ซานซานตัดสินใจวางสำนักที่คิดจะสร้างเอาไว้ก่อนยามนี้นางต้องทำตัวเป็ภรรยาที่ดี จึงย้ายตัวเองออกจากตำหนักฮุ่ยเยี่ยนไปประจำการยังค่ายทหาร
เนื่องจากมหาอำนาจต่างแคว้นที่พ่ายศึกไปยังรอหยั่งเชิงกันอยู่ต้าถังย่อมเงียบสงบไร้ข้าศึกรุกรานเนิ่นนานปี
จ้าวเหว่ยในฐานะรัชทายาทซึ่งได้เดินทางไปทั่วแคว้นจัดการวางรากฐานระบบกระจายอำนาจเอาไว้แล้วเป็อย่างดี ยามนี้บ้านเมืองจึงสงบสุข จ้าวเหว่ยจำต้องรั้งอยู่ที่วังกับพระบิดาร่วมบริหารราชกิจมากมายไม่มีอะไรน่าห่วง
มีเพียงพยัคฆ์หมอบัซ่อนเท่านั้นที่จ้าวเหว่ยยังต้องเฝ้าระวังไม่อาจกระทำการบุ่มบ่าม
หลังจากเสร็จสิ้นราชกิจประจำวันจนเวลาล่วงเลยเข้ายามเซินสองเค่อ[1]รัชทายาทหนุ่มก็รีบเข้าเฝ้ามารดาเพื่อที่จะได้พบหน้าบุตรสาวทันที
มิคาดว่าวันนี้หลี่กุ้ยเฟยจะมีแขกอีกแล้ว
ภายในโถงรับรองยามนี้นอกจากหลี่ฮุ่ยเยี่ยนลู่หลิ่ง ยี่ซินและซูเหยายังมีไป๋ฮูหยินกับหลินฮวานั่งอยู่ทางอีกฝั่งคล้ายกับรอใครบางคนกระนั้น
และการมานั่งรอก่อนเช่นนี้ผู้ที่มาทีหลังย่อมไม่อาจออกไปโดยง่าย วันนี้สตรีสกุลไป๋เตรียมแผนรับมือมาอย่างดี
เมื่อจ้าวเหว่ยพาร่างสูงสง่าเดินเข้ามาสตรีทั้งสองก็รีบพากันลุกขึ้นทำความเคารพอย่างนอบน้อม บ่งบอกว่าข้าเห็นท่านแล้วนะอย่าได้คิดเดินกลับหลังออกไปเชียว
ไป๋ฮูหยินซ่อนรอยยิ้มสมใจเอาไว้ยากเย็นเป้าหมายของนางคือตำแหน่งฮองเฮาของบุตรสาว ขยายอำนาจตระกูลไป๋ให้กว้างไกลครอบคลุม
โดยเฉพาะหลินฮวาที่แช่มชื่นกว่าผู้ใดวันนี้นางแต่งกายงดงามพิลาศล้ำประหนึ่งมางานเลี้ยงประจำพระราชวังก็ไม่ปาน กิริยาแช่มช้อยเสริมความเป็โฉมสะคราญกว่าทุกวันปิ่นระย้าถูกประโคมปักบนเรือนผมจนคล้ายนาง์สูงส่งเหนือทุกภพ
“ไม่ต้องมากพิธีนั่งลงเถิด”
รัชทายาทหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มนุ่มเว้นระยะห่างพอควร ก่อนเดินมานั่งลงยังอีกทางฝั่งหนึ่งกับมารดา
สายตาคู่คมไม่แม้แต่จะเหลือบแลสตรีอีกทางว่ามองเขาด้วยดวงตาหวานเชื่อมปานใด
หลี่กุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นอย่างเปี่ยมมิตรไมตรีน้ำเสียงนุ่มละมุน เพื่อบรรยายความดีของสตรีสกุลไป๋ให้บุตรชายฟัง
“วันนี้ไป๋ฮูหยินมีน้ำใจนำของกำนัลมามอบให้อีกแล้วเป็ชาอ่อนชั้นยอดจากแดนเหนือ”
วันก่อนเป็หยกเหอเทียนหยู่จากต่างเมืองเมื่อวานยังมีหงส์สลักจากทะเลแดนใต้ วันนี้เป็ชาดีจากแดนเหนือ
มิรู้ว่า้าทับถมคนที่ไม่มีสิทธิ์ออกท่องเที่ยวเพราะเป็บุปผาวังหลังหรือไร
หลี่กุ้ยเฟยให้นึกหมั่นไส้สตรีสกุลไป๋ยิ่งนักแต่ปากกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไว้ไมตรีต่อผู้มาเยือนเป็อย่างมาก เพราะถ้าหากเป็หลินฮวามาเพียงลำพังยังพอจะเสือกไสไล่ส่งได้โดยง่ายแต่กับฮูหยินของอัครเสนาบดีไป๋แล้ว กลับมิอาจกระทำการหักหน้าอีกฝ่ายได้แต่อย่างใด
ชัดเจนว่าคุณหนูไป๋มาครานี้แผนสูงยิ่งนักถึงขนาดพามารดามานั่งรอ ทั้งยังนำชาชั้นยอดมามอบให้เพื่อละเลียดชิมร่วมกันอย่างยาวนานอาจกินเวลาถึงครึ่งวันเลยทีเดียว
หลี่กุ้ยเฟยจำต้องเอ่ยอย่างเลี่ยงมิได้
“รัชทายาทอยากลองชิมหรือไม่? จะได้ถือโอกาสเสวนากับคุณหนูไป๋ไปด้วย”
สิ้นคำเชื้อเชิญของมารดาใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวเหว่ยยังคงประดับรอยยิ้มอันน่าหลงใหลตรงมุมปากแต่หากมองให้ดีจะเห็นว่าเรียวตาคมกลับเ็ามาก เขาจำต้องเอ่ยเช่นกัน
“เป็ความคิดที่ไม่เลวพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาของหลินฮวาทอประกายพร่างพราวราวดวงดาราบนฟากฟ้ายามราตรีแห่งวสันตฤดู นางเผยสีหน้าปลื้มปริ่มยินดี คลี่ยิ้มงดงามยังไม่ลืมรับคำด้วยกระแสเสียงอ่อนหวาน
“หม่อมฉันดีใจที่รัชทายาททรงตอบรับไมตรีเพคะ”
นับเป็การพูดจาคลุมเครือเหนือชั้นหญิงสาวก้มหน้าเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมาใหม่เผยแววหวานล้ำในดวงตาปานน้ำผึ้งเดือนห้า กิริยาชวนหลงใหลเย้ายวนใจเป็อย่างมาก
หลินฮวาแสดงท่าทีโปรยเสน่ห์ชวนลุ่มหลงจนหางตาของหลี่กุ้ยเฟยกระตุกไม่หยุด
“เอาล่ะๆ”หลี่กุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าอยากชิมชาแล้ว”
สาวใช้ติดตามไป๋ฮูหยินมิได้รับอนุญาตให้เข้ามาจึงเป็หน้าที่ของยี่ซินที่ต้องเตรียมกาน้ำร้อนและถ้วยชามาจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบที่โต๊ะทรงเตี้ยด้านหนึ่งเพื่อเตรียมชงชา
ลู่หลิ่งลุกขึ้นไปช่วยยี่ซินตามหน้าที่ของบ่าวรับใช้ตัวน้อยอันพึงกระทำ“ท่านป้าซิน ให้หลิ่งเอ๋อร์ช่วยนะเ้าคะ”
ยี่ซินก้มมองเด็กหญิง“จะดีหรือหลิ่งเอ๋อร์”
ดวงหน้าพิสุทธิ์สดใสมีรอยยิ้มกว้างท่าทางไร้เดียงสา สองตากลมโตจ้องมองอย่างมีความหวังว่าจะได้แสดงฝีมือ
เมื่อเห็นร่างกลมๆเดินกระดุกกระดิกไปทางโต๊ะชงชา หลินฮวาจึงเอ่ยถามเสียงนุ่ม
“แม่นางน้อยผู้นี้ช่างรู้งานเหลือเกินคงไม่ทำชาดีเสียรสชาติกระมัง” ท่าทางคล้ายพูดเล่นหยอกเอิน แต่สีหน้ากลับมิใช่
จ้าวเหว่ยพลันหรี่ตานึกขัดเคืองใจจึงเอ่ยเสียงต่ำ “ชาดีย่อมไม่เกี่ยงคนชงคุณหนูไป๋อย่าได้ดูถูกชาของตัวเองเชียว”
นับเป็การตบหน้าฉาดใหญ่รัชทายาทหนุ่มไม่มียั้งไมตรี
ประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดใบหน้าหลินฮวาเปลี่ยนสีทันที ไป๋ฮูหยินอยากจะเอื้อมมือไปหยิกบุตรสาวนักพูดจาไม่ระวังปาก
ลืมไปแล้วหรือไร?ว่านังเด็กบ่าวผู้นั้นคือคนโปรดของสองแม่ลูกสูงศักดิ์ตรงหน้านี่
แน่นอนว่าหลินฮวาลืมตัวไปจริงๆไม่รู้เพราะเหตุใด? นางรู้สึกไม่ชอบหน้าเด็กน้อยผู้นี้สักนิด รู้สึกขัดใจอย่างประหลาดครั้งที่แล้วยังเป็สาเหตุให้นางมิได้คุยกับองค์รัชทายาท
เพราะนังเด็กนี่ทำทีเป็ชมนางไม่ขาดปากแท้จริงแล้วเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนีไป
หลินฮวายิ่งคิดก็ยิ่งแค้นมองเด็กน้อยลู่หลิ่งอย่างขุ่นเคือง แต่ปากกลับเอ่ยเสียงนุ่มกับจ้าวเหว่ยว่า“หม่อมฉันแค่เป็ห่วง เกรงว่าแม่นางน้อยน่ารักจักถูกน้ำร้อนลวกมือเพคะ”สีหน้าเปี่ยมเมตตาเป็อย่างมาก ประดุจนางฟ้าจาก์ลงมาโปรดสัตว์
ลู่หลิ่งหันหน้ามาย่อกายนอบน้อมตอบกลับหลินฮวาว่า
“วันนี้หลิ่งเอ๋อร์เพิ่งได้เรียนชงชามาเ้าค่ะท่านอาจารย์ยังชมไม่ขาดปากให้โอกาสหลิ่งเอ๋อร์ได้แสดงฝีมือเพื่อคุณหนูไป๋คนงามนะเ้าคะ”
น้ำเสียงน่าฟังวาจาเลิศล้ำ เด็กน้อยน่ารักน่าชังเอ่ยออกมาเช่นนั้นใครปฏิเสธย่อมสมควรถูกประณามไปหนึ่งปี
หลินฮวาพลันมีใบหน้าเขียวคล้ำทันที
ไป๋ฮูหยินแสร้งคลี่ยิ้มเปี่ยมเมตตาเอ่ยปากชมเด็กน้อยไปสองสามประโยค ทว่าแอบเอื้อมมือมาหยิกบุตรสาวส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทำสีหน้าให้ดีกว่านี้
หลินฮวาจึงยกยิ้มฝืดเฝื่อนแววตาแข็งกระด้างหนังหน้าตลกสิ้นดี
ลู่หลิ่งแย้มยิ้มเจิดจรัสให้ผู้ใหญ่ทุกคนเด็กน้อยปราศจากท่าทางเสแสร้ง ดวงตากลมโตมีแต่ความจริงใจไร้เดียงสาส่งเสียงน่ารักคุยกับยี่ซิน บางครายังหลุดหัวเราะคิกคักเสียงใส กิริยาของเด็กน้อยแช่มช้อยสมวัย ดูน่ารักสดใส เพลิดเพลินเจริญตา
ทว่ายามชงชากลับนิ่งสงบเยือกเย็นยกสูงรินต่ำ[2]ถูกต้องทุกอย่าง ไม่ช้า..น้ำชาก็ถูกบรรจุอยู่ในกาเล็กกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายยังบรรจงรินน้ำชาจนหมดกา ควันลอยเอื่อยเฉื่อยม้วนตัวอยู่ในอากาศโชยกลิ่นกรุ่นหอมหวาน บ่งบอกประเภทชา
ยี่ซินเป็คนประคองถาดที่มีชุดชาส่งให้บุคคลชั้นสูงทั้งสี่ตามลำดับสูงศักดิ์ ั้แ่รัชทายาท พระสนม ไป๋ฮูหยิน หลินฮวา มีลู่หลิ่งเดินตามเงียบๆ อย่างรู้กาลเทศะ
บรรยากาศภายในห้องดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีใครรู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อครู่อีก
ระหว่างสูดดมกลิ่นหอมและละเลียดชิมชาหัวข้อสนทนาล้วนเกี่ยวกับชา การเก็บรักษา วิธีปลูก ชาที่ใดมีชื่อ ชาที่ใดล้ำเลิศ สถานที่ใดบ้างที่น่าท่องเที่ยวน่าจดจำทุกคำล้วนเป็เสียงพูดคุยจากทางฝั่งสตรีสกุลไป๋เป็ส่วนใหญ่ ฝ่ายสกุลถังเพียงแย้มยิ้มตอบรับถนอมคำ
โดยเฉพาะจ้าวเหว่ยแทบไม่เอ่ยสิ่งใดใบหน้าหล่อเหลามีความเรียบเฉยออกไปทางเรียบตึง มิใคร่อยากเสวนาสักเท่าไหร่
ภายใต้ท่าทีสง่างามคงความสุภาพชนเรียวนิ้วขาวของรัชทายาทหนุ่มไล้วนอยู่ตรงถ้วยชา บ่งบอกได้ว่าเบื่อหน่ายเต็มที
ชัดเจนปานนั้นแต่หญิงสกุลไป๋กลับไม่รู้สึกรู้สา ยังคงพยายามรั้งเวลาเพื่อสนทนาต่อไปเพราะโอกาสเช่นนี้มิได้มีง่ายๆ
พวกนางสืบทราบมาว่าระยะหลังมานี้รัชทายาทหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ตำหนักหลี่กุ้ยเฟยแรกเริ่มยังเข้าใจผิดคิดไปว่าจ้าวเหว่ยเกิดหลงเสน่ห์หญิงนางนั้นที่เป็รางวัลในงานเลี้ยงทว่าท้ายที่สุดกลับได้รู้ว่ามิใช่ เพราะอีกฝ่ายเข้ากรมทหารไปแล้วเห็นได้ชัดว่าเขาไม่โปรดปราน ซ้ำร้ายยังไล่เข้ากองทัพไปเสียไกล
ทุกความเคลื่อนไหวของบุรุษสูงศักดิ์ในวังหลวงมักจะถูกคุณหนูตระกูลใหญ่ล่วงรู้โดยละเอียดเสมอกระทั่งฮ่องเต้ค้างแรมตำหนักใดโปรดปรานใครพอพระทัยนางกำนัลคนใด ยังไม่เว้น นับประสาอันใดกับบุรุษเช่นรัชทายาทหนุ่มที่มีคนสนใจทั้งแคว้น
ทุกวันจ้าวเหว่ยใช้เวลาส่วนใหญ่หลังเสร็จงานราชกิจมาอยู่ที่ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนพวกนางสองแม่ลูกสกุลไป๋จึงมาดักรอเขาและก็ได้เจอถึงสองครั้งสองครา
มั่นใจได้ว่าจักมิให้หลุดมือเด็ดขาด
หลังจากดื่มชายังปรารถนาจะเสนอให้ชายหนุ่มหญิงสาวได้เดินเล่นในอุทยานทำความรู้จักให้ลึกซึ้งสนิทสนมต่อธารกำนัล
แผนการโปรยเสน่ห์คำพูดคลุมเครือ จักถูกนำมาใช้ต่อหน้าผู้คนวิธีการผูกสัมพันธ์อันเหนือชั้นถูกวางเอาไว้เป็ฉากๆวางหมากตามระยะเวลาที่คาดการณ์ วาดฝันไปถึงการแต่งงานลากยาวกระทั่งพิธีแต่งตั้งเป็ฮองเฮาเลยทีเดียว
เมื่อดื่มชาจนพอใจไป๋ฮูหยินจึงคิดจะดำเนินตามแผนการขั้นต่อไปทันทีแผนนี้คือชายหญิงสูงศักดิ์ฐานะคู่ควรกำลังพากันเดินชมบุปผาในอุทยาน มีพยานรู้เห็นรอบด้าน
นางเอ่ยกับหลี่กุ้ยเฟยว่า
“ทูลพระสนม...หม่อมฉันมีเื่ส่วนตัวจะขอคำชี้แนะจากพระสนมเพคะ”
นางมีสีหน้าลำบากใจช้อนตามองอย่างขออภัย “เอ่อ...ขอพระสนมโปรดเห็นแก่หม่อมฉันสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”
ความหมายคือ้าคุยแค่สองต่อสองผู้อื่นในห้องต้องออกไป
ไป๋ฮูหยินไม่รอให้ใครปฏิเสธนางเอ่ยกับบุตรสาวข้างกาย
“ฮวาเอ๋อร์เ้าอยากชมดอกไม้ในอุทยานมิใช่หรือ แต่เดินคนเดียวอาจหลงทาง มิสู้ขอรัชทายาททรงไปเป็เพื่อน”
หลินฮวารีบลุกขึ้นยืนแล้วรับคำทันที“เ้าค่ะท่านแม่” นางมองจ้าวเหว่ยอย่างรอคอย หมายกดดันทางอ้อม
หลี่กุ้ยเฟยจำต้องเอ่ยปากอนุญาตอย่างเสียมิได้
“รัชทายาทช่วยพาน้องออกไปชมทิวทัศน์สักครู่เถิด”
ชายหนุ่มย่อมเข้าใจเจตนาของทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับมารดาว่าไม่้ามีปัญหา จึงรับคำอย่างเลี่ยงมิได้เช่นกันเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมา “หลิ่งเอ๋อร์ ข้าจะพาเ้าไปเดินเที่ยว”
หลินฮวาหน้าคล้ำทันใดนางลืมเด็กปีศาจไปได้อย่างไร?
กลีบปากเล็กสีชมพูของลู่หลิ่งแย้มยิ้มอารมณ์ดี“เพคะ”
นางหันไปทางซูเหยา“น้าเหยา เราไปเดินเล่นกัน”
“ได้ๆ”ซูเหยารีบรับคำ
ทั้งสามคนกล่าวลาหลี่กุ้ยเฟยแล้วเดินออกไปทันที
หลินฮวาอยากจะกรีดร้องให้ดังลั่นทว่าทำได้เพียงรีบเดินตามร่างสูงสง่าของจ้าวเหว่ยไป
หลี่กุ้ยเฟยได้แต่มองตามไม่อาจกล่าวสิ่งใด
ไป๋ฮูหยินแย้มยิ้มมั่นใจ
ฝีมือของบุตรสาวย่อมไม่มีคำว่าผิดหวัง...
เมื่อออกมายืนนอกห้องรับรอง
หลินฮวาก็เห็นจ้าวเหว่ยอุ้มเด็กลู่หลิ่งเดินนำหน้านางไปหลายก้าวรอบด้านมีสาวใช้ติดตามเต็มไปหมด
แน่นอนว่ามันอยู่ในแผนการคนยิ่งเยอะยิ่งดี นางจะได้พูดจาออดอ้อนแสดงท่าทีสนิทสนมให้ผู้คนเหล่านี้ช่วยป่าวประกาศจะนินทาก็ได้ โพทะนาให้ดังเข้าไว้ เสียหายเท่าใดก็ยอม เพราะผลที่ได้ย่อมคุ้มค่าแน่นอน
หลินฮวายกยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ดวงตาหรี่มองอย่างร้ายกาจ วันนี้นางตัดสินใจขั้นเด็ดขาด มั่นใจมาก
นางจะแกล้งเป็ลมให้รัชทายาทอุ้มหากไม่สำเร็จก็จะเดินไปเรื่อยๆ ด้วยกันก่อน เมื่อเจอสระบัวกลางอุทยานก็จะลงทุนตกน้ำลงไปรัชทายาทอยู่ใกล้ที่สุดย่อมมิอาจเพิกเฉย เขาจะต้องพุ่งตัวลงน้ำไปเฉกเช่นผู้กล้าพบพานสาวงามที่ตกอยู่ในอันตราย
เนื้อแนบเนื้อใกล้ชิดปานนั้น ต่อให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองแต่รับรองว่ารัชทายาทไม่อาจรอดพ้นจากนางไปแน่เขาต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน ไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว
หลินฮวาคิดในใจอย่างมีความสุขทว่าสายตาพลันสะดุดกับบางสิ่งเบื้องหน้าที่เกาะหนึบกับรัชทายาทไม่ต่างจากบ๊ะจ่าง
บุรุษรูปงามผู้เป็เป้าหมายแห่งการอุ้มสมของนางกำลังอุ้มนังเด็กนั่นไปด้วยตลอดทางช่างเหนือความคาดหมายสิ้นดี
หลินฮวาคิดแผนกำจัดเด็กหญิงรวดเร็วนางจะทำทีเป็ชวนเด็กนั่นไปชมดอกไม้อีกทาง แล้วทิ้งเอาไว้กับสาวใช้ของตนเท่านี้ก็ได้เดินเคียงคู่กับรัชทายาทเพียงสองต่อสองแล้ว
คิดเสร็จก็รีบเดินตามติดจ้าวเหว่ย“หลิ่งเอ๋อร์ๆ ดอกไม้ด้านนั้นงดงามมากๆ ให้พี่หลินฮวาพาไปชมดีหรือไม่?”
น้ำเสียงทั้งหวานเยิ้มและออดอ้อนเป็อย่างมากทั้งๆ ที่กล่าวกับเด็กน้อย แต่กระแสเสียงที่ใช้กลับ้าให้ชายหนุ่มอีกคนฟัง นางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัวเขาแล้ว
ทว่าจ้าวเหว่ยยังไม่ทันหันมาหลินฮวาพลันมีอาการผิดปกติ
นางรู้สึกคันยุบยิบั้แ่ริมฝีปากปลายลิ้น ลำคอ ต่อมาก็ลุกลามไปทั่วเรือนร่างทุกอณูิั
โดยเฉพาะในร่มผ้ายิ่งคันคะเยอแปลบปลาบ
เมื่อก้มมองมือของตนเองจึงเห็นผื่นผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
“กะ...เกิดอะไรขึ้น”
หลินฮวาพยายามสะกดกลั้นอาการคันสุดทานทนในส่วนที่เกาไม่ถึงและไม่ควรเกาต่อธารกำนัลทว่านางที่ฝึกมารยาทเพียงสิบกว่าปี ยามนี้แค่อายุสิบหกหนาว ถึงคราวขับขันจึงเก็บอาการไม่ค่อยอยู่
นางขยับตัวขยุกขยิกอย่างน่าขันทำหน้าบูดเบี้ยวไม่น่าดู
ท้ายที่สุดนางก็เก็บกดอาการคันไม่อยู่อีกต่อไปอดใจมิได้ต้องตะเบ็งเรียกจ้าวเหว่ยเสียงดังลั่น
“รัชทายาทเพคะช่วยหม่อมฉันด้วย คันเหลือเกิน”
เสียงนั้นร้อนรนแต่ฟังดูสั่นกระเส่าเร้าอารมณ์พอควร
สาวใช้ของหลินฮวาที่เดินตามอยู่เื้ัพลันหน้าเห่อแดงรู้สึกร้อนผะผ่าวราวกับตื่นเต้นที่กำลังจะได้เจอฉากเร้าใจบางอย่างแน่นอนว่าพวกนางได้รับคำสั่งให้จับตามองคุณหนูกับรัชทายาทในวันนี้ ...แบบเงียบๆ
เื่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือย่อมไม่มี...แค่ดูแล้วโพทะนา
“รัชทายาทเพคะทรงช่วยฮวาเอ๋อร์ด้วย” หลินฮวากล่าวคำออดอ้อนอย่างสนิทสนมยิ่งขึ้น สุ้มเสียงสั่นระริกขึ้นเรื่อยๆสติสัมปชัญญะก็เริ่มไม่อยู่กับที่เช่นกัน
จ้าวเหว่ยหยุดเดินพลางหันหลังกลับมามองตามเสียง
สาวใช้ก็พากันมองพวกเขาเป็ตาเดียวกัน
ลู่หลิ่งที่ถูกอุ้มแนบอกเอื้อมแขนเล็กรัดรอบคอบิดาแน่น
แม่นางน้อยมองหลินฮวาตาขวางอย่างหวงแหนทำตัวคล้ายลูกลิงก็ไม่ปาน นางเกาะจ้าวเหว่ยไม่คิดปล่อย
หลินฮวาเห็นเช่นนั้นก็เดือดดาลไม่รู้ว่าทำไมถึงคันแต่ยังสนใจเพียงเป้าหมายตรงหน้า สองตาจ้องเขม็งที่ลู่หลิ่ง
ปล่อยบุรุษของข้าเดี๋ยวนี้นะนังเด็กปีศาจ...
หญิงสาวให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักเพราะอาการที่กำลังเกิดขึ้นจึงทำให้นางขาดสติไม่น้อย ถึงขนาดเอ่ยประโยคที่คิดในใจ
“หลิ่งเอ๋อร์ปล่อยรัชทายาทของพี่หลินฮวาเดี๋ยวนี้เถิดนะ แล้วออกไปเล่นไกลๆ”
ประโยคนี้ทำผู้คนรอบด้านเบิกตาโพลง
รัชทายาทของหลินฮวาเชียวหรือ?
มีเพียงจ้าวเหว่ยที่หรี่ตานิ่งแผ่รังสีน่าสะพรึงออกมา
ท่ามกลางบรรยากาศแปลกประหลาดหลินฮวาพยายามกัดฟันเอ่ยอย่างใจเย็นไปทางลู่หลิ่ง รักษาจริตเอาไว้อย่างลำบาก “มา...ลงมาหาพี่สาวเร็วเข้า แล้วไปเล่นทางอื่นเดี๋ยวนี้”
ลู่หลิ่งส่ายหน้ากัดปากแน่นสองตากลมโตมองอย่างผวาใบหน้าอมชมพูระเรื่อยับยู่ใกล้ร้องไห้แต่ต้องกลั้นเอาไว้ลักษณะคล้ายถูกรังแกมากกว่าถูกหลอกล่อ
“พี่สาวน่ากลัวเหลือเกินไม่รู้เป็โรคร้ายอันใดหรือเปล่า หลิ่งเอ๋อร์ไม่ไปด้วยหรอกเ้าค่ะหลิ่งเอ๋อร์จะอยู่กับรัชทายาท”
ระ...โรคร้าย...
ดวงตาของหลินฮวาจ้องลู่หลิ่งอย่างร้อนแรงเผยความขุ่นเคืองชัดเจน
นางพยายามอดทนเพื่อเกลี้ยกล่อมตามแผนอย่างใจเย็นรีบปั้นหน้าใจดี ทว่ายามนี้หญิงสาวทนไม่ไหวแล้ว
นางโผหาจ้าวเหว่ยทันทีพลางใช้สองมือแหวกเสื้อตรงลำคอเผยเนินอกรำไร ใบหน้าแดงก่ำ ลำคอแดงเถือก
ร่างสูงเห็นเช่นนั้นก็ถอยห่างไปถึงสามก้าวใหญ่ด้วยสัญชาตญาณราวกับได้เจอปีศาจสาวร่านราคะ
หลินฮวาพลันเสียหลักทำท่าจะล้มลงกระแทกพื้นสาวใช้เห็นเช่นนั้นก็ใอย่างยิ่ง รีบวิ่งเข้ามาประคองอย่างทุลักทุเล
“คัน...ข้าคันเหลือเกิน”
หลินฮวาโอดครวญพลางเปิดแขนเสื้อแล้วเกา
การกระทำนี้เรียกว่าคันจนไม่อาจยั้งมือ
เมื่อเกาจนรู้สึกว่ายิ่งต้องเกาจึงแหวกสาบเสื้อจนอ้ากว้างล้วงมือเข้าไปลูบไล้ไม่หยุด เกิดเป็ภาพยั่วยวนผู้คนไปทั่ว
“คุณหนูใจเย็นอ๊ะ! เปิดเสื้อตรงนี้เลยหรือเ้าคะ โอ้!”
ความวุ่นวายเริ่มบังเกิดหลินฮวาคันตามเนื้อตัวจนน้ำตาไหลอาบแก้ม คันในระดับที่มนุษย์ทั่วไปมิอาจทานไหว
อู๋เจิ้งที่ตามรับใช้นายเหนือหัวถึงกับเบิกตาโพลงคิดว่าตัวเองทนดูมิได้
เพราะเขาเป็ขันทีดูไปก็เท่านั้น
แต่ก็ยังดูอยู่...
นางกำนัลติดตามพากันยืนอึ้งตาค้างไปตามๆกัน
ส่วนลู่หลิ่งเอื้อมมือปิดตาจ้าวเหว่ยไปตั้งนานแล้ว
ข่าวจากเหตุการณ์นี้แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงจากปากต่อปากของผู้คนที่กำลังเดินเล่นในอุทยาน
คุณหนูไป๋แห่งจวนเสนบดีมิได้ตั้งใจจะยั่วยวนองค์รัชทายาท เพราะว่าพวกเขาไม่มีเื่ชู้สาวต่อกัน
การที่หลินฮวาเปิดเปลือยเสื้อผ้าขนาดนั้นและในขณะที่รัชทายาททรงปิดตาเอาไว้เช่นนั้นเพราะ้าช่วยรักษาเกียรติให้สกุลไป๋จากการที่คุณหนูผู้สูงส่งเกิดอาการประหลาดชนิดหนึ่ง
รัชทายาทช่างเป็บุรุษผู้สุภาพชนโดยแท้
หลังจากวงสนทนาชื่นชมรัชทายาทจบหัวข้อต่อมาล้วนนินทาหลินฮวา
ส่วนคุณหนูไป๋...นางเป็โรคิัชนิดเฉียบพลัน!
บ้างก็ว่านางแพ้เกสรดอกไม้ในอุทยานบ้างก็ว่านางเป็โรคแพ้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็แสงแดดหรือสายลม
และที่หนักหนาที่สุดคือนางถูกวางยาพิษ...
[1]ยามเซินสองเค่อ เท่ากับเวลา 15.30 น.
[2]เปิดฝาป้านชาเทน้ำร้อนชงลงไปตรงขอบป้านชา เวลาชงให้ยกกาน้ำร้อนสูงไว้แล้วค่อยๆลดต่ำลงเข้าทำนอง “ยกสูงรินต่ำ” การทำเช่นนี้จะทำให้ใบชาถูกน้ำเดือดกระแทกอย่างแรง ปล่อยกลิ่นหอมของชาออกมาเร็วขึ้น น้ำชาก็จะไม่มีรสเฝื่อน