ตอนที่นางกำนัลเดินฝ่าพงหญ้ามาจนถึงลานกว้างหน้าพระตำหนักร้าง นางก็ได้ยินเสียงะโของคนกลุ่มหนึ่งดังโหวกเหวกมาจากทางซุ้มประตูด้านนอก เสียงนั้นทำให้นางกำนัลรู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที หากฟังไม่ผิดนั่นเป็เสียงของทหารคนรู้จักที่นางคุ้นเคยดี แต่ว่าทหารองครักษ์ของแม่ทัพฟางชิงอวิ๋นมาทำอะไรที่นี่ เผยจือฉู่เกิดความรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอุทยาน นางจึงรีบประคองชามในมือแล้วหมุนตัวเดินย้อนกลับไปยังทางเก่าทันที
บริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระตำหนักมีทหารกลุ่มใหญ่ถือคบไฟยืนออกกันอยู่
“นั่นไงรอยเืไอ้โจรชั่ว! มันหนีเข้ามาในนี้จริงเสียด้วย มันาเ็สาหัสขนาดนั้นซ้ำยังถูกลูกธนูอาบยาพิษของพวกเรา มันคงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก ทหารแยกตัวกันออกค้นหามันให้ทั่ว ตามรอยเืของมันไป นั่นไง อยู่ตรงนั้น!”
“โจรถ่อยผู้นี้มันเป็ใครกันถึงกับกล้าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ต่อหน้าคนมากมายเลยเชียว ช่างเหิมเกริมยิ่งนัก พวกเราต้องลากตัวมันกลับไปถวายฝ่าาให้ได้ก่อนที่มันจะหมดลมหายใจ ฝ่าารับสั่งให้เอาตัวมันมาทั้งเป็หากว่ามันยังมีลมหายใจ ไป! รีบหาตัวมันให้เจอ ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุมเผื่อว่ามันยังไม่ตาย!”
ทหารองครักษ์ผู้เป็หัวหน้ากลุ่มกำลังออกคำสั่งให้ทหารใต้บัญชาแยกย้ายกันไปตามหาคนร้ายที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ในงานเลี้ยงที่อุทยาน
เมื่อได้ยินคำสั่งจากหัวหน้า ทหารในกลุ่มต่างหันไปจ้องมองกันอย่างลังเล ในแววตาของพวกเขามีท่าทีหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่าต้องย่างเท้าเหยียบเข้าไปที่ตำหนักหลังนั้น แล้วหัวหน้าทหารคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล
“เอ่อ...คือว่า...ท่านนายกองขอรับ ห้าสิบกว่าปีแล้วที่ตำหนักหลังนั้นไม่เคยมีใครเหยียบเข้าไปเลย...มีแค่เซี่ยวิจูฮองเฮาเป็องค์แรกกระมัง ที่ได้เข้าไปที่นั่น...แล้วยังมี คะ คำสาปพวกนั้นอีก ผะ ผู้น้อยเคยได้ยินมาว่า เดิมทีตัวพระตำหนักหลังนั้นทาสีแดงทั้งหลัง พอนานเข้าก็ กะ กลายเป็สีดำปะ ไปได้อย่างปริศนา...เอ่อ...ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับอาถรรพ์คำสาปัดำใช่หรือไม่ขอรับ ลือกันว่า ทุกคนที่เหยียบเข้าไปที่นั่นจะต้อง เอ่อ...” คำพูดของเขายิ่งเพิ่มความลังเลให้กับคนอื่นๆ มากเข้าไปใหญ่ หัวหน้าองครักษ์ยศนายกองจึงตวาดใส่ลูกน้องเสียงเขียว
“หุบปาก! ฮองเฮาอะไรที่ไหนกัน นางคนนั้นเป็แค่อดีตฮองเฮาที่ถูกปลดไปแล้วต่างหาก ส่วนที่นี่ก็เป็แค่ตำหนักว่างเปล่าที่เอาไว้เก็บรูปปั้นก็เท่านั้น พวกเ้าเป็ชายอกสามศอกแท้ๆ กลัวอะไรกับเื่ผีสาง เื่คำสาปเหลวไหลอะไรนั่นที่พวกเ้าได้ยินมา เป็แค่ตำนานเพ้อเจ้อของคนขี้ขลาดตาขาว ไม่ต้องพูดมากข้าสั่งให้เข้าไปค้นหาคน พวกเ้าก็ต้องเข้าไป จงรีบไปเดี๋ยวนี้”
“รีบแยกย้ายกันไป ปฏิบัติ!” นายกองออกคำสั่ง
ทหารชั้นผู้น้อยไม่มีทางเลือกต้องทำตามแต่โดยดี ถึงในสนามรบถึงพวกเขาจะเด็ดหัวศัตรูได้อย่างไม่ลังเล แต่กับเื่สิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นด้วยดวงตา โดยเฉพาะสถานที่ต้องคำสาปที่มีเื่เล่าลือนับไม่ถ้วน ว่าผู้ที่เข้ามาเหยียบที่นี่ในชั่วชีวิตจะต้องเผชิญกับเื่โชคร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะไม่ให้มนุษย์ปุถุชนอย่างพวกเขาไม่หวั่นเกรงได้อย่างไร ยิ่งััได้กับแรงกดดันที่กระจายอยู่รอบตำหนักจนทำให้พวกเขาหายใจแทบไม่ออก พวกทหารก็ยิ่งรู้สึกตัวสั่นอย่างไม่มีเหตุผล
“เหลือเชื่อจริงๆ เลย ไอ้พวกขี้ขลาดเอ๊ย เสียแรงเป็ทหารเสียเปล่ากลับตาขาวไม่เข้าท่า” นายกองผู้เป็หัวหน้าบ่นลูกน้องอย่างหัวเสีย ถึงในใจตัวเองจะรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาดเช่นกัน แต่ด้วยหน้าที่สำคัญทำให้เขาต้องข่มความกลัวกลืนกลับลงท้องไป หากตามหาตัวโจรลอบสังหารไม่ได้ พวกเขาสิจะต้องตายก่อนจะถูกคำสาปเหลวไหลทำให้โชคร้ายเสียอีก
เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ตอนที่ฮ่องเต้กำลังรินสุราให้ขุนนางผู้ใหญ่ด้วยพระองค์เอง โจรชั่วที่ปลอมตัวเป็ขันทีก็ฉวยโอกาสกระโจนเข้าใส่พระองค์ใช้มีดสั้นที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อแทงใส่ฮ่องเต้ โชคดีที่แม่ทัพฟางชิงอวิ๋นซึ่งอารักขาอยู่ด้านหลังฮ่องเต้ะโเข้าขวางได้ทันเวลา ช่วยคุ้มกันฮ่องเต้ได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อแผนการลอบสังหารไม่สำเร็จ โจรชั่วก็หลบหนีไปทันทีโดยไม่คิดจะเสียเวลาต่อสู้ แม่ทัพฟางจึงสั่งให้ทหารเฝ้าอุทยานกว่าร้อยนายรีบไล่ตามคนร้ายไปติดๆ โจรผู้นั้นวิ่งหนีเข้าไปยังตรอกซอยในวังหลวงได้อย่างชำนาญราวกับคุ้นเคยหนทางเป็อย่างดี จังหวะที่นักฆ่าปาควันอัคคีใส่ทหารองครักษ์เพื่อจะหลบหนีเข้าไปยังพระราชวังชั้นใน มันก็พลาดพลั้งถูกลูกธนูอาบยาพิษของทหารองครักษ์ที่ระดมยิงใส่จนได้รับาเ็
พวกเขาตามรอยเืของโจรร้ายมาจนถึงที่หน้าพระตำหนักสยบมารหลังนี้ แล้วก็มัวแต่เสียเวลาถกเถียงกันด้วยเื่ที่ไม่เป็สาระกับคำสาปเหลวไหลอยู่แบบนี้ ช่างเป็เื่ที่น่าอับอายเสียจริงๆ
“เอาวะผีก็ผี ให้มันรู้กันไปเลยว่าจักรพรรดิดำอะไรนั่นจะลุกขึ้นมาจากหลุมแล้วสาปแช่งพวกเราได้”
“พวกเราไป! เข้าไปๆ” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นปลอบขวัญตัวเองกับคนอื่น ทำให้ทหารคนอื่นพยักหน้าตาม ตอนที่คนทั้งหมดกำลังจะแยกย้ายกันออกค้นหาเป้าหมายตามคำสั่ง พวกทหารก็ต้องหยุดชะงักเป็ครั้งที่สอง เมื่อเห็นร่างของนางกำนัลวังหลวงคนหนึ่งถือโคมไฟกับชามใส่น้ำแกงกึ่งเดินกึ่งวิ่งฝ่าความมืดด้านในเข้ามาหาพวกตนอย่างรวดเร็ว นายกองผู้เป็หัวหน้าจึงะโถามผู้หญิงคนนั้น พลางออกคำสั่งให้ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้าไปดูว่าใครมาเดินอยู่ที่นี่
“นั่นใครน่ะ! ใช่นางกำนัลของตำหนักในหรือเปล่า”
“เ้าไปดูสิ นางคนนั้นเป็ใครแล้วมาทำอะไรที่นี่ ใช่เป็พวกเดียวกับคนร้ายหรือเปล่า” นายกองสั่ง
แต่ยังไม่ทันที่ทหารองครักษ์จะขยับตัวนางกำนัลคนนั้นะโเสียงดังออกมาเสียก่อน
“ท่านนายกองเซียง ข้าเองเผยจือฉู่จากตำหนักฮองเฮา”
“เหตุใดท่านนายกองถึงพาคนมาที่นี่มากมายนัก เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ ใยไม่อยู่เฝ้าฝ่าาที่อุทยาน” นางกำนัลชื่อเผยจือฉู่ถามเสียงดัง
เมื่อวิ่งเข้ามาถึงนางก็ทำหน้าประหลาดใจ ที่เห็นว่าทหารองครักษ์เข้ามาในตำหนักหลังนี้จริงๆ แถมยังเป็คนที่นางรู้จักสนิทสนมด้วยอย่างที่คิด