำ กิ่งไม้ขูดหลังคารถดังครืดคราดเหมือนเล็บจำนวนมากลากตามพวกเขา แสงไฟหน้ากวาดไปเจอรั้วลวดหนามเก่าด้านหน้า มันล้มเอียงเป็นช่วง ๆ เสาคอนกรีตบางต้นหักครึ่ง บางต้นถูกหิมะฝังจนเหลือเพียงยอดโผล่ รั้วนั้นล้อมพื้นที่กว้างที่ดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานาน
ไกลเข้าไปในพายุ มีอาคารเตี้ยหลายหลังจมอยู่ใต้หิมะ หลังคาแบนรับน้ำหนักขาวหนา ผนังปูนสีเทาหม่นมีรอยแตกยาว บางส่วนถูกเถาวัลย์แห้งและน้ำแข็งเกาะจนดูเหมือนซากกระดูกที่ธรรมชาติพยายามกลืนคืน
แต่สิ่งที่ทำให้คาเอลนิ่งไปไม่ใช่อาคาร
มันคือแสง
ไฟฉุกเฉินสีแดงดวงหนึ่งกะพริบอยู่เหนือประตูอาคารหลัก
ช้า ๆ
ติด
ดับ
ติด
ดับ
ในสถานที่ที่ควรถูกทิ้งมานาน ในพื้นที่ที่ไม่มีร่องรอยคน ในพายุที่กลืนทั้งถนนและสัญญาณวิทยุ แสงสีแดงดวงนั้นยังทำงานเหมือนหัวใจที่ไม่ยอมตาย
โวร่าขยับตัวเล็กน้อย
คาเอลเห็นแม้เธอจะพยายามซ่อน
มันไม่ใช่ความตกใจแบบเจอสถานที่ร้าง ไม่ใช่ความกลัวศัตรู มันเป็นอาการของคนที่เห็นรูปแบบบางอย่างคุ้นตาเกินไป ดวงตาของเธอหยุดที่เสาคอนกรีต รูปรั้วเก่า มุมของอาคารต่ำ และไฟสีแดงเหนือประตู เหมือนความทรงจำที่เธอไม่อยากเปิดถูกบังคับให้แง้มออก
“โวร่า” คาเอลเรียก
เธอไม่ตอบทันที
“เคยเห็นที่แบบนี้เหรอ”
โวร่ากะพริบตาหนึ่งครั้ง แล้วสายตากลับมาเย็นเหมือนเดิม “สถานีวิจัยก็หน้าตาคล้ายกันหมด”
คำตอบนั้นปิดมากกว่าตอบ
คาเอลไม่กดต่อ
ยังไม่ใช่ตอนนี้
รถพุ่งผ่านช่องรั้วที่ล้มลง แจ็กซ์เหยียบเบรกสั้น ๆ แล้วหักหลบซากเสาคอนกรีตที่จมใต้หิมะครึ่งหนึ่ง ล้อรถบดผ่านเศษลวดหนามเก่า เสียงโลหะครูดใต้ท้องรถดังน่าหวาดเสียว พื้นด้านหลังสั่นแรงขึ้น ร่องนูนใต้หิมะตามเข้ามาจนถึงแนวรั้ว
แล้วหยุด
ไม่ใช่หยุดทั้งหมด แต่ชะงักราวกับมีเส้นแบ่งบางอย่างใต้พื้น พวกมันเคลื่อนวนอยู่ด้านนอกลานสถานี ไม่ข้ามเข้ามาทันที ร่องนูนสามแนวลากวนไปตามแนวรั้วที่พัง บางครั้งจมหาย บางครั้งโผล่ให้เห็นเหมือนครีบใต้ทะเลขาว
แจ็กซ์ไม่เชื่อสิ่งที่เห็น “มันหยุด?”
นิกซ์หอบหนักกว่าเดิม “ไม่…มันฟัง”
ลูน่าเงยหน้าจากอกโวร่า ดวงตาแดงจากการร้องไห้ “มันไม่ชอบที่นี่”
คำพูดนั้นทำให้อากาศในรถหนาวลงอีกชั้น
สถานที่ที่สัตว์ใต้หิมะไม่อยากเข้ามา
ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
มันอาจแปลว่าข้างในมีบางอย่างที่เลวร้ายกว่า
แจ็กซ์พารถเข้าไปจอดเฉียงใต้เงาอาคารหลัก รถหยุดพร้อมเสียงเบรกครูดบนหิมะหนา เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่ มันสั่นต่ำ ๆ เหมือนหัวใจของสิ่งมีชีวิตที่เหนื่อยจนใกล้หมดแรง ไม่มีใครรีบเปิดประตู ทุกคนเพียงนั่งนิ่งอยู่ในห้องโดยสารที่เต็มไปด้วยลมหายใจขาว กลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นโลหะร้อนจากใต้รถ และกลิ่นหิมะเย็นที่พัดเข้ามาทางกระจกหลังร้าว
คาเอลมองผ่านกระจกหน้าไปยังอาคารหลัก
ไฟแดงกะพริบ
ติด
ดับ
ติด
ดับ
ระบบในหัวเขากะพริบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าเดิม ราวกับการโจมตีเมื่อครู่ทำให้มันรวบรวมข้อมูลได้พอ
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตใต้พื้น]
[รูปแบบการโจมตี: แทงทะลุจากใต้ผิวดิน / ตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือน]
[การจำแนกชั่วคราว: ลอร์เกอร์ (Lurker)]
ตัวอักษรสุดท้ายค้างอยู่ในหัวเขานานเกินไป
ลอร์เกอร์
คำหนึ่งคำ
ชื่อหนึ่งชื่อ
ในเกม ชื่อนี้อาจหมายถึงหน่วยศัตรูที่ต้องระวัง ต้องสแกน ต้องบังคับกองทัพไม่ให้เดินเข้าหาโดยไม่คิด แต่ในความจริง คำนี้หมายถึงถนนที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป หมายถึงพื้นดินที่โกหก หมายถึงทุกก้าว ทุกแรงสั่น ทุกลมหายใจของเครื่องยนต์อาจกลายเป็นคำเชิญให้หนามจากนรกพุ่งขึ้นมาฉีกคนออกเป็นชิ้น ๆ
คาเอลพูดชื่อนั้นออกมาเบามาก
“ลอร์เกอร์”
แจ็กซ์หันมามองเขา “ฉันควรถามไหมว่าทำไมนายพูดชื่อมันเหมือนเคยเจอในฝันร้ายมาก่อน”
คาเอลไม่ตอบ
แจ็กซ์มองหน้าเขา แล้วหัวเราะสั้น ๆ แห้ง ๆ “โอเค ไม่ถามก็ได้ ชื่อมันฟังแย่อยู่แล้ว ต่อให้เรียกมันว่าเจ้าก้อนนุ่มนิ่มใต้หิมะ ฉันก็ไม่รู้สึกปลอดภัยขึ้นหรอก”
ไม่มีใครหัวเราะ
แจ็กซ์เองก็ไม่หัวเราะต่อ
มิเลียมองคาเอลผ่านแสงสลัวในรถ “มันจะเข้ามาไหม”
คาเอลมองร่องนูนด้านนอกแนวรั้ว พวกมันยังวนอยู่ นาน ๆ ครั้งหนามหนึ่งแท่งแทงขึ้นมาจากหิมะนอกลานเหมือนทดสอบระยะ ก่อนหดกลับลงไปอีกครั้ง
“ไม่รู้” เขาตอบตามจริง “แต่ถ้าเราติดอยู่ในรถตอนมันตัดสินใจเข้ามา เราไม่มีที่หลบ”
“แล้วข้างในล่ะ” แจ็กซ์ถาม “อาคารร้างที่ยังมีไฟแดงหายใจเหมือนสัตว์ป่วยนั่นปลอดภัยกว่า?”
คาเอลมองประตูเหล็กของอาคารหลัก มันปิดอยู่ แต่ไม่ได้ถูกหิมะกลบทั้งหมด มีรอยลากบางอย่างหน้าอาคาร เก่าหรือใหม่เขาแยกไม่ออกในพายุ มีเสาไฟฉุกเฉินหักอยู่ข้างบันได และเหนือประตูมีป้ายสนิมที่อ่านได้เพียงบางส่วน
สถานีวิจัยภาคสนามหมายเลข 17
ตัวเลขนั้นแทบจมหายใต้คราบน้ำแข็ง
“ไม่” คาเอลพูด “ไม่ปลอดภัยกว่า”
แจ็กซ์อ้าปากเหมือนจะถามว่าทำไมเราต้องเข้าไป
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ถาม เพราะคำตอบอยู่ด้านหลังแล้ว และอยู่ตรงหน้าพวกเขาเช่นกัน
กลางพายุขาวที่กินเสียงทุกอย่าง เหลือทางเลือกเพียงสองทางที่ไม่มีทางไหนดูเหมือนชีวิต
แจ็กซ์ค่อย ๆ หยุดรถใต้เงาอาคารหลัก เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่ เสียงของมันสั่นต่ำ ๆ เหมือนหัวใจของสิ่งมีชีวิตที่เหนื่อยจนใกล้หมดแรง
ไม่มีใครรีบเปิดประตู
ไม่มีใครพูดว่าโชคดี
ไม่มีใครพูดว่าพวกเขารอดแล้ว
เพราะด้านหลังพวกเขา ถนนถูกพายุขาวกลืนไปหมด
ใต้ถนนมีลอร์เกอร์
และตรงหน้าคือสถานีวิจัยร้างที่ยังมีไฟหายใจอยู่ในความมืด
คาเอลมองทุกคนอีกครั้ง
หนึ่ง
แจ็กซ์ยังหายใจ
สอง
มิเลียยังหายใจ
สาม
นิกซ์ยังหายใจ
สี่
ลูน่ายังหายใจ
ห้า
โวร่ายังหายใจ
หก
เขายังหายใจ
แต่ความเงียบจากสถานีวิจัยข้างหน้าไม่ได้เหมือนสถานที่ว่างเปล่า
มันเหมือนห้องที่มีใครบางคนปิดไฟแล้วรอให้เด็ก ๆ กลับบ้าน
วิทยุที่ปิดอยู่ส่งเสียงซ่าขึ้นอีกครั้ง
สั้นมาก
ก่อนจะดับลง
และในเสียงซ่านั้น คาเอลไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินคำหนึ่งจริง ๆ หรือแค่สมองเหนื่อยเกินไป
ทดลอง