โบราณว่าไว้... “ข่าวดีไม่ออกนอกประตู ข่าวร้ายวิ่งไกลพันลี้” รุ่งอรุณยังไม่ทันจะฉายแสงเต็มที่ ข่าวร้ายจากชายแดนก็วิ่งมาถึงเมืองหลวงหลงเฉิง มันเร็วยิ่งกว่าม้าเร็วแปดร้อยลี้เสียอีก ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วราวกับไฟลามทุ่งที่ราดด้วยน้ำมัน มันลุกลามจากปากทหารสู่ชาวบ้าน จากตลาดสู่โรงน้ำชา และจากตรอกซอกซอยเข้าสู่ประตูวังหลวง
“แม่ทัพกู้ถูกยิงตกหน้าผา!”
“ม้าศึกคู่ใจคอหักตายคาที่!”
“ไม่มีศพ... แต่หน้าผาักลืนนั่นลึกสุดหยั่ง ใครตกลงไปไม่มีทาง ล้วนต้องถูกปีศาจกลืนกิน!”
เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อของ กู้เทียนอี้ ที่เคยเป็ดั่ง "ยันต์กันภัย" ของแคว้น กลับกลายเป็คำไว้อาลัยที่น่าสลดใจ ชาวเมืองหลงเฉิงต่างพากันแตกตื่น ร้านรวงหลายแห่งปิดเงียบ บรรยากาศในเมืองอึมครึมราวกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา วัดวาอารามทุกแห่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจุดธูปอ้อนวอน ขอให้ "ดาราเหล็ก" ดวงนั้นยังไม่ดับแสง
ทว่า... ในเงามืดของวังหลวง ท่ามกลางกลิ่นกำยานหอมกรุ่น กลับมีคนบางกลุ่มที่ลอบยิ้มที่มุมปาก เมื่อเสาหลักค้ำยันแผ่นดินหักโค่นลง ย่อมเป็โอกาสของเหล่าไม้เลื้อยที่จะปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด
สถานการณ์ภายในราชสำนักหลงเฉิงนั้นเปราะบางยิ่งนัก องค์ฮ่องเต้ พระองค์ปัจจุบันทรงพระปรีชาสามารถด้านอักษรศาสตร์และการปกครองแบบบุ๋น แต่ไร้เขี้ยวเล็บด้านการทหาร รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ก็เป็เพียงเด็กน้อยวัยสิบสองชันษา ที่รายล้อมด้วยองค์หญิงอีกสามพระองค์ อำนาจทางการทหารที่แท้จริงจึงตกอยู่ในมือของเหล่าอ๋องและแม่ทัพใหญ่
และหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้มากที่สุด... จนแทบจะเผาจวนตัวเองทิ้ง คือ “เซียวอ๋อง” (蕭王)
ภายในห้องหนังสือส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง แจกันลายครามราคาแพงระยับถูกปัดตกลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น เสียงเพล้งดังบาดหูข้ารับใช้จนต้องหมอบกราบตัวสั่นเทา
“โกหก!!!”
เสียงคำรามของเซียวอ๋องดังก้อง บุรุษรูปงามในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาติดจะเ้าสำอางบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะ เขาใช้มือยันโต๊ะทำงาน หายใจหอบถี่ ั์ตาแดงก่ำจ้องมองรายงานการศึกที่เพิ่งถูกส่งมา
“กู้เทียนอี้... คนอย่างเ้าเนี่ยนะจะตายเพราะตกม้า? คนอย่างเ้าเนี่ยนะจะพลาดท่าให้ลูกธนู?” เซียวอ๋องกัดฟันกรอด เสียงลอดไรฟันเต็มไปด้วยความเ็ปที่ซ่อนลึก
“เ้าหนีข้าไปอยู่ชายแดนมาเป็สิบปี... แล้วเ้ากล้าดียังไงมาชิงตายหนีข้าไปแบบนี้!”
ความลับดำมืดที่เซียวอ๋องซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของเชื้อพระวงศ์ผู้ทรงเสน่ห์ คือความรู้สึกที่เขามีต่อแม่ทัพใหญ่กู้เทียนอี้... มันไม่ใช่แค่มิตรภาพของขุนนางร่วมราชสำนัก แต่มันคือ “ความปรารถนา” ที่รุนแรงและบิดเบี้ยว
เขาเคยพยายามผูกมัดกู้เทียนอี้ด้วยการเสนอให้แต่งงานกับน้องสาวบุญธรรมเพื่อจะได้เกี่ยวดองเป็เครือญาติ หวังใช้สตรีบังหน้าเพื่อดึงอีกฝ่ายมาไว้ใกล้ตัว แต่กู้เทียนอี้ผู้ชาญฉลาดกลับมองทะลุแผนการนั้น
แม่ทัพหนุ่มรู้ดีว่าสายตาที่เซียวอ๋องมองตนนั้นไม่ใช่สายตาของมิตร... แต่เป็สายตาของพรานที่มองเหยื่อ นั่นคือเหตุผลที่กู้เทียนอี้เลือกที่จะอาสาออกรบอยู่แนวหน้า ยอมกินกลางดินนอนกลางทรายเสี่ยงตายในสนามรบ ดีกว่าต้องเผชิญหน้ากับ "กรงทอง" ที่เซียวอ๋องพยายามจะสร้างขังเขาไว้ในเมืองหลวง
“ท่านอ๋อง...” องครักษ์คนสนิทเอ่ยเสียงเบา “สายข่าวรายงานว่า... ยังไม่พบศพพะย่ะค่ะ เพียงแต่พบซากม้าและรอยเื”
เซียวอ๋องชะงัก ประกายความหวังที่น่ากลัววูบขึ้นในดวงตา
“ยังไม่พบศพ...” เขาพึมพำ มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นะเื “ดี ดี ดีมาก…ถ้าอย่างนั้น... มันก็ยังไม่จบ”
เขากระชากเสื้อคลุมสีม่วงเดินตรงไปที่ประตู “เตรียมม้า! แล้วส่งหน่วย ‘เงาพยัคฆ์’ ของข้าออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ท่านอ๋องจะไปไหนพะย่ะค่ะ? ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ประชุมเช้า...”
“ช่างหัวการประชุมสิ!” เซียวอ๋องตวาดลั่น แววตามุ่งมั่นและถือดี
“ข้าจะไปที่ชายแดน... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหรือขุดย้ายหน้าผานั่น หรือแม้ต้องเผาป่าทั้งป่า ข้าก็จะลากตัวกู้เทียนอี้กลับมา! เขาเป็ของข้า... เป็หรือตาย ร่างของเขาก็ต้องกลับมาอยู่ที่จวนของข้า!”
ข่าวการหายตัวไปของแม่ทัพใหญ่ ไม่เพียงแต่สั่นคลอนกองทัพดาราเหล็ก... แต่กำลังจะปลุก “ัคลั่งรัก” ในวังหลวงให้ออกอาละวาด และเมื่อเซียวอ๋องขยับ... การเมืองภายในหลงเฉิงย่อมร้อนระอุไม่แพ้ไฟาที่ด่านหน้าแน่นอน!
สำหรับราชสำนักจินหลิงแล้ว ชัยชนะที่ไร้ศีรษะแม่ทัพศัตรูมายืนยัน... ก็เปรียบเสมือนงูพิษที่ถูกตีแค่หาง มันอาจจะเ็ป แต่มันยังแว้งกัดคืนได้เสมอ
คำสั่งลับจากวังหลวงถูกส่งตรงมายังค่ายทหารด้วยม้าเร็วแปดร้อยลี้ เนื้อหาในราชโองการนั้นสั้นกระชับแต่เด็ดขาดและหนักอึ้งดุจขุนเขา “ต้องพบศพแม่ทัพหลงเฉิง เพื่อยืนยันชัยชนะ และตัดไฟแต่ต้นลมให้สิ้นซาก”
ภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ที่เงียบสงัด กลิ่นกำยานระงับใจมิอาจดับไฟแห่งความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นกลางวงประชุมได้ สี่เก้าอี้ใหญ่ถูกจัดวางไว้ แต่ทว่ามีเพียงสามบุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งจินหลิงที่นั่งประจำที่
คนแรกนั่งหัวโต๊ะ กลิ่นอายผู้นี้สง่างามดุจขุนเขา “หลงเจี๋ย” (龍杰) องค์ชายใหญ่ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ แววตาหนักแน่นมั่นคงเหมือนคมดาบโบราณที่ผ่านการขัดเกลาจนใสกระจ่าง เขาคือเสาหลักที่ค้ำจุนความมั่นคงของจินหลิง และเป็ผู้กุมบังเหียน “ทัพบัลลังก์พยัคฆ์” (虎座軍) กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน
ถัดมาทางขวา คือบุรุษที่มีรอยยิ้มประดับหน้าตลอดเวลา แต่เป็รอยยิ้มที่ชวนให้ร้อนรุ่มและตื่นตัว “เหยียนหง” (炎弘) องค์ชายรอง บุคลิกของเขาร้อนแรงและทะเยอทะยานดุจเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางทางสู่อำนาจ เขาคือผู้บัญชาการ “ทัพอสรพิษเงาเพลิง” (火影蛇軍) กองกำลังที่เชี่ยวชาญการลอบสังหารและซุ่มโจมตี
และคนสุดท้าย นั่งสงบนิ่งอยู่ทางซ้าย “เสวี่ยนห้าว” (玄昊) องค์ชายสาม หนุ่มน้อยผู้เปรียบประหนึ่งน้ำแข็งท่ามกลางกองไฟ นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับเคาะที่วางแขนเป็จังหวะแ่เบา ราวกับกำลังนับลมหายใจของคนทั้งสนามรบ เขาคือผู้คุม “ทัพฟ้าไร้เมฆา” ที่เพิ่งสร้างผลงานะเืเลื่อนลั่น
ส่วนเก้าอี้ตัวสุดท้าย... ว่างเปล่า นั่นคือที่ของ “จิ้งหาน” (靖涵) องค์ชายสี่ น้องเล็กผู้อาภัพ ที่ถูกกล่าวขานว่าร่างกายอ่อนแอขี้โรค ป่วยกระเสาะกระแสะจนลุกจากเตียงแทบไม่ไหว เก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในตำหนักในวังหลวงราวกับไร้ตัวตน
ปึก!
หลงเจี๋ยกระแทกม้วนราชโองการลงบนโต๊ะแผนที่เสียงดังสนั่น เรียกสายตาทุกคู่ให้จับจ้อง
“ราชโองการระบุชัดเจน... ศพของกู้เทียนอี้ต้องมาอยู่ในมือเรา ไม่ว่าจะในสภาพตายแบบใด เราต้องปิดบัญชีาสิบปีนี้ให้จบสิ้นเสียที!”
“หึ...” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นจากเหยียนหง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านแต่แววตาวาวโรจน์
“ตายหรือไม่ตาย... ไม่สำคัญเท่ากับว่า ‘ใคร’ เป็คนเจอศพ” เขากวาดตามองพี่น้องด้วยสายตามีเลศนัย
“หากข้าเป็คนลากศพมันกลับไปถวายเสด็จพ่อได้... นั่นย่อมเป็ความชอบครั้งใหญ่ที่ปูทางไปสู่ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างงดงามมิใช่หรือ?”
หลงเจี๋ยตวาดเสียงเข้ม สายตาตำหนิรุนแรง “เหยียนหง! เ้าอย่าลืมว่าภารกิจนี้เป็ของแผ่นดิน เป็ความอยู่รอดของจินหลิง ไม่ใช่เวทีแสวงหาอำนาจของผู้ใดผู้หนึ่ง!”
“แหม... ท่านพี่ใหญ่ก็จริงจังเกินไป” เหยียนหงยักไหล่ไม่ยี่หระ “ข้าก็แค่พูดความจริง”
ท่ามกลางการปะทะคารม เสวี่ยนห้าวกลับนั่งเงียบกริบ... ความเงียบของเขานั้นมีน้ำหนักกดทับบรรยากาศจนทุกคนรู้สึกได้ เขาจ้องมองจุดสีแดงบนแผนที่ จุดที่ม้าตกหน้าผา แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ศพอยู่ที่ใด... ย่อมทิ้งร่องรอยไว้ที่นั่น ธรรมชาติไม่เคยโกหก มีแต่คนเท่านั้นที่มองข้าม หรือพยายามจะโกหก”
เหยียนหงหันมามองน้องชาย ยิ้มเยาะที่มุมปาก “โอ้? องค์ชายสามพูดจาเหมือนพรานป่าล่าสัตว์ มากกว่าจะเป็แม่ทัพผู้สูงส่งนะ”
เสวี่ยนห้าวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชายคนรอง ั์ตาสีดำสนิทลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
“ท่านพี่รองกล่าวถูกต้อง...” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ
“นักล่าที่ดี... ย่อมไม่ตื่นเต้นลิงโลดเพียงแค่เห็นเหยื่อเืออก เพราะกลิ่นคาวเืนั้น... มักจะทำให้คนผู้นั้น ‘ตาบอด’ จนมองไม่เห็นกับดักที่ซ่อนอยู่”
คำพูดนั้นเสียดแทงเข้าไปในความทะเยอทะยานของเหยียนหงจนหน้าตึง ถึงกับเผลอเบะปากออกมาอย่างแค้นเคือง บรรยากาศในกระโจมเย็นวาบลงฉับพลัน ราวกับมีน้ำแข็งเกาะกุมหัวใจ
“พอได้แล้ว!” หลงเจี๋ยตัดบทเสียงดัง ก่อนที่พี่น้องจะฆ่ากันเองด้วยวาจา “เราจะแบ่งกำลังกันค้นหาเดี๋ยวนี้!” เขาชี้เน้นๆ ลงบนแผนที่
“ข้าจะนำทัพบัลลังก์พยัคฆ์ปิดล้อมแนวหุบเขาทั้งหมด... เหยียนหง เ้าใช้ทัพอสรพิษของเ้ากระจายกำลังค้นตามซอกหินและถ้ำ...” สายตาของพี่ใหญ่หยุดที่น้องสาม
“ส่วนเ้า... เสวี่ยนห้าว เ้านำทัพฟ้าไร้เมฆาไปยัง ‘หน้าผาักลืน’ จุดที่พบซากม้า... เ้าเป็คนยิง เ้าต้องเป็คนไปยืนยัน”
เสวี่ยนห้าวลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแต่สง่างาม
“รับบัญชา องค์ชายใหญ่”
ภารกิจนี้... คือการตามล่าคนที่เขาเพิ่งยิงจนร่างร่วงหล่นไปกับมือ เขาต้องตามหาร่างของแม่ทัพกู้เทียนอี้ให้เจอ เพื่อยืนยันทั้งชั้นเชิงฝีมือยิงธนูของเขาและเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจไม่ให้คนที่้าทำลายความเชื่อมั่นที่ฮ่องเต้มีต่อเขาสั่นคลอนไปได้