แสงเหนือประคองร่างเวณิกให้นอนบนแท่นศิลาด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างที่นอนแน่นิ่งเย็นเฉียบนั้น หลายคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเขา จะช่วยเหลือก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร หรือแม้แต่จะร้องเรียกหาให้ใครช่วยเขาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกได้จากทางไหน
‘ข้าคงมีปัญญาทำได้แค่นี้จริงๆ ท่านเวณิก’ เขาคิดถึงความไม่ได้เื่ของตนเองอย่างเจ็บใจ แล้วทำได้เพียงนั่งกอดร่างนั้นไว้แน่นๆ เพื่อให้ร่างของเขามอบไออุ่นให้ร่างเย็นเยียบนั้นได้รับไออุ่น เพียงแค่อึดใจเดียว ก็เกิดวงเวทย์ขึ้นกลางอากาศต่อหน้าเขา
“ท่านศศลักษณ์”
========================
“เ้าคิดว่ามันน่าจะอยู่ที่นี่หรอโครนอส” ไกอาถามเพราะเริ่มหงุดหงิดกับการเดินทางเข้าสู่เขตชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน
“แล้วเ้าคิดว่าศาสตราเทพของนายท่านจะไปอยู่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่ที่ที่เป็ศูนย์รวมอาวุธแห่งอิสรินทร์”
“ใช่แล้ว ผู้คนมากมาย สินค้ามากมี อาวุธดีๆ ก็มีขาย เมืองภูผาม่าน ศูนย์กลางอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในอิสรินทร์” อะโพรไดท์กระหยิ่มยิ้มด้วยความหวังที่จะได้สูบไอิญญาใครซักคนจากที่นี่ เพราะผู้คนพลุกพล่านขนาดนี้ ถ้าจะหายตัวไปซัก 5 - 6 คนก็คนไม่มีใครสังเกต
“ไกอาดูสิ ผู้ชายเต็มไปหมดเลย….”
ภูผาม่าน เป็หัวเมืองทางทิศเหนือของอิสรินทร์ มีพื้นที่เป็เทือกเขาสูงชันทิ้งตัวไปมาลักษณะเป็ริ้วๆ ประหนึ่งเป็ผ้าม่านผืนใหญ่ที่โอบล้อมเทือกเขานี้ไว้จนกว้างไกลสุดลูกตา เมืองนี้ทำการค้าเกี่ยวกับอาวุธที่มีทั้งสำหรับคนธรรมดา นักเวทย์ หรือแม้แต่ของวิเศษทั้งถูกกฏหมาย และผิดกฏหมาย อีกทั้งยังมีแหล่งตลาดลึกลับขนาดใหญ่ที่มีของพิเศษๆ รอผู้มาซื้อขายในราคาสูง หรือรวมไปถึงการค้าข่าวที่เป็เหมือนแหล่งข่าวชั้นดีให้แก่ผู้ตามหาของหาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าจ้างที่สูงลิบตามความสำคัญ
ทั้ง 3 เดินเบียดเสียดผู้คนมากมาย ผ่านทะลุช่องมายังตรอกเล็ก
“สวัสดีพี่ชาย มาคนเดียวหรือเปล่าจ๊ะ”
“พี่ชาย ไปดื่มน้ำชากับข้าไม๊”
“น้ำอ้อย! ไม่ใช่เวลามาอ่อยเหยื่อนะ” ไกอาลากอะโพรไดท์ให้เดินตามโครนอสเข้ามา
ทั้ง 2 เดินตามโครนอสผ่านเส้นทางที่มีคนพลุกพล่าน แล้วตัดออกมายังอีกส่วนของตลาดที่เริ่มมืดลงและเงียบสงัดไร้ผู้คนสัญจรพลุกพล่าน ด้านหน้าของพวกเขามีกำแพงเก่าๆ ที่มีความยาวไปจนสุดสายตา บนกำแพงนั้นมีต้นไม้เลื้อยทอดยาวระเกะระกะไปจนถึง้าของกำแพงสูง
“ทางตันแบบนี้ใครที่ไหนจะมาเปิดแผงขายของให้เ้า ฮึ” อะโพรไดท์ว่าอย่างอารมณ์เสียเพราะหงุดหงิดที่โดนขัดขวางการหาเหยื่อ
“เ้านี่มันสวยแต่ไร้สมองจริงๆ หึหึหึ” อะโพรไดท์ค้อนขวับตาเขียว
โครนอสเดินมายังส่วนกลางกำแพง ใช้มือแหวกไม้เลื้อยบนกำแพงนั้นแล้วคลำหาสิ่งที่้า
“นี่เ้าคลำอิฐ…..” โครนอสหันไปมองอะโพรไดท์ว่าจะพูดอะไรต่อ “เหมือนคนตาบอดเลย”
โครนอสส่ายหัว
“ก้อนที่ข้า้าน่ะ เป็อิฐชนิดพิเศษที่สร้างด้วยเวท์มนต์ และผู้มีพลังเวทย์เท่านั้นจึงจะหามันเจอ” เขาว่าพลางคลำหาอิฐก้อนที่ว่า
“เมื่อ 100 ปีก่อนมันอยู่ตรงนี้นี่นะ”
“หรือความจำเ้าเสื่อม คลำผิดที่หรือเปล่าโครนอส”
“อิฐก้อนนั้นจะเปลี่ยนตำแหน่งทุก 10 นาที แต่ข้าว่า…. ข้าเจอมันแล้ว” เขากดอิฐก้อนพิเศษที่ว่านั้นลงไปในช่องกำแพงจนมันส่งเสียงดัง คลิก พลันกำแพงสูงใหญ่นั้นก็แหวกช่องตรงหน้าเป็ช่องทางเดินที่มีแสงไฟจากเวทย์ส่องออกมา
“แต่ก็ถูกของเ้านะ อะโพรไดท์ ใครที่ไหนจะมาตั้งแผงขายของโง่ๆ ตรงนี้”
“ยินดีต้อนรับท่านทั้ง 3 สู่ตลาดลึกลับแห่งภูผาม่านค่ะ”
============================
“ข้าติดต่อเวณิกไม่ได้น่ะ แล้วจู่ๆ สัญญาณเวทย์ของเวณิกก็หายไป ข้าเลยถือวิสาสะมายังวิหารนี้” ศศลักษณ์เล่าขณะที่มือยังคงปล่อยไอเวทย์สู่เวทย์เทวะที่แผ่นหลังของเวณิก
“ข้านี่แย่มากๆ เลย ไม่รู้แม้กระทั่งวิธีจะช่วยท่าน”
“นี่เป็ครั้งแรกของเ้า ย่อมใเป็ธรรมดา”
“แล้วท่านเวณิกจะเป็อะไรไหม”
“เวณิกปลอดภัยแล้ว เ้าไม่ต้องกังกล”
“ข้าขอบคุณท่านมาก เพราะข้าเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกับท่านเวณิก”
“เ้าเข้าไปห้วงมิตินานแค่ไหนเ้ารู้หรือไม่” แสงเหนือเงยหน้าจากเวณิกมองไปยังศศลักษณ์
“ข้าไม่แน่ใจ”
“2 วัน” ศศลักษณ์ตอบ “และ 2 วันที่เ้าใช้เวลาในนั้น สหายของข้าได้ส่งพลังเวทย์ถ่ายทอดลงในเวทย์เทวะของเ้าเพื่อยื้อเวลาให้เ้ากลับมาที่นี่”
“หมายความว่า…”
“พูดง่ายๆ คือเวณิกถ่ายทอดพลังเวทย์และพลังชีวิตเพื่อให้เ้าได้รอดกลับมายังไงล่ะ” แสงเหนือได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดน้ำตาคลอเบ้า
“ไม่ต้องร้องแล้วเด็กน้อย การฟื้นตัวของเวณิกน่าจะใช้เวลาซักระยะ”
“ข้าพอจะทำอะไรได้บ้าง”
“มันก็พอมีวิธีนะ เ้าต้องส่งไอเวทย์ให้กับเวณิก สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายนั้น จะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น” แสงเหนือพยักหน้า
“ว่าแต่… เ้าทำเป็ใช่มั๊ย?” แสงเหนือส่ายหัว ศศลักษณ์จึงสาธิตวิธีแผ่เวทย์จากร่างกายให้เกิดความอบอุ่นแก่แสงเหนือผ่านฝ่ามือไปยังแผ่นหลังของเวณิก จนเขาเริ่มสร้างมันออกมาได้เอง
“แสงเหนือ”
“ครับ”
“ทุกเวลามีค่าและจงใช้มันอย่างมีความหมาย เพราะในอนาคต ข้าอาจจะไม่สามารถช่วยเ้าได้เหมือนครั้งนี้อีก” ศศลักษณ์ยิ้มบางๆ แล้วเดินหายเข้าไปในวงเวทย์กลางอากาศ
แสงเหนือนั่งใช้ฝ่ามือถ่ายพลังเวทย์ให้แก่เวณิกเป็ระยะเวลานาน แต่ด้วยพลังเวทย์ของเขาที่ยังมีเพียงน้อยนิด ทำให้อาการของเวณิกยังไม่สู้ดีนักและตัวเขาเองก็เกือบหมดพลังเวทย์ด้วยเช่นกัน
เขาถอนหายใจแล้วมองเวณิกที่นอนอยู่ ใช้มืออังที่หน้าผากนั้น ‘เริ่มอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว’ แต่ตอนนี้ตัวเขาเองก็แทบจะไม่มีแรงแม้แต่จะขยับกาย เขาจึงตัดสินใจถอดชุดเกราะเบาของเวณิกออก เหลือเพียงผ้าบางๆ ที่ห่อหุ้มร่างนั้น พร้อมทั้งถอดเสื้อผ้าของตน แล้วประคองร่างเวณิกมานอนหนุนต้นแขนของเขา และใช้แขนอีกข้างโอบกอดเวณิกไว้ เขาเร่งพลังเวทย์ของตนเองที่มีอยู่น้อยนิดอีกครั้งตามที่ศศลักษณ์สอนเมื่อครู่จนร่างกายของเวณิกอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม
‘ท่านกลับมาซะทีสิเวณิก ข้ารอท่านอยู่นะ’ เขาว่าพลางใช้หูแนบไปที่อกด้านซ้ายของเวณิกเพื่อฟังเสียงหัวใจที่เต้นเชื่องช้า แต่ด้วยความอ่อนเพลียจากการใช้เวทย์ในห้วงมิติและยังต้องปล่อยไอเวทย์ให้แก่เวณิกทำให้เขาเผลอหลับไป
เวณิกขยับตัวในอ้อมกอดของแสงเหนือ แล้วมองชายหนุ่มที่โอบกอดเขาไว้ด้วยความใ เขาค่อยๆ ขยับร่างกายออกมาจากแขนทั้ง 2 แล้วสวมเกราะเบาของตนเอง นั่งมองแสงเหนือพร้อมทั้งใช้มือลูบหัวเบาๆ ‘ขอบใจเ้ามากนะ’
แสงเหนือขยับตัวเล็กน้อยแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าร่างในอ้อมกอดหายไปแล้ว เขามองไปยังข้างแท่นศิลาก็พบเวณิกที่นั่งอยู่ เขายิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“แล้วนี่เ้ามานอนอะไรในสภาพนี้เนี่ย” เวณิกรีบขยับตัวถอยออก แล้วรีบลุกออกไปทำหน้านิ่งๆ ในชุดเกราะเบาสีเงินตรงข้างแท่นศิลา แสงเหนือะโไปจับเวณิก สำรวจด้านหน้า ด้านหลัง
“นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ใช่ท่านจริงๆ ใช่ไหม”
เพี๊ยะ เหมือนมีอะไรกระทบที่หน้าผากของเขา
“นี่ไง เ้าว่าใช่ความฝันหรือเปล่า” แสงเหนือยิ้มด้วยความดีใจะโกอดเวณิกแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปไหนอีก
“ก็ท่านไม่หนาวอยู่ ข้าก็มีปัญญาทำได้แค่นี้” แสงเหนือว่าพลางกอดแน่นกว่าเดิม “ข้าขอบคุณท่านมากนะที่มอบพลังเวทย์ให้ข้า จนข้าสามารถออกมาจากที่นั่นได้ พออกมา ข้าก็คิดว่าท่านจะจากข้าไปแล้ว” เขาพลั่งพลูความรู้สึกออกมาด้วยความดีใจเหมือนเด็กน้อย
“เพราะถ้าเ้าตาย ใครจะเป็ผู้ช่วยอิสรินทร์ล่ะ” เวณิกว่าพลางดันตัวออกจากสวมกอดของชายหนุ่ม
“ข้าก็นึกว่าท่านห่วงข้า” เขาว่าพลางนอนหงายลงบนแท่นศิลา
“แต่เ้าจะมาเปลือยกายหน้าไม่อายแบบนี้ไม่ได้นะ คนขี้อายเมื่อวันก่อนหายไปไหนแล้ว”
แสงเหนือได้ยินก็รีบลุกขึ้นนั่งแล้วคว้าเสื้อผ้าของตนใบหน้าและหูแดงก่ำเพราะเพิ่งนึกได้ว่าตนเองใส่เพียงบ็อกเซอร์บางๆ อยู่
“ใส่นี่เสียสิ” เวณิกหันกลับมาแล้วยื่นมือข้างหนึ่งให้เวณิกที่ปรากฏเป็ชุดเกราะเบาสีทองอยู่ในมือนั้น
“นวมนตราของข้า อคิราห์”