รักจังยืนเบิกตาโตมองสาวๆ หลายรุ่นเดินออกมาจากร้านที่ขายโปสเตอร์สะสมเหล่าดารานักร้องโดยเฉพาะ เลอากับนิวตันพยักหน้ารับจับแขนรักจังลากเข้าไปด้านในกวาดโปสเตอร์ของหลุยเทียนเปาเหมาเกือบทั้งร้านแล้วออกมาอย่างพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือ
“ต้องซื้อขนาดนี้เลยหรือไง” รักจังชูถุงในมือมองก่อนถอนหายใจลดมือลงหันมองหน้าเลอากับนิวตันที่พยักหน้าอมยิ้มบางๆ
“ต้องมากกว่านี้ต่างหากเจ้ ตอนนี้เจ้เป็แฟนคลับของหลุยเทียนเปาแล้วนะไม่ใช่ตัวคนเดียว ทำอะไรต้องใจเย็นๆ อย่าบุ่มบ่าม” คำพูดของเลอาทำรักจังมองฉงนขมวดคิ้วสงสัย
“เอาน่าเจ๊ เอาเป็ว่าเจ๊เป็แฟนคลับหลุยเทียนเปาแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด”
“เออๆๆ ทำก็ทำ ทำไมคำพูดของเลอามันดูแปลกๆ”
“กลับกันดีกว่าเนอะ ตอนนี้คงเรียบร้อยกันแล้ว” เลอายิ้มกรุ้มกริ่มหมุนตัวกลับเดินหิ้วของนำออกไป นิวตันยิ้มแก้มปริรีบเดินตามไปอีกคน
“อะไรของมัน” รักจังขมวดคิ้วแต่ก็เดินตามปิดท้ายไป
เวลาผ่านไปที่ห้องของรักจังทุกคนช่วยกันลงแรงจัดห้องแฟนคลับคนใหม่ที่นั่งเท้าคางอยู่บนเตียงนอนมองรูปโปสเตอร์แผ่นใหญ่ติดอยู่บนเพดานด้วยความสามารถของโชกุนและองศาอย่างเข้าขา รักจังเงยหน้ามองเพดาน้าพร้อมทำหน้าแหย
ตืด ตืด
เสียงโทรศัพท์มือถือมีสายเข้าเธอจึงล้วงหยิบขึ้นมาดูชื่อเป็ชื่อกันตาเพื่อนสนิทของเธอจึงรีบรับสายทันที
“ไง ห๊ะ อะไรนะ เออๆๆ รีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” รักจังเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงเก็บมือถือเข้ากระเป๋า
“ไปไหน” องศาหันมาทักเมื่อเห็นเพื่อนสาวมีสีหน้าแตกตื่น
“เพื่อนฉันมีปัญหา ต้องรีบไปดูหน่อย ฝากทางนี้ด้วยแล้วกัน” รักจังยิ้มกว้างตบแขนองศาก่อนคว้ากุญแจรถเดินออกจากห้องวิ่งลงบันไดไปยังรถทันที องศาเปิดม่านก้มมองดูรถขับออกไป
รักจังเปิดจีพีเอสหาเส้นทางที่เพื่อนส่งมาให้จนเจอทางดังกล่าวเธอรีบขับรถเข้ามาจอดยังลานจอดรถเทียบรถตู้สองคัน เมื่อรถจอดเครื่องดับสนิทรักจังลงจากรถเก็บกุญแจรถวิ่งไปหาคนที่โทรหาเธอทันทีอย่างไม่รอช้า
“รักจัง!” เสียงกันตาดังเรียกเข้าหูทำให้รักจังไม่ต้องหมุนหาตัว เธอรีบจ้ำอ้าวเข้าไปหาเพื่อนสาวอย่างร้อนใจ
“ว่าไง มีอะไร เสียงแกใมาก เกิดอะไรขึ้น” รักจังจับแขนกันตามองโดยรอบอย่างตื่นตระหนกก่อนมีคนเข้ามาจับแขนเธอประกบข้างสองคน
“นางแบบมาแล้วเร็วเข้า” ยังไม่ทันสิ้นเสียงสั่งดีรักจังเบิกตาโตมองหน้ากันตาที่ฉีกยิ้มยกมือร่วมยินดีกับเพื่อนที่เธอเป็คนโทรหา
“เดี๋ยวๆๆ นี่อะไรเนี้ย เดี๋ยวววว!” เสียงรักจังถูกกลืนหายไปกับทีมงานหญิงสองสามคนเข้าไปในเต็นท์จัดแจงจัดองค์ทรงเครื่องให้รักจังที่ไม่ต้องได้มีโอกาสโวยวายหรือถามคำถามใดๆ กันตาเดินแกะอมยิ้มเข้ามายืนอยู่ข้างตากล้องหนุ่มอย่างสนิทสนมที่กำลังจัดแจงกล้องถ่ายรูปกลางวัดจีน
“ขอบใจนะที่ทำให้งานง่ายขึ้น ถ้านางแบบที่ติดต่อไว้ไม่เบี้ยวนัดคงไม่เสียหายขนาดนี้” ตากล้องหนุ่มผ่อนลมหายใจละมือออกจากกล้องมองหน้ากันตาที่อมอมยิ้มมองตาปริบๆ
“ทะเลาะกันจริงๆ สินะ ลิ้นกับฟันเป็ธรรมดา พี่ต้องใจเย็นๆ หน่อยนะ”
“ยัยตา!” เสียงรักจังดังแทรกขึ้นทำให้กันตาที่อยู่ในโหมดปลอบประโลมผู้ชายสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสาวก่อนที่เ้าตัวจะเดินถลกกระโปรงชุดเ้าสาวเข้ามาอย่างฉุนเฉียวคว้าแขนกันตาให้หันกลับมามองตนเอง
“โหหห สวยมากเลย ว่าแล้วต้องเลือกนางแบบไม่ผิด” กันตาฉีกยิ้มกลบเกลื่อน
“อะไรของแกเนี้ย อธิบายมาให้มันมีเหตุผลหน่อย” รักจังเท้าเอวจ้องเขม็งกันตาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนเลิกคิ้วมองชายหนุ่มที่เข้ามาแทรก
“ขอโทษจริงๆ ครับ ผมเป็คนขอร้องกันตาให้ช่วยหานางแบบที่น่ารักใกล้เคียงกับนางแบบคนเก่า กันตาเลยเชิญคุณให้มาเป็แบบให้ผมในวันนี้ แม้มันจะฉุกละหุกไปหน่อยแต่ยังไงทางเรามีค่าตอบแทนค่าเหนื่อยค่าเสียเวลาแทนแน่นอนครับ ขอร้องนะครับถ้าหากไม่ได้คุณ งานผมคงไม่ต่อไม่ได้ ทีมงานผมต้องตกงานแน่ๆ” ประโยคยาวเหยียดทำรักจังจุกและเข้าใจทันทีประหนึ่งหัวอกเดียวกัน
“ค่ะ ก็ใส่ชุดแล้วนี่ค่ะ ได้ค่าตอบแทนก็โอเคถือว่าทำงานพิเศษ ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“เป็แบบพรีเวดดิ้งเท่านั้นครับ มีชุดอยู่ประมาณเจ็ดชุดที่ตัดมาใหม่ รบกวนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มยื่นมือไปทางรักจังที่พยักหน้ารับจับมือตอบรับก่อนเหล่มองกันตาที่ชำเลืองมองชายหนุ่มเป็ระยะๆ
“ฉันขอเตรียมตัวสิบนาทีนะคะ” รักจังปล่อยมือออกก่อนคว้าแขนกันตาดึงเข้าหาตัวทำกันตาสะดุ้งเฮือกชนิดไม่ทันตั้งตัว
“เชิญครับ” เมื่อตากล้องหนุ่มเปิดทางให้ รักจังยิ้มบางๆ แล้วลากกันตาออกไป
สองมือสาวกระโปรงเ้าสาวอย่างทุลักทุเลจนกันตาต้องช่วยจับให้ รักจังก้มมองตนเองก่อนสะบัดผมไปด้านหลังยืนกอดอกมองหน้าเพื่อนสาวที่เหล่มองไปทางตากล้องที่เพิ่งจากมาทำให้รักจังพอเข้าใจความหมาย
“แกชอบเขาใช่ไหม”
“รัก...พูดอะไรแบบนั้น” กันตาหันกลับมามองหน้ารักจังที่มองจับผิดตนอยู่
“สายตาแกมันฟ้องไม่งั้นแกจะยื่นมือโทรเรียกฉันมาช่วยหรือไง”
“เขาเป็รุ่นพี่ที่รู้จัก เขามีแฟนแล้วเป็นางแบบที่แกมาแทนนั่นแหละ ขอโทษนะที่โทรเรียกแกมาเพราะว่าฉันอยากช่วยเขาแต่ไม่รู้จะช่วยทางไหน ่นี้พี่เขาดูหมองๆ คงทะเลาะกับแฟน ฉันสงสารเขา แกช่วยสงสารฉันหน่อยแล้วกัน เื่เป็แบบนี้แกทำได้อยู่แล้วจริงไหม”
“แกนี่ไม่ถามพุงฉันเลยนะ แขม่วจนไม่มีลมหายใจแล้วเนี้ย ฉันทำได้หมดถ้าได้เงิน เสร็จงานแกลองชวนเขาไปทานข้าวดูสิ คนที่กำลังเหมือนจะอกหักหรือไม่สมหวังมักต้องมีคนคอยให้กำลังใจ สักวันถ้าเขาเลิกกันจริงแกอาจจะยืนข้างเขาก็ได้” รักจังตบไหล่กันตาอย่างเ้าเล่ห์
“ใครจะไปกล้า”
“เดี๋ยวจัดการให้” รักจังขยิบตาบอกส่งท้ายก่อนจับกระโปรงถลกขึ้นเดินไปหน้ากล้องมองทีมงานยืนจัดแสงจัดองค์ตำแหน่งให้รักจังที่โพสท่าถือดอกไม้ กันตามองเพื่อนสาวด้วยความเพลินสลับกับมองชายที่เป็คนถ่ายรูปอย่างตั้งใจ
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงชวนอ่อนล้ารักจังถอดชุดเ้าสาวเปลี่ยนมาสวมชุดเดิมที่ใส่มาเดินออกจากเต็นท์ยิ้มให้ทีมงานทุกคนที่กล่าวขอบคุณเธอจนมาถึงพ่องานที่ยืนเก็บกล้องโดยมีกันตายืนมองอยู่ข้างๆ เธอจึงรีบเดินเข้าไปหาทันที
“คุณเก่งมากเลยครับ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงาน” เขาหันมายิ้มให้รักจังที่คว้าคอกันตามากอดแล้วฉีกยิ้ม
“ไม่เป็ไรค่ะ อะไรที่ได้เงินฉันทำหมด”
“ถ้างั้นหากมาเป็แบบให้ร้านเราถาวรเลยดีไหมครับ ผมเปิดร้านพรีเวดดิ้งแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็มีความสุขที่ได้ทำ”
“เข้าใจค่ะ ฉันเองก็เหมือนกันทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแม้มันจะไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก มีอะไรให้ช่วยอีกโทรหากันตาได้เลยค่ะ ยังไงก็บอกล่วงหน้าก่อนก็ดี” รักจังยิ้มกริ่มเลิกคิ้วมองหน้ากันตาที่อมยิ้มแก้เขิน
“ครับ นี่ค่าตอบแทน” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ล้วงหยิบซองสีขาวยื่นให้รักจัง
“ขอบคุณค่ะ ไปทานอะไรกันสักมื้อไหมคะ ฉันยังไม่ทานอะไรเลย หิวแล้ว” รักจังเก็บซองใส่กระเป๋าเงินก่อนมองหน้าชายหนุ่มที่สะพายกระเป๋ากล้องไว้บนบ่า
“ให้ผมเลี้ยงดีกว่า เพื่อมิตรภาพใหม่” สำเร็จเกินคาดคำตอบของชายหนุ่มทำกันตายิ้มแก้มปริมองหน้ารักจังที่ยักไหล่ปล่อยมือออกเดินกอดอกไปพร้อมกันตาที่เดินข้างชายหนุ่ม