... เช้าวันต่อมา... ผมแต่งตัวเสร็จก็เตรียมตัวกำลังจะออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปสถานีรถไฟในเมืองวอลเธอร์บลู ซึ่งรถม้ารับจ้างกำลังรอผมที่หน้าประตูรั้วปากทางเขาบ้าน
" ปะป๊า..นู๋ให้ค่ะ " โอลิเวียเธอยิ้มเห็นฟันกระต่ายแล้วส่งยื่นดอกหญ้าแดนดิไลออนมาให้ผม เพราะผมมักเก็บดอกหญ้าที่ผุดขึ้นแถวๆฟาร์มมาให้เธอเป่าเล่นเสมอ
"ขอบใจน่ะโอลิเวีย.." ผมตอบแล้วหยิกแก้มเธอเบาๆก่อนที่จะรับดอกแดนดิไลออนที่เธอยื่นมาให้
"ปาป๊าแล้ววันเกิดนู๋ละ"โอลิเวียถามเคียงคอเล็กน้อยทำหน้าแบบสงสัยตาแป๋ว
"ต้องมาทันสิสาวน้อย พ่อไปไม่กี่วัน แต่วันเกิดนู๋อีกตั้งสองสัปดาห์ นั้นเดี่ยวพ่อซื้อตุ๊กตาที่นั้นกลับมาฝาก"ผมตอบแล้วก้มไปหอมแก้มเธอ มือว่างไว้บนศีรษะเธอเขย่าเบาด้วยความเอ็นดู
"ฝากหนูจริงๆหรอ ดีใจที่สุดเลยค่ะ" โอลิเวียดีใจยิ้มแก้มป่อง
"มาร์รินฝากทางนี้ด้วย ผมไปไม่กี่วัน รักคุณนะ.. " ผมตั้งกระเป๋าหนังเดินทางนั้นลง เดินเข้าไปจูบริมฝีปากที่อ่อนนุ่มละมัยของเธอก่อนจะออกเดินทาง กลิ่นของแก้มเธอยังหอมไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
"ค่ะที่รัก ฉันก็รักคุณ เดินทางปลอดภัยค่ะ" เธอก้มตัวไปอุ้มโอลิเวียส่งยิ้มน้อยๆมาให้ ก่อนที่ผมจะเดินไปหยิบกระเป๋าหนังแล้วเดินออกไปจากบ้าน ไปตามทางเดินที่ต้องผ่านฝูงแกะ ผมหยุดเหลียวหลังหันกลับมามองเธอทั่งสองคน แววตาที่เปล่งประกายที่ซ้อนไปด้วยความหวั่นไหวที่ต้องจากลาหลังแว่นตาที่ใส่อันนี้ ทั้งคู่พวกเธอก็โปกมือส่งกลับมา และที่อยู่ในมือของผมข้างหนึ่งคือยอดดอกหญ้าแดนดิไลออนที่โอริเวียให้มา ผมส่งยิ้มให้พวกเธอก่อนหันหลังเดินจากไปค่อยๆห่างออกไปๆจนลับตาเธอทั้งสองที่กำลังยืนดู ก่อนที่ละอองของดอกหญ้าแดนดิไลออนนั่นจะถูกพัดฟุ้งลอยหายไปตามสายลม โดยเฉพาะโอลิเวียที่ดูเหมือนมีน้ำตาที่คลอ
....................//////////////////.....................
ณ.สถานีรถไฟเมืองวอลเธอร์บลู หมอโคลเวอร์ยืนถือกระเป๋าเดินทางหนังสีดำใบเล็ก ในกระเป๋าส่วนใหญ่จะเป็เครื่องมือแพทย์มากกว่าของใช้ส่วนตัวเพราะไปไม่กี่วันเลยไม่ต้องพาไรมาให้มากมาย ระหว่างยืนรอรถไฟรถผมหันไปอ่านหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บนแผงลอยที่วางขาย ข่าวในนั้นส่วนใหญ่จะเป็การเมืองและรัฐบาลทำการจับกุมการปลุกระดมให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐโดยพรรคแรงงาน แต่ก็ไม่ใส่ใจเื่การเมือง สำหรับเขาการแพทย์และรักษาคนเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าการเมืองเสมอ เสียงเคาะระฆังก็ดังขึ้น เกร๊งๆๆ! ! ! เป็สัญญาว่าขบวนรถไฟกำลังจะเข้าเทียบจอดที่สถานี ไม่นานนักขบวนรถไฟหัวจักรพลังงานไอน้ำส่งเสียงอูดมาแต่ไกล พร้อมควันจากหัวรถจักรลอยขึ้นในอากาศดำตลบฟุ้ง ขบวนรถไฟนั้นค่อยๆลดความเร็วลดก่อนที่จะหยุดจอดสนิทที่สถานี มีผู้โดยสารทั้งชายหญิงลงจากขบวนรถนี้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่มารอขึ้นโดยสารไปกับขบวนนี้เสียมากกว่า เมื่อผู้โดยสารลงครบ เ้าหน้าที่ก็เป่านกหวีดเป็สัญญาณให้ผู้โดยสารที่จะไปกับขบวนนี้ขึ้นอย่างเป็ระเบียบไม่ต้องแย่งรีบกันขึ้นเหมือนเมื่อก่อน คร่าวนี้เขาได้นั่งริมหน้าต่าง เพราะ่นี้การเมืองภายในไม่ปกติจึงทำให้ประชาชนไม่อยากเดินทางไปไหน
เพียงไม่นานนักเสียงเคาะระฆังก็ดังขึ้นอีกครั้งก่อนขบวนรถไฟจะเคลื่อนที่แล่นออกจากสถานี ระหว่างที่เขานั่งใจลอยมองออกไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง สายลมอ่อนๆ กลิ่นดินกลิ่นหญ้ากลิ่นรถไฟนอกตัวรถไฟที่ล่องลอยในอากาศนั่งคิดถึงตอนอดีตที่ออกเดินรักษาคนไข้ทางไกลไปทั่วสารทิศ จู่ๆมีเสียงเรียกเขาเบาๆ คนนั้นแต่งตัวและใส่หมวกเหมือนข้าราชการกรมการทางรถไฟ เขาคือเ้าหน้าที่เก็บตั๋วประจำขบวนรถไฟนั้นเอง
"สวัสดีครับ คุณสุภาพบุรุตขอตรวจตั๋วด้วยครับ" เ้าหน้าที่เก็บตั๋วมาขอเก็บตั๋ว ผมเปิดเสื้อคลุมก่อนใช้มืออีกข้างล้วงตั๋วที่ทำมาจากกระดาษแข็งหนาๆสีส้มเหลืองเหมือนบัตรการ์ดเล็กๆที่ปั้มตรายางการรถไฟจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นให้เ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว เขารับหยิบมาตรวจสอบตั๋วใบนั้น อ่านรายละเอียดที่บันทึกในตั๋วใบนั้น ก่อนที่เขาเหลือบตามามองหน้าหมอโคลเวอร์
" เดินทางไกลคงเหนื่อยหน่อยนะครับ" ดูจากตั๋วเลยรู้ว่าเขาจะไปลงที่ไหน ก่อนที่เขาจะใช้คีมครีบตัดขอบตั๋วเสียงดัง แป๊รค !! เพื่อทำสัญลักษณ์ว่าตรวจสอบตั๋วแล้ว
"ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับคุณสุขภาพบุรุต" เ้าหน้าที่ส่งตั๋วคืนที่ตรวจแล้วกลับมาให้ ก่อนเดินไปเก็บตั๋วผู้โดยสารคนอื่นตามลำดับที่นั่ง
"ขอบคุณ.. " ผมตอบสั้นๆ ผมยักไหล่แสร้งยิ้มให้ แล้วนำตั๋วเก็บใส่ในกระเป๋าเสื้อที่เดิม นั่งมองสันเขาและวิวทิวทัศน์ที่รถไฟแล่นผ่านไปเลื้อยๆตลอดการเดินทาง คิดอะไรเพลินในใจ (ป่านนี้โอลิเวียคงเล่นกับเ้าเมอร์ฟี่ ส่วนมาร์รินคงทำงานบ้านไม่ก็ไล่จับสาวน้อยเพราะชอบเล่นซน อยากกลับบ้านแล้วสิ เห้อออ... พึ่งมาได้แค่วันเดี่ยวเอง) ด้วยความเพลียเหนื่อยจากการเดินทางผมก็งีบหลับไป..เวลาผ่านไปจนถึงเช้าอีกวัน.. อยู่ๆเหมือนมีเสียงผู้โดยสารในโบกี้ขบวนรถแตกตื่นอุทานกับอะไรสักอย่างต่างชี้ออกไปยังนอกหน้าต่าง ทำให้ผมรู้สึกตัวค่อยๆลืมตามีแสงแดดอ่อนๆส่องแยงตา ััแรกที่ได้รับคือกลิ่นไหม้ที่ลอยมาจากไกลๆ เมื่อสายตาของผมค่อยๆปรับสภาพการมองเห็น สิ่งที่เห็นถึงกับใจหายกับบรรยากาศวิวทิวทัศน์สองข้างทาง นอกขบวนรถไฟก่อนจะถึงสถานีเมืองมาเซนโนเวียหรือสถานีของเมืองหลวง สภาพชาญเมืองที่ถูกเผาทำลายหลายแห่งการก่อการจลาจลค่อนข้างจะรุนแรง
" สวัสดียามเช้า กาแฟสักแก้วมั้ยครับคุณสุภาพบุรุต" เ้าหน้าที่บนรถไฟนำกาแฟเทจากการ้อนๆใส่แก้ว ผมก็รับแก้วกาแฟมีหูจับทำจากเซรามิคกันความร้อนกับขนมปังก้อนหนึ่งแล้วพยักหน้าปั่นยิ้มขอบคุณเขา
" นี้มันเกิดอะไรขึ้นที่นี้ " ผมถามเ้าหน้าที่รถไฟด้วยความสงสัยกับเหตุการณ์ที่เห็น
"ไม่ต้องกังวลครับคุณสุภาพบุรุต ก็แค่การจลาจลของพวกพรรคแรงงานน่ะครับ เมื่อคืนรัฐบาลออกมาประกาศกฎอัยการศึกสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ไม่นานคงกลับมาปกติครับคุณสุภาพบุรุต" เ้าหน้าที่คนนั้นพูดอย่างสุภาพแล้วเขาก็เขาใจในสถานการณ์ดีกว่าใคร ก่อนที่เขาเดินไปเสริฟให้ผู้โดยสารคนอื่นในขบวนรถไฟ ผมก็คลายความกังวลที่มีได้บางและเห็นด้วยกับเ้าหน้าที่คนนั้น รัฐบาลคงจะแก้ไขสถานการณ์สงบโดยเร็วคงไม่ปล่อยเื่นี้ไว้นานเพราะมีแต่จะเสียหายโดยเฉพาะเื่เศรษฐกิจที่กำลังแย่อยู่แล้วในตอนนี้ สักพักเสียงอูดรถไฟดังขึ้น ฟู๊นนนนน !! ฟู๊นนนนน !! ก่อนที่จะเข้าเทียบจอดที่สถานีของเมืองหลวงแห่งนั้น ในที่สุดขบวนรถเบรกเสียงเหล็กสีกับรางดัง อรีสสสสสสสสสส!! ขบวนรถไฟทั้งขบวนจอดโดยสวัสดิภาพมีเพียงแต่หัวรถจักรไอน้ำที่ปล่อยควันดำลอยขึ้นสู่อากาศ ตอนนี้ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คน สิ่งที่ผิดสังเกตคือมีกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือของรัฐบาลมาคุ้มกันดูแลความสงบที่สถานีรถไฟนี้จำนวนมาก มาป้องกันสถานีรถไฟรักษาระบบขนส่งไม่ให้เป็อัมพาต เหมือนว่าจะยกทั้งกองทัพมาตั้งหลักที่นี้เพราะรัฐบาลพึ่งจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็คงไม่แปลก คนในโบกี้ต่างพากันลงจากขบวนรถไปไม่น้อยเพราะเดินทางมาทำธุระในเมืองหลวงกัน แต่ผู้โดยสารจากเมืองหลวงที่ขึ้นจากที่นี้มีมากกว่าหลายเท่า มากจนต้องรอขึ้นเดินทางไปขบวนถัดไป ตอนนั้นหมอโคลเวอร์เองก็สังหรณ์ใจที่เห็นจำนวนผู้โดยสารที่มากผิดปกติ แต่คิดในใจ (ชาวบ้านคงหนีความวุ่นวายจากในเมืองเพราะมีการจลาจลอยู่ทั่วที่นี้ ) เสียงเคาะระฆังก็ดังอีกครั้ง แปร๊งๆๆ!! เสียงอูดที่ยาวจากหัวรถจักรไอน้ำก็ตอบรับ ฟู๊นนนนน ฟู๊นนนนน จากนั้นขบวนรถไปก็ค่อยๆเคลื่อนออกจากสถานีแห่งนั้น เมื่อสังเกตผู้สารโดยที่ขึ้นจากเมืองหลวง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพากันมายกมาทั้งครอบครัวกับสัมภาระที่จำเป็เหมือนกันจะหนีอพยพออกจากที่นั้น เพื่อไขข้อสงสัยเขาตัดสินใจหันไปถามผู้โดยสารที่ขึ้นมาจากเมืองหลวงและพึ่งขึ้นมานั่งข้างๆเมื่อตะกี้
"ขอโทษน่ะครับ เมื่อกี้คุณพึ่งขึ้นมาจากเมืองหลวงใช้มั้ยครับคุณผู้ชาย" ผมถามชายวัยกลางคนไว้หนวดม้วนหุ่นผอมๆใส่เสื้อโค้ทและหมวกสักหลาดสีดำที่มากับลูกสาวของเขาอายุประมาณ 7 ขวบ
" ใช้ครับ คุณผู้ชาย" เขาตอบเสียงแหบเบาเหมือนคนเหนื่อยไม่มีแรง ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและดูเหมือนว่าคงไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายมื้อแล้ว
" เกิดอะไรขึ้นที่นั้น เหรอครับ ? " ผมถามอย่างตั้งใจ ผู้ชายคนนั้นขมวดคิ้วย่นสักพักก็ถอนหายใจ แล้วเปลี่ยนสีหน้าที่เศร้าหมองทันที
" ที่นั้นหรอครับ มันเลวร้ายกว่าที่คิดมากขึ้นทุกวัน แค่หาเช้ากินค่ำก็ยังลำบากมากพอแล้ว นี้ทุกแห่งหนก็มีแต่การทะเลาะจลาจลบางแห่งก็เผาทำลายบางแห่งก็ฆ่ากันเอาดื้อๆเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็มีจุดยืนของตนเอง กฏหมายก็เลยเปล่าประโยชน์ ผมเลยต้องพาลูกสาวผมหนีออกมาจากที่นั้นกลับไปบ้านญาติที่ต่างเมือง " ชายคนนั้นตอบเสียงแหบๆอย่างเหนื่อยและอารมณ์หดหู่ของเขาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ฟังผมจึงเข้าใจรับรู้ถึงเหตุการณ์ และคงไม่มีอะไรที่จะถามให้รู้สึกตอกย้ำความบอบช้ำที่พวกเขาเจอมา
" ขอบคุณมากๆ ขอให้คุณทั้งสองคนเดินทางโดยปลอดภัยครับ " ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วอ่อนโยนกับเขา แล้วหันไปดูลูกสาวของชายคนนั้นที่กำลังนั่งมองหน้าผมข้างๆพ่อเธอ ใบหน้าที่มอมแมมเต็มไปด้วยคราบเขม่าดำแล้วหวนคิดถึงลูกสาวตัวน้อยของตน (แบบนี้ต้องรีบไปแล้วรีบกลับแล้วสิ.. อยู่หลายวันไปคงไม่ดีแน่เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ) ผมเลยล่วงเอผ้าเช็ดหน้าให้เด็กคนนั้นไปเช็ดหน้า ( หมอโคลเวอร์เป็คนที่ไม่ชอบพูดแต่มักชอบทำแสดงออกให้เห็นเสมอว่าเขามีความอ่อนโยนและจริงใจกับผู้อื่นเสมอ ) ในที่สุดการเดินทางก็มาถึงที่หมายในเช้าวันต่อมาใช้เวลาถึงสามวันกับสองคืนในการเดินทางมาที่เมืองโครบัสต้าทางตอนเหนือแห่งนี้
.....................................................................................................................